...ปุยฝ้าย...

กระทู้สนทนา
ครั้งนั้น...

บ้านของเราไม่มีสัตว์เลี้ยงอย่างบ้านคนอื่นเขา แต่ไม่ใช่เรื่องนี้หรอกที่ผมสนใจ ผมเพียงอยากรู้ บรรดาหมาแมวหลายแหล่ ที่หมั่นมาป้วนเปี้ยนอยู่ในบ้าน ทั้งที่ได้กล่าวไว้แต่ต้นแล้วว่า ’บ้านของเราไม่มีสัตว์เลี้ยง’ นั้นหมายความได้ว่าอย่างไร? หรือเพียงง่ายง่ายว่า ก็สัตว์ไม่เข้าใจภาษาคนนี่นา ...นั่นสิ

ไม่อาจทราบได้เลยว่า เจ้าพวกนี้รอนแรมมาจากแห่งหนไหน เหตุใดจึงพร้อมเพรียงชุมนุมกัน ณ ที่แห่งนี้  หมายถึง ‘ที่บ้านของเราไม่มีสัตว์เลี้ยง’ แห่งนี้ อาจบางที ด้วยช่องว่างของรั้ว ที่กว้างพอสำหรับหมาอุตสาหะสักตัวเล็ดลอดเข้ามาได้ และเป็นจริงดั่งสุภาษิตว่า ’ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น’ บรรดาหมาแมวอุตสาหะทั้งหลายจึงดำรงอยู่ที่นั่น ...‘ที่บ้านของเราไม่มีสัตว์เลี้ยง’ นี้เอง


บางครั้ง พ่อ แม่รวมทั้งตัวผม จะคอยเปิดประตูรั้ว แล้วตวาดผลักไสเจ้าพวกนี้ออกไป บางตัววิ่งปรูดออกทางประตู แต่บางตัวต้องการแสดงให้เห็นถึงความพยายามยิ่งยวด แทรกสอดเบียดผ่านช่องรั้วเหมือนครั้งเล็ดลอดเข้ามา ดูน่าประทับใจเป็นล้นพ้น


บ้านของเราไม่มีสัตว์เลี้ยงอย่างบ้านคนอื่นเขา จริง ผมไม่สนหรอก สงสัยก็เพียงแต่ เหตุใดพ่อกับแม่จึงหมั่นให้อาหารกับสัตว์พเนจรเหล่านั้น บางทีนะ อาจไม่ใช่ช่องว่างของรั้ว แต่เป็นช่องว่างกว้างขวางภายในใจของท่านก็เป็นได้ ที่เจ้าพวกนี้อาศัยเล็ดลอดมาเยี่ยมเยียนกันอยู่เสมอ...


แต่ในเมื่อไม่ใช่สัตว์เลี้ยง จึงไม่มีตัวใด สามารถแอบอ้างกรรมสิทธิ์ อาศัยอยู่ในบ้านเป็นการถาวร ได้แต่เพียงเข้าๆออกๆ ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันไปมา จนกระทั่งวันนั้น...

เช่นเดียวกันกับตัวอื่นๆ ไม่อาจรู้ว่ามันมาจากไหน แต่นั่นไม่สำคัญ ที่ผมสงสัยเป็นล้นพ้นคือ มันเดินทางรอนแรมมาถึงที่นี่ได้อย่างไร?


ด้วยอาการกระย่องกระแย่ง ค่อยๆประคับประคองร่างผอมโซเป็นหนังหุ้มกระดูก และผิวหนังที่ควรจะอุดมไปด้วยเส้นขน กลับปกคลุมไปด้วยสะเก็ดแผลยับย่น ดั่งผืนดินแตกระแหง ฉาบทาไปด้วยเลือดปนหนอง...


ครับ มันคือหมา และไม่ใช่หมาธรรมดา แต่เป็นหมาขี้เรื้อน และแน่นอนว่าไม่ใช่หมาขี้เรื้อนธรรมดา แต่เป็นหมาขี้เรื้อนสมบูรณ์แบบ! (แน่ใจได้เลยว่า หากมีการประกวดสุนัขขี้เรื้อน อย่างน้อยน้อย เจ้าตัวนี้ต้องคว้าตำแหน่งขวัญใจช่างภาพมาครองเป็นแน่แท้)


หะแรก ที่เห็นเจ้าตัวนี้กระย่องกระแย่งอยู่ในบ้าน นึกอยากตวาดไล่เหมือนเคย แต่ด้วยท่าทางการเดิน ที่นอกจากจะใช้เพียงสามขากะโผลกกะเผลกไปมาแล้ว เนื้อตัวที่แห้งแตกปราศจากสิ่งปกคลุมนั้น ยังสั่นเทาหนาวเหน็บตลอดเวลา ราวกับว่ามันแยกตัวโดดเดี่ยว อาศัยอยู่ในดินแดนไร้ความอบอุ่นชั่วนิรันดร์

พะอืดพะอมกับภาพตรงหน้า แต่ไม่อาจละสายตา คล้ายอาการสั่นเทานั้นส่งอะไรบางอย่างมาถึงผม เป็นบางอย่างที่ก่อตัวสั่นไหวอยู่ภายใน สะกดให้นิ่งงันเนิ่นนาน ...

จึงเป็นแม่ ที่เดินเข้ามาบอก “เห็นมันโดนตัวอื่นไล่กัด น่าสงสาร คงไม่มีที่ไป”
“อ้อ...” ผมเอ่ยเพียงเท่านั้น แต่จินตนาการไกลไปถึงเรื่องราวที่มันประสบมา ผ่านแววตาคู่นั้น ดูเหงาเศร้าระคนหวาดหวั่น ราวนักโทษในดินแดนกักกัน รอวันถูกพิพากษา...

อย่างไรก็ตาม ในที่สุดบ้านของเราก็มีสัตว์เลี้ยงอย่างบ้านคนอื่นเขาเสียที!

พ่อเป็นคนมองโลกในแง่ดีที่สุดในโลก จึงรับหน้าที่จัดแจงสรรหานามเรียกขานให้กับสมาชิกใหม่หมาด จากสภาพอาการ... ไม่สิ จาก’หมด’สภาพอาการของสัตว์เลี้ยงจำเป็นที่ทุกคนต่างเห็นพ้องต้องกัน พ่อจึงไม่รีรอมอบชื่อให้กับเพื่อนใหม่ของเราว่า “ปุยฝ้าย”

ครึ้มอกครึ้มใจไปกว่านั้น พ่อบอกว่ามียาสูตรเด็ดที่จะช่วยให้มันกลับมามีสภาพอาการปกติได้อีกครั้ง นี่ทำให้ผมถึงตะลึงงัน เช่นนั้น คงเป็นยาสูตรเด็ดที่สุดในโลกทีเดียว

แต่ถ้าว่ากันในเรื่องอาหารการกิน ต้องเป็นแม่เท่านั้น ที่ทำอาหารได้อร่อยที่สุดในจักรวาล และแม่จะเป็นคนจัดแจงหาอาหารให้เจ้าปุยฝ้าย จึงถือได้ว่า มันเป็นหมาที่โชคดีที่สุดในจักรวาล !

อนิจจา เป็นผมผู้เดียวที่หลีกลี้หนีห่างจากสัตว์เลี้ยงไร้ขน ใจนึกอยากเว้นระยะสักหลายปีแสง ให้ไกลห่างจากการสะบัดตัว อันเป็นสิ่งอันตรายยิ่งยวดในความรู้สึก ...

แม้มิได้เอื้อนเอ่ยอันใดที่แสดงถึงความรังเกียจต่อสัตว์เลี้ยงจำเป็น แต่อึดอัดทุกครั้งที่เจ้าปุยฝ้ายเยื้องย่างเข้าใกล้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขณะทานข้าว ผมจะค่อยๆลดความเร็วในการกินให้สอดคล้องกันกับการกระย่องกระแย่งเข้ามาของเจ้าหมาไร้ขน พร้อมทั้งภาวนาในใจ ‘อย่าสะบัด อย่าสะบัด อย่าสะบัด...’ และเป็นที่รู้กันดีว่า ผมจะรู้สึกอิ่มในทันทีที่เจ้าปุยฝ้ายสะบัดตัว!

แรกรับสมาชิกใหม่ ทำให้ผมได้เห็นภาพแปลกตา พ่อค่อยสืบเท้าทำไม่รู้ไม่ชี้เข้าใกล้ เพื่อใส่ยาสูตรเด็ด(ที่สุดในโลก)ให้กับปุยฝ้าย ที่จ้องมองพ่อด้วยสายตาหวาดหวั่น และนั่นขึ้นอยู่กับว่าผู้ใดจะเคลื่อนไหวได้เร็วกว่ากัน เป็นพ่อที่ใส่ยาได้ทันท่วงที หรือเป็นปุยฝ้ายแสนรู้ ที่ผลุนผลันลุกหนีไปไกลแสนไกล...

ผมไม่รู้ว่า เป็นความเจ็บปวดจากผลของยา หรือเป็นบาดแผลในความทรงจำกันแน่ ที่ทำให้เจ้าปุยฝ้ายออกตัวหนีหายทุกครั้งที่พ่อเลียบเคียงเข้าใกล้ แต่อย่างไรก็ตาม มันกลับมาที่นี่เสมอ แน่ล่ะ ก็ที่นี่คือ’บ้าน’ของมัน

บางครั้ง ที่ปุยฝ้ายไร้ขนนอนผิดที่ผิดทาง ทำให้บริเวณนั้นสกปรกเลอะเทอะ แม่จะพร่ำบ่นไม่ขาดปาก ไล่ให้มันออกไปไกลๆ แต่พ้นผ่านเพียงไม่นาน ก็เป็นแม่อีกนั่นแหละ ที่คอยมองหาเรียกให้มากินข้าวตามเวลาทุกครั้งไม่เคยขาด ...

หลายสิบวันพ้นผ่าน ผมเริ่มคุ้นชินกับภาพการวัดใจใส่ยารักษาของพ่อ การให้อาหารไปบ่นไปของแม่ หลายครั้งที่เห็นพ่อกับแม่ถกเถียงกันถึงสภาพอาการสัตว์เลี้ยงแสนรัก แม่ว่ามันยังดูทรงๆ แต่พ่อว่าอาการของมันดีขึ้น (แน่นอนที่สุด เป็นเพราะยาสูตรเด็ด!) สำหรับผม ด้วยระยะทางห่างไกลที่ยังคงไว้ระหว่างสองเรา จึงไม่อาจบอกได้ว่าเจ้าปุยฝ้ายดูดีขึ้นหรือไม่ และที่สำคัญทั้งพ่อและแม่ ไม่มีใครคิดจะถามผมสักคน!

เรื่องราวเป็นมาอย่างนี้ จวบจนวันที่อากาศหนาวหนักคืบคลานเข้ามาอย่างผิดกาละเทศะ เกิดภาพแปลกตา เจ้าปุยฝ้ายนอนนิ่งให้พ่อใส่ยาแต่โดยดี เนื้อตัวสั่นเทาอย่างเคย ผมเฝ้ามอง ด้วยลมหายใจอันผ่าวร้อน และเป็นอีกครั้งที่รู้สึกได้ถึง ’บางอย่าง’ ก่อตัวสั่นไหวอยู่ภายใน สะกดให้นิ่งงันนานเท่านาน...

เช้าวันถัดมานั้นเอง ที่พ่อบอกว่า”ปุยฝ้ายตายแล้ว”
“อ้อ...” ผมเอ่ยเพียงเท่านั้น แต่ในใจวาบหวัง ด้วยชื่อที่พ่อตั้งให้ จะทำให้เขาได้เบาสบาย ล่องลอยไกลแสนไกล ไปยังดินแดนแห่งนั้น ดินแดนที่เขาจะได้อยู่อย่างอบอุ่น...ชั่วนิจนิรันดร์...


ครั้งนี้...

เมื่อหวนรำลึกเรื่องราวครานั้น ก็ให้สัมผัสได้ถึงลมหายใจอันผ่าวร้อน และบางอย่างยังคงระริกไหวอยู่ภายใน...

... ณ วินาทีนี้เอง ที่ผมได้รู้ว่า ‘บางอย่าง’ นั้น คืออะไร
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่