ตอนนี้เป็นวิศวกรโยธา อายุงานประมาณ 5 ปี เงินเดือน 40K
งานที่ทำโดยทั่วไปคือ รับแบบมาประมาณราคา แต่ละส่วนงาน
โครงสร้าง สถาปัตย์ งานระบบ และอื่นๆ ว่าทำแล้วมีกำไรตามที่ต้องการหรือไม่
เมื่อตัดสินใจทำ ผมก็จัดหา ผรม. ให้ครบตามเนื้องาน
และทำข้อตกลงการจัดจ่ายเงินในแต่ละงวดงานว่าของแต่ละคน
เพื่อนำข้อมูลมาทำ cash flow ขอ OD และเปิดหน้างานจ่ายค่าของและจ่ายค่าแรงเพื่อทำงานต่อไป
และลงไปหน้างานเองบ้าง
สิ่งที่ผมถนัดจะออกสไตล์เซลล์มากกว่าสไตล์วิดวะ จะมองเรื่องตัวเลขเป็นหลักก่อน เช่น
1. การจัดจ้าง ผรม. บางครั้งราคาที่เสนออยู่ในงบ ผมก็จะเพิ่มราคาให้แต่ลดจำนวนวันก่อสร้าง
มองว่าให้งานเสร็จเร็วขึ้นและเอารีบปิดงาน เอาเวลากับเงินไปทำงานอื่นดีกว่า
2. การเบิกของไปใช้ ก็ต้องเป็นระบบมีปริมาณที่ชัดเจนแน่นอน จะพยายามเป็นของเหลือทิ้งให้น้อยที่สุด
เพราะงานเรามันมีเพดานรายรับอยู่ ก็ต้องบีบรายจ่ายให้ลดลง
3. การจัดซื้อของ พยายามหาของที่มีตามจำนวนก่อนและเลือกราคาที่ต่ำที่สุด เพราะต้องเอาชัวร์ว่ามีของ
ถ้าล่าช้าค่าปรับจะหนักกว่า
ต้องเลือกเจ้าที่มั่นใจว่าส่งของตรงเวลาเอามาเปรียบเทียบก่อนไม่เช่นนั้นเวลาเรานัดช่างหรือ ผรม. ที่ทำงานไล่หลังมา
และไม่ตรงเวลากัน ค่าปรับที่ตามมาจะหนักกว่าอีก
และวางรายละเอียดการจ่ายเงินอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเราขอเครดิตได้ จ่ายช้าหน่อยแต่ก็มีเงินหมุน
4. การจัดลำดับงาน งานใครเข้าก่อนเข้าหลัง นัดหมายให้ตรงเวลา มีบีบบ้างมีคลายบ้าง บางชุดงานน้อยแต่เปิดหน้ากว้าง
หรือ งานหน้าแคบแต่ใช้เวลานานก็ต้องจัดลำดับการเข้าออกให้ดี
สิ่งที่ผมไม่ถนัดคือเรื่องคำนวณครับ ไม่น่าจะเป็นวิดวะเลย 555+
ไม่มีอะไรมากครับ กลัวติดคุก
นั่งคำนวณทีนึงก็รู้สึกไม่มั่นใจว่าการคำนวณของเรานั้นทำถูกหรือผิด
ตัวเลข factor ต่างๆตกหล่นไปหรือเปล่า และถ้ามีอะไรขึ้นมา คนตายขึ้นมา กระผมจะทำยังไง T T
นั่นก็เกิดจากการที่เราไม่ได้ทำบ่อยๆและไม่คุ้นเคยกับมัน
ส่วนตัวเราเองรู้สึกว่าอยากไปจับเรื่องบัจเจทมากกว่า เพราะรู้ว่าบริษัทอยู่ได้หรือไม่ได้
และเราจะมีโบนัทหรือไม่ มันอยู่ที่ผลกำไร
ถ้าให้ทำจริงๆ อย่างเช่น คำนวณนั่งร้านเหล็กก่อนเทปูน ถ้าไม่มีไม่ให้เท
ก็จะสวมวิญญาณอัจฉริยะ 15 นาทีเสร็จ แต่ก็จะไปยืนห่างๆแบบไกลๆ เพราะเสียวใจเหมือนกัน T T
ยิ่งไปเจองานอาคารพานิชย์ ที่เจ้าของขอให้ลดสเปคเหล็กลง 1 เบอร์เพื่อประหยัด
หรือต่อเติมผิดแบบที่ขออนุญาต ผมจะไม่รับงานเลย เพราะมันโจ่งแจ้งเกินไป
และถ้ามองว่าตัวผมเองถนัดงานด้านไหน ผมมองว่าตัวเองชอบงานอะไรก็ได้ที่ได้มองเห็นเงินงอกเงยขึ้นมา
เมื่อก่อนก็เคยรับสอนพิเศษควบงานประจำครับ
ที่ไหนมีงานผมพร้อมที่จะไปสอนทันที ตอนทำงานที่แรกสอนพิเศษทุกวันตอนเย็น ถึงบ้าน 4 ทุ่มเกือบทุกวัน
เมื่อก่อนภาษาอังกฤษเรียกว่าไม่กระดิกเลย
พอเค้าบอกว่าอยากให้เสริมเพิ่มเติม ก็ต้องขยันอ่านขยันทำข้อสอบเพื่อจะไปสอนให้ได้
บางครั้งวันเดียวหลายงาน ก็ต้องวางแผนให้ดีว่า วิ่งเส้นไหน อะไรยังไง พยายามเก็บให้หมด
เคยทำวันเดียวตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม สอนเด็ก 3 คน ได้ ชั่วโมงละ 200 ต่อคน ต่อวัน
วันนั้นวันเดียวได้ 6,000 เป็นอะไรที่ปลาบปลื้มใจมาก T T
และเคยจับกล้องมือ 2 มาขายด้วย เราก็ต้องศึกษาให้ดีว่ากล้องรุ่นอะไร ราคาตลาดอยู่ที่เท่าไร
จะตั้งราคาเท่าไร รีบขายหรือไม่ รุ่นใหม่จะออกหรือไม่ ถ้าซื้อยกชุดจะกำไรอยู่ที่ราคาเท่าไร
เรียกถ้าตรงไหนมั่นใจว่าทำแล้วมีรายได้เพิ่มเติมและไม่ลำบากก็จะพยายามเต็มที่
หนังสือที่อ่านด้านการตลาดเล่มแรกเลยก็คือหนังสือคนพลิกแบรนด์ เล่มแดงๆ ของ DTAC
เป็นหนังสือที่ชอบมาก เค้าเล่าถึงความพยายามหลายๆอย่างที่จะกลับมาให้ได้
พยายามทำให้ลูกค้าจดจำเราให้ได้ว่า ภาพลักษณ์เราคืออะไร
ประกอบกับโตมากับ DTAC จำได้เลยว่าโปรโมชั่นหลายๆตัว เช่น เวิค เวิคมอร์ หรือ โปร โทรฟรี 4 วินาที ใน DATC
และต่อมาอ่านหนังสือ Best CEO Know ที่พูดถึงหลักการทำแบรนด์ของ Dell ที่ผลิตตามที่ลูกค้าอยากได้
หรือ ของ สายการบินแห่งหนึ่งที่ รับสมัครพนักงานโดยแลกขอแลกเสื้อสูทกับชุดชายทะเล
และหนังสือหลายๆเล่มที่หามาอ่านอีกก็จะเป็นพวก
หนังสือธุรกิจการเงิน ของตลาดหุ้นไทย พวกหุ้นบุริมสนธิ อ่านแล้วก็งงๆดีครับ แต่ก็ทนอ่านจนจบจนได้
อื่นๆก็จะเป็นพวก เศรฐศาสตร์ ของ ตลาดหุ้นไทย เรื่อง ราคาหมูราคาไก่
หรือพวก วิธีเขียนแผนธุรกิจ การบริการหลังการขาย sevice mind อะไรทำนองเนี้ยครับ ชอบอ่านเพราะรู้สึกว่ามันเพลินๆดี
ตอนนั้นเป็นมีแรงบัลดาลใจอยากจะเรียนด้านแบรนด์มาก อยากเป็น CEO หรือ ผู้พัฒนาแบรนด์
และคนที่อยากทำงานด้วยก็คือ คุณ ซิดเว่
บางคนคิดว่า ถ้าทำงานก่อสร้างได้ ทำไมไม่ไปเหมาเองเลยงานไม่กี่แสนน่าจะทำได้
บอกตรงๆครับ หางานมาได้หลายงานมากๆ แต่หาคนงานไม่ได้เลย
คนงานหลายชุดที่ติดต่อไว้ งองแงบ้าง หายไปบ้าง ติดต่อไม่ได้บ้าง
ยอมรับเลยว่าคิดหนักมาก ถ้าได้งานมาจริงๆ คนมาทำจริงๆแล้วคนหายไปจะหามาจากไหนอะไรยังไง
ยิ่งงานราชการโดนปรับ 0.1% ต่อวันนี่เส้นเลือดในสมองคงแตกแน่ๆ T T
เห็นเจ้านายหาคนมาทีนึงก็ต้องใช้เส้นประมานนึงเลย และผมคงยังไม่มี power พอขนาดนั้นแน่ๆ
ทางผมเองก็เลยคิดว่ามีอีกทางก็คือเรียน ป โท ย้ายงานเพื่อปรับฐานเงินเดือนอีกรอบ
ก็เลยอยากสอบถามดูว่า
1. โดยรวมๆแล้ว ผมน่าจะเหมาะกับการเรียนการตลาดมั้ย
2. ถ้าจะเรียนการตลาด ควรจะเรียนเมนการตลาดไปเลยหรือลงคอส พวก MBA Executive ดีคับ
3. ควรจะเรียนที่ไหนดี บ้านผมอยู่แถวๆปิ่นเกล้าคิดว่า ม.เกษตรฯ บางเขนน่าจะเหมาะสุด เพราะวิ่งราชพฤกษ์ไปกลับง่ายรถไม่ติด และ สอบสัมภาษณ์อย่างเดียว
PS . โดยแซวๆมาบ้างว่าทำงานมาขนาดนี้เรื่องแค่นี้ยังไปถามคนอื่นอีกหรอ
พอดีเป็นการคิดได้เมื่อไม่นานนี้และเปิดเรียนเร็วๆนี้ และต้องหางานใหม่ที่หยุด ส-อา ได้
เลยอยากได้คำแนะนำเพื่อนๆเอามาคิดทบทวนอีกซักรอบนึงครับ
แต่ใจไปแล้ว 55.55% แล้วครับ
ขออนุญาติ tag
ปัญหาชีวิต การตลาด ครับ
ขอบคุณครับ
ขอคำแนะนำ ป.ตรี วิดวะ ต่อ ป.โท การตลาด ครับ
งานที่ทำโดยทั่วไปคือ รับแบบมาประมาณราคา แต่ละส่วนงาน
โครงสร้าง สถาปัตย์ งานระบบ และอื่นๆ ว่าทำแล้วมีกำไรตามที่ต้องการหรือไม่
เมื่อตัดสินใจทำ ผมก็จัดหา ผรม. ให้ครบตามเนื้องาน
และทำข้อตกลงการจัดจ่ายเงินในแต่ละงวดงานว่าของแต่ละคน
เพื่อนำข้อมูลมาทำ cash flow ขอ OD และเปิดหน้างานจ่ายค่าของและจ่ายค่าแรงเพื่อทำงานต่อไป
และลงไปหน้างานเองบ้าง
สิ่งที่ผมถนัดจะออกสไตล์เซลล์มากกว่าสไตล์วิดวะ จะมองเรื่องตัวเลขเป็นหลักก่อน เช่น
1. การจัดจ้าง ผรม. บางครั้งราคาที่เสนออยู่ในงบ ผมก็จะเพิ่มราคาให้แต่ลดจำนวนวันก่อสร้าง
มองว่าให้งานเสร็จเร็วขึ้นและเอารีบปิดงาน เอาเวลากับเงินไปทำงานอื่นดีกว่า
2. การเบิกของไปใช้ ก็ต้องเป็นระบบมีปริมาณที่ชัดเจนแน่นอน จะพยายามเป็นของเหลือทิ้งให้น้อยที่สุด
เพราะงานเรามันมีเพดานรายรับอยู่ ก็ต้องบีบรายจ่ายให้ลดลง
3. การจัดซื้อของ พยายามหาของที่มีตามจำนวนก่อนและเลือกราคาที่ต่ำที่สุด เพราะต้องเอาชัวร์ว่ามีของ
ถ้าล่าช้าค่าปรับจะหนักกว่า
ต้องเลือกเจ้าที่มั่นใจว่าส่งของตรงเวลาเอามาเปรียบเทียบก่อนไม่เช่นนั้นเวลาเรานัดช่างหรือ ผรม. ที่ทำงานไล่หลังมา
และไม่ตรงเวลากัน ค่าปรับที่ตามมาจะหนักกว่าอีก
และวางรายละเอียดการจ่ายเงินอีกครั้งหนึ่ง ถ้าเราขอเครดิตได้ จ่ายช้าหน่อยแต่ก็มีเงินหมุน
4. การจัดลำดับงาน งานใครเข้าก่อนเข้าหลัง นัดหมายให้ตรงเวลา มีบีบบ้างมีคลายบ้าง บางชุดงานน้อยแต่เปิดหน้ากว้าง
หรือ งานหน้าแคบแต่ใช้เวลานานก็ต้องจัดลำดับการเข้าออกให้ดี
สิ่งที่ผมไม่ถนัดคือเรื่องคำนวณครับ ไม่น่าจะเป็นวิดวะเลย 555+
ไม่มีอะไรมากครับ กลัวติดคุก
นั่งคำนวณทีนึงก็รู้สึกไม่มั่นใจว่าการคำนวณของเรานั้นทำถูกหรือผิด
ตัวเลข factor ต่างๆตกหล่นไปหรือเปล่า และถ้ามีอะไรขึ้นมา คนตายขึ้นมา กระผมจะทำยังไง T T
นั่นก็เกิดจากการที่เราไม่ได้ทำบ่อยๆและไม่คุ้นเคยกับมัน
ส่วนตัวเราเองรู้สึกว่าอยากไปจับเรื่องบัจเจทมากกว่า เพราะรู้ว่าบริษัทอยู่ได้หรือไม่ได้
และเราจะมีโบนัทหรือไม่ มันอยู่ที่ผลกำไร
ถ้าให้ทำจริงๆ อย่างเช่น คำนวณนั่งร้านเหล็กก่อนเทปูน ถ้าไม่มีไม่ให้เท
ก็จะสวมวิญญาณอัจฉริยะ 15 นาทีเสร็จ แต่ก็จะไปยืนห่างๆแบบไกลๆ เพราะเสียวใจเหมือนกัน T T
ยิ่งไปเจองานอาคารพานิชย์ ที่เจ้าของขอให้ลดสเปคเหล็กลง 1 เบอร์เพื่อประหยัด
หรือต่อเติมผิดแบบที่ขออนุญาต ผมจะไม่รับงานเลย เพราะมันโจ่งแจ้งเกินไป
และถ้ามองว่าตัวผมเองถนัดงานด้านไหน ผมมองว่าตัวเองชอบงานอะไรก็ได้ที่ได้มองเห็นเงินงอกเงยขึ้นมา
เมื่อก่อนก็เคยรับสอนพิเศษควบงานประจำครับ
ที่ไหนมีงานผมพร้อมที่จะไปสอนทันที ตอนทำงานที่แรกสอนพิเศษทุกวันตอนเย็น ถึงบ้าน 4 ทุ่มเกือบทุกวัน
เมื่อก่อนภาษาอังกฤษเรียกว่าไม่กระดิกเลย
พอเค้าบอกว่าอยากให้เสริมเพิ่มเติม ก็ต้องขยันอ่านขยันทำข้อสอบเพื่อจะไปสอนให้ได้
บางครั้งวันเดียวหลายงาน ก็ต้องวางแผนให้ดีว่า วิ่งเส้นไหน อะไรยังไง พยายามเก็บให้หมด
เคยทำวันเดียวตั้งแต่ 10 โมงเช้า ถึง 2 ทุ่ม สอนเด็ก 3 คน ได้ ชั่วโมงละ 200 ต่อคน ต่อวัน
วันนั้นวันเดียวได้ 6,000 เป็นอะไรที่ปลาบปลื้มใจมาก T T
และเคยจับกล้องมือ 2 มาขายด้วย เราก็ต้องศึกษาให้ดีว่ากล้องรุ่นอะไร ราคาตลาดอยู่ที่เท่าไร
จะตั้งราคาเท่าไร รีบขายหรือไม่ รุ่นใหม่จะออกหรือไม่ ถ้าซื้อยกชุดจะกำไรอยู่ที่ราคาเท่าไร
เรียกถ้าตรงไหนมั่นใจว่าทำแล้วมีรายได้เพิ่มเติมและไม่ลำบากก็จะพยายามเต็มที่
หนังสือที่อ่านด้านการตลาดเล่มแรกเลยก็คือหนังสือคนพลิกแบรนด์ เล่มแดงๆ ของ DTAC
เป็นหนังสือที่ชอบมาก เค้าเล่าถึงความพยายามหลายๆอย่างที่จะกลับมาให้ได้
พยายามทำให้ลูกค้าจดจำเราให้ได้ว่า ภาพลักษณ์เราคืออะไร
ประกอบกับโตมากับ DTAC จำได้เลยว่าโปรโมชั่นหลายๆตัว เช่น เวิค เวิคมอร์ หรือ โปร โทรฟรี 4 วินาที ใน DATC
และต่อมาอ่านหนังสือ Best CEO Know ที่พูดถึงหลักการทำแบรนด์ของ Dell ที่ผลิตตามที่ลูกค้าอยากได้
หรือ ของ สายการบินแห่งหนึ่งที่ รับสมัครพนักงานโดยแลกขอแลกเสื้อสูทกับชุดชายทะเล
และหนังสือหลายๆเล่มที่หามาอ่านอีกก็จะเป็นพวก
หนังสือธุรกิจการเงิน ของตลาดหุ้นไทย พวกหุ้นบุริมสนธิ อ่านแล้วก็งงๆดีครับ แต่ก็ทนอ่านจนจบจนได้
อื่นๆก็จะเป็นพวก เศรฐศาสตร์ ของ ตลาดหุ้นไทย เรื่อง ราคาหมูราคาไก่
หรือพวก วิธีเขียนแผนธุรกิจ การบริการหลังการขาย sevice mind อะไรทำนองเนี้ยครับ ชอบอ่านเพราะรู้สึกว่ามันเพลินๆดี
ตอนนั้นเป็นมีแรงบัลดาลใจอยากจะเรียนด้านแบรนด์มาก อยากเป็น CEO หรือ ผู้พัฒนาแบรนด์
และคนที่อยากทำงานด้วยก็คือ คุณ ซิดเว่
บางคนคิดว่า ถ้าทำงานก่อสร้างได้ ทำไมไม่ไปเหมาเองเลยงานไม่กี่แสนน่าจะทำได้
บอกตรงๆครับ หางานมาได้หลายงานมากๆ แต่หาคนงานไม่ได้เลย
คนงานหลายชุดที่ติดต่อไว้ งองแงบ้าง หายไปบ้าง ติดต่อไม่ได้บ้าง
ยอมรับเลยว่าคิดหนักมาก ถ้าได้งานมาจริงๆ คนมาทำจริงๆแล้วคนหายไปจะหามาจากไหนอะไรยังไง
ยิ่งงานราชการโดนปรับ 0.1% ต่อวันนี่เส้นเลือดในสมองคงแตกแน่ๆ T T
เห็นเจ้านายหาคนมาทีนึงก็ต้องใช้เส้นประมานนึงเลย และผมคงยังไม่มี power พอขนาดนั้นแน่ๆ
ทางผมเองก็เลยคิดว่ามีอีกทางก็คือเรียน ป โท ย้ายงานเพื่อปรับฐานเงินเดือนอีกรอบ
ก็เลยอยากสอบถามดูว่า
1. โดยรวมๆแล้ว ผมน่าจะเหมาะกับการเรียนการตลาดมั้ย
2. ถ้าจะเรียนการตลาด ควรจะเรียนเมนการตลาดไปเลยหรือลงคอส พวก MBA Executive ดีคับ
3. ควรจะเรียนที่ไหนดี บ้านผมอยู่แถวๆปิ่นเกล้าคิดว่า ม.เกษตรฯ บางเขนน่าจะเหมาะสุด เพราะวิ่งราชพฤกษ์ไปกลับง่ายรถไม่ติด และ สอบสัมภาษณ์อย่างเดียว
PS . โดยแซวๆมาบ้างว่าทำงานมาขนาดนี้เรื่องแค่นี้ยังไปถามคนอื่นอีกหรอ
พอดีเป็นการคิดได้เมื่อไม่นานนี้และเปิดเรียนเร็วๆนี้ และต้องหางานใหม่ที่หยุด ส-อา ได้
เลยอยากได้คำแนะนำเพื่อนๆเอามาคิดทบทวนอีกซักรอบนึงครับ
แต่ใจไปแล้ว 55.55% แล้วครับ
ขออนุญาติ tag
ปัญหาชีวิต การตลาด ครับ
ขอบคุณครับ