เด็กเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ คือ อยากให้การศึกษาเป็นเช่นนั้น
ปชต. ก็เน้นปชช.เป็นมาตรฐานอ้างอิงการใช้อำนาจเพื่อการปกครองตนเองของสังคม
บ้านที่อบอุ่น ผู้ปกครองมักเป็นแบบอย่าง ทั้งในบทบาทพ่อแม่ เพื่อน และผู้ให้คำปรึกษา
การพัฒนาตนเอง บุคคลจำต้องรู้จักการแสดงออก
ไม่มีการแสดงออก ตัวตนก็จะแท้ง หรือ เป็นหมัน
คือ จะไม่มีความคืบหน้าของการพัฒนาตนเอง
มันเป็นวงจรย้อนกลับ ระหว่าง สิ่งที่คิด-รู้สึก กับ การทำให้เป็นจริง
ถ้าเราไม่ปลดปล่อยสิ่งที่เราคิด-รู้สึก เราก็จะไม่รู้แน่ใจได้เลยว่า อะไรคือความจริง
เพราะ ความจริง อยู่ภายนอก อันเราอาจเห็นลางๆจากภายใน
และโลกทั้งสอง เป็นความจริงคู่ขนานที่สะท้อนกัน ไม่อาจด้านเดียว
เพราะ ถ้าด้านเดียว มันก็เป็นได้แค่เพียงความฝัน และความฝันที่ไม่ได้พิสูจน์ ก็เป็นสิ่งที่เลื่อนลอย
เราจะเป็นอิสระจากสังคม อิสรจากคนอื่น อิสระจากการครอบ ก็ด้วยการเข้าใจมันและไปให้ถึงพรมแดนแห่งการเปลี่ยนแปลง
คือ การเล่นตลกของมายาความจริง อันผู้คนคิดว่าจริง
ในขณะที่ การเห็นเหมือนๆกัน กลับกลายเป็นพันธนาการสังคม
อย่าหวังความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะอย่างไร โลกไม่เคยเสร็จสิ้นในวันนี้พรุ่งนี้
ทุกอย่างคือ ระยะผ่าน ของสิ่งที่ต้องดำเนินไป มีทั้งพังทะลาย มีทั้งการสร้างขึ้นใหม่
อย่าคิดว่า สิ่งที่ทำต้องดีพร้อม หมดจด ไร้ตำหนิ
เพราะ ความไม่สมบูรณ์ต่างหากที่เป็นตัวการขับเคลือนสิ่งต่างๆให้หมุนเวียนเคลื่อนไหล
เราแค่ ทำในสิ่งที่ต้องทำและควรทำ ส่วนผลจะเป็นเช่นไร ไม่ว่าจะอย่างไร จงยอมรับมัน
เราต้องแสดงออก เราจึงจะโต
ที่ใดสร้างการกดทับ การกีดกัน หรือ การพิพากษาตามอำเภอใจ
ที่นั่น คือ สังคมที่ถูกสาป อันจักไม่พบแสงตะวัน-แสงเดือน
แต่เสรีภาพกลับเป็นสิ่งที่ถูกสาปยิ่งกว่า
เพราะ ไม่มีใครอาจทำลายเสรีภาพได้
และเพราะ มันคือลมหายใจและพลังของการแสดงออก ที่เป็นตัวตนของธรรมชาติ
การแสดงออก
ปชต. ก็เน้นปชช.เป็นมาตรฐานอ้างอิงการใช้อำนาจเพื่อการปกครองตนเองของสังคม
บ้านที่อบอุ่น ผู้ปกครองมักเป็นแบบอย่าง ทั้งในบทบาทพ่อแม่ เพื่อน และผู้ให้คำปรึกษา
การพัฒนาตนเอง บุคคลจำต้องรู้จักการแสดงออก
ไม่มีการแสดงออก ตัวตนก็จะแท้ง หรือ เป็นหมัน
คือ จะไม่มีความคืบหน้าของการพัฒนาตนเอง
มันเป็นวงจรย้อนกลับ ระหว่าง สิ่งที่คิด-รู้สึก กับ การทำให้เป็นจริง
ถ้าเราไม่ปลดปล่อยสิ่งที่เราคิด-รู้สึก เราก็จะไม่รู้แน่ใจได้เลยว่า อะไรคือความจริง
เพราะ ความจริง อยู่ภายนอก อันเราอาจเห็นลางๆจากภายใน
และโลกทั้งสอง เป็นความจริงคู่ขนานที่สะท้อนกัน ไม่อาจด้านเดียว
เพราะ ถ้าด้านเดียว มันก็เป็นได้แค่เพียงความฝัน และความฝันที่ไม่ได้พิสูจน์ ก็เป็นสิ่งที่เลื่อนลอย
เราจะเป็นอิสระจากสังคม อิสรจากคนอื่น อิสระจากการครอบ ก็ด้วยการเข้าใจมันและไปให้ถึงพรมแดนแห่งการเปลี่ยนแปลง
คือ การเล่นตลกของมายาความจริง อันผู้คนคิดว่าจริง
ในขณะที่ การเห็นเหมือนๆกัน กลับกลายเป็นพันธนาการสังคม
อย่าหวังความสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะอย่างไร โลกไม่เคยเสร็จสิ้นในวันนี้พรุ่งนี้
ทุกอย่างคือ ระยะผ่าน ของสิ่งที่ต้องดำเนินไป มีทั้งพังทะลาย มีทั้งการสร้างขึ้นใหม่
อย่าคิดว่า สิ่งที่ทำต้องดีพร้อม หมดจด ไร้ตำหนิ
เพราะ ความไม่สมบูรณ์ต่างหากที่เป็นตัวการขับเคลือนสิ่งต่างๆให้หมุนเวียนเคลื่อนไหล
เราแค่ ทำในสิ่งที่ต้องทำและควรทำ ส่วนผลจะเป็นเช่นไร ไม่ว่าจะอย่างไร จงยอมรับมัน
เราต้องแสดงออก เราจึงจะโต
ที่ใดสร้างการกดทับ การกีดกัน หรือ การพิพากษาตามอำเภอใจ
ที่นั่น คือ สังคมที่ถูกสาป อันจักไม่พบแสงตะวัน-แสงเดือน
แต่เสรีภาพกลับเป็นสิ่งที่ถูกสาปยิ่งกว่า
เพราะ ไม่มีใครอาจทำลายเสรีภาพได้
และเพราะ มันคือลมหายใจและพลังของการแสดงออก ที่เป็นตัวตนของธรรมชาติ