กว่าจะเป็นปลาเส้นใหญ่อบกรอบ อาโออิ (2)

กระทู้สนทนา


คืนนั้นผมขายไปได้สิบกว่าซอง ผมดีใจมาก  แต่ก็ผิดหวังอยู่เหมอืนกัน  เพราะมันก็เหลืออยู่เยอะ  คืนนั้นผมรอร้านต่างๆ ปิดแล้วเข้าไปเก็บเงิน เกือบ ตีสอง ผมทำแบบนี้อยู่เกือบอาทิตย์ ทำเอง คิดเอง ไม่มีใครช่วย หรือคอยบอกว่าแบบนั้นดี หรือไม่ดี ไม่มีใครมาคอยให้กำลังใจ ให้ผมสู้ต่อหรือหยุด แต่ก็ยังไม่หยุด ผมยังคงทำเหมือนๆเดิมทุกวัน ทั้งๆ ที่ช่วงนั้นเป็นวันสงกรานต์ ทุกคนได้กลับบ้านไปอยู่กับครอบครัว แต่ผมกลับต้องมาเหนื่อยกับอะไรก็ไม่รู้ ไม่มีหวังเลยว่ามันจะเป็นไปได้หรือไม่ได้ ผมอ้างกับแม่ว่ากลับบ้านไม่ได้ เพราะผมต้องอ่านหนังสือสอบนายสิบตำรวจ ผมโกหกเพื่อไม่ให้แม่เป็นห่วง เพราะแม่ตั้งใจจะให้ผมสอบเป็นตำรวจ ยังไงก็ต้องสอบให้ได้ นั่นคือความหวังเดียวของแม่

........บอกตรงๆ ก็คือผมไม่ได้อยากเป็นตำรวจเลยสักนิด ผมรู้ว่าถ้าผมสอบเข้าเป็นนายสิบตำรวจได้อนาคตผมก็จะสบาย (ตามแบบที่แม่คิดเอาไว้ ) แม่สบายใจ แต่ ผมล่ะ อนาคตผมจะต้องรับผิดชอบครอบครัว และดูแลแม่ !! ผมจึงหาวิธีต่างๆ เพื่อพิสูจน์ให้แม่เห็นว่า ไม่ได้มีแค่อาชีพตำรวจเท่านั้นที่ทำให้คนประสบความสำเร็จ แต่ผมบอกท่านตรงๆ ไม่ได้ ผมจึงต้องทำอะไรซักอย่าง ก่อนจะถึงวันสอบ  10 มิถุนายน 2555 ก็คืออีกหนึ่งอาทิตย์ข้างหน้านี้ ผมจึงต้องเขียนจดหมายนี้มา เพื่อจะให้คุณตันอ่าน เพราะผมมั่นใจว่า สิ่งที่ผมได้เริ่มทำมานั้น จนถึงวันนี้ มันจะแลกกับชีวิตผมทั้งชีวิต......ก่อนจะถึงวันประกาศผลสอบ วันที่ 21 มิถุนายน 55 ผมจะต้องทาให้มันชัดเจน กว่านี้ ..........ผมจะให้คุณตันรู้จักตัวผมก่อน ว่าทำไมผมถึงต้องมาลำบากด้วยตัวคนเดียวอย่างนี้


ผม ชื่อ ภานุพงศ์ รัตนศิลา อายุตอนนี้ 23 ปี เกิดและโตที่ จังหวัด น่าน เรียนหนังสือจนถึงชั้น ม.3 ก็เริ่มรู้จักกับโรงเรียนเตรียมทหาร และตำรวจ ผมเข้าสอบแข่งขันทุกปีจนถึง ม.5 ผมสอบได้รอบแรก ทุกครั้ง แต่พอถึงรอบสอง ผมก็ไม่ได้ทุกที ผมพยายามมา 2 ปี จนถึง ม.5 ผมตั้งใจอีกครั้ง เพื่อจะสอบเข้าให้ได้เหล่าทหารอากาศ ผมใช้เวลา 1 ปีในชั้น ม.4 อ่านหนังสือสอบเกี่ยวกับ ทหาร โดยไม่ได้สนใจคะแนนสอบและคะแนนเก็บของโรงเรียนเลย เกรดที่ผมได้ออกมาคือ ใช้ไม่ได้ แต่ความตั้งใจของผมก็เป็นจริง แต่ผิดคาดไปนิดหน่อย ผมกลับสอบติด นายร้อยตำรวจ ทั้งๆ ที่อยากเป็นทหารอากาศ แต่ผมก็ไปสอบรอบสอง.....ผลก็ออกมาตามเคย คือ ไม่ได้ .....ความตั้งใจทั้งหมดผมพังลงทันที กลับมาเรียนกับเพื่อนก็ไม่ทันแล้ว จะสอบอีกรอบ อายุก็เกินไปแล้ว...ผมอายเพื่อนๆ อายครู ทุกคน ที่บอกแล้วบอกอีกว่า ให้ตั้งใจเรียนๆ


.......ผมก็เลยขอลาออกจากโรงเรียน มีแค่วุฒิ ม.4 จะไปสมัครเรียนต่อที่ไหนอีก ก็ไม่ได้ เพราะเกรดมันแย่มาก ผมเคว้งคว้าง อยู่ 1 ปี ตัดสินใจ เริ่มใหม่ .....แต่ก็ยังไม่ละทิ้งอาชีพทหาร ผมก็พยายามหาว่าที่ไหนมันเกี่ยวข้องกับอาชีพทหารบ้าง พอดีผมเจอ นักเรียนแพทย์ทหารของ ม.มหิดล ผมดีใจมาก จึงตัดสินใจ เริ่มเรียน ม.4 ใหม่ ทันที!! แต่จะเรียนที่เดิมอีกก็ไม่ได้แล้ว เพราะกลัวอายเพื่อนๆ น้องๆ และครู



ผมจึงเลือกมาเรียนที่ จ.เชียงใหม่ แล้วก็ตั้งใจจะทำเกรดใหม่เพื่อใช้ยื่นเข้าสอบแพทย์ทหาร ผมจึงตั้งใจเรียนทุกวิชา ไม่เหมือนกับตอนอยู่โรงเรียนเดิม วิชาที่ผมไม่ชอบมากที่สุด ก็คือ วิชาเคมี ตอนอยู่โรงเรียนเดิม แต่พอมาอยู่โรงเรียนใหม่ ผมสอบได้คะแนนเต็ม และได้คะแนนพิเศษทุกครั้ง นั่นก็เพราะผมมีความหวังว่า จะต้องเรียนที่โรงเรียนแพทย์ทหารให้ได้ .....แต่ มันก็ยังมีสิ่งที่ผมไม่เคยคาดคิด และไม่เคยรู้มาก่อนเลย ว่า คุณสมบัติในการเข้าเรียนในโรงเรียนแพทย์ทหารนั้น อายุต้อง ไม่เกิน 21 ปี ในวันที่รายงานตัวเข้าเรียน ซึ่งตอนนั้นผมอายุ 19 แล้ว และผมต้องเรียน อีก 2 ปี จึงจะจบ ม.6 มันก็เกิน 21 ปีไปแล้ว...............ความหวังของผมในตอนนั้น พังทลายลงทันที จนเกรด ม. 5 ของผมเริ่มตกลงมา จาก 4.00 ก็เหลือแค่ 2 กว่าๆ


เริ่มทำตัวเหลวไหล เที่ยวบ่อย ไม่ค่อยสนใจการเรียน ขาดเรียนเป็นประจา.....ชีวิตของผม มีผมเท่านั้นที่ตัดสินใจได้ เพราะผมเริ่มใช้ชีวิตด้วยตัวเองมาตั้งแต่ ตอนอยู่ประถม ไม่ค่อยได้อยู่กับแม่ พ่อผมเสียไปตั้งแต่ผมยังเล็ก ผมเรียนดีมาตั้งแต่เด็กๆ จึงมีคนให้ทุนการศึกษาผม และให้ไปอยู่ในเมืองกับครอบครัวอุปถัมภ์ ตั้งแต่นั้นมา จะคิดหรือทำอะไรไม่ค่อยมีใครให้คำปรึกษาสักเท่าไหร่ ผมก็เลยชินกับการตัดสินใจด้วยตัวเองมาตั้งแต่เด็กๆ ที่บ้านผมไม่ได้ร่ำรวยอะไร แม่ผมก็ยังหาเช้ากินค่าอยู่ทุกวัน ไม่มีหลักทรัพย์ บ้าน ที่ดิน หรือสิ่งของมีค่าต่างๆ ไว้คอยให้ผมร้องขอเมื่อผมขัดสน ต่อให้ผมไม่มีเงินใช้จ่ายค่าเทอมยังไง แม่ก็ไม่มีให้ ผมเรียนอยู่เชียงใหม่ 3 ปี ด้วยการอยู่หอพัก คนเดียว ไม่มีคนรู้จักที่อยู่เชียงใหม่เลย


.........ผมใช้เงิน กู้ยืม กยศ. ส่งตัวเองเรียนมาตลอด จนจบ ม.6 ที่เชียงใหม่ แต่ก็มีบ้างที่ครอบครัวอุปถัมภ์ผมช่วยเรื่องค่าใช้จ่าย................. หลังจากจบ ม.5 ด้วยเกรดที่ใช้ไม่ได้เลย เพราะไม่ตั้งใจเรียน ผมก็เริ่มคิดใหม่ว่า จะอะไรกับชีวิตทหารมากมาย ..ยังมีอาชีพอื่นๆ อีกมาก ที่มีเกียรติและศักดิ์ศรี ไม่แพ้กัน ผมจึงคิดออกว่า ผมชอบเทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ และมีความรู้ด้านโปรแกรมอยู่บ้าง หลังจากนั้นผมก็เลยหันหน้ามุ่งไปทางคอมพิวเตอร์ทันที ผมตั้งใจเรียน ทำกิจกรรมต่างๆ ให้โรงเรียน ไม่ว่าจะเป็นพาน้องๆ เข้าร่วมการแข่งขันหุ่นยนต์ สอนการเขียนโปรแกรม ให้แก่น้องๆ จนสามารถตั้งชมรมหุ่นยนต์ของโรงเรียนได้เป็นครั้งแรก และคว้ารางวัลต่างๆ สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียนอีกมากมาย แต่ผมก็ยังไม่ลืมความอยากเป็นทหาร ถึงวันที่แต่งชุด รด. เมื่อไหร่ ผมก็ภูมิใจทุกครั้งที่ได้ใส่มัน ตอนเรียนอยู่ ม.6 ผมก็เริ่มตั้งใจและเก็บคะแนนใหม่อีกครั้ง

จนสามารถสอบได้ทุนเรียนฟรี ของสาขา วิศวกรรมซอฟท์แวร์คอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งได้ทุนเรียนฟรี 4 ปี กว่าสามแสนบาทและยังสามารถไปศึกษาต่อในประเทศต่างๆ เช่น อังกฤษ อเมริกา เกาหลี ฯลฯ ได้อีก .....ตอนนั้นผมดีใจมาก ผมคิดว่าผมตัดสินใจถูกต้องแล้วที่เลือกมาเรียนที่เชียงใหม่ และได้เรียนในคณะที่ผมอยากได้ ถึงแม้ว่าผมจะเรียนช้ากว่าเพื่อนๆ รุ่นเดียวกัน ถึง 2 ปีก็ตาม..........
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่