นิทานชาวสวน ๒ มี.ค.๕๖

กระทู้สนทนา
นิทานชาวสวน ๒ มี.ค.๕๖

นิทานชาวสวน
ชุด สงครามอินโดจีน
ตอน ศึกสงบ
บันทึกของ “พญาเขินคำ”

เสียงปืนในแนวรบสงบลง ตามคำเสนอของญี่ปุ่น และความยินยอมพร้อมใจของไทยและอินโดจีน ต่อจากนั้นจึงเป้นการเจรจา ข้อตกลงในรายละเอียดต่าง ๆ ต่อไป สงสารแต่ทหารในแนวหน้า แม้ว่าสงครามยิงจะหยุดไปแล้วก็ตาม แต่ทหารเหล่านั้นต้องทำสงครามอีกแบบหนึ่ง คือตรึงแนวไว้ตามพื้นที่ต่าง ๆ ที่ตัวเป็นฝ่ายรุกเข้าไป แนวทหารในขณะนั้นได้รุกขึ้นไปถึงก.ม.๓๗ เส้นทางปอยเปต-ศรีโสภณ ส่วนทางกว้างนั้นไม่ทราบว่าเท่าใด

ในขณะที่การเจรจาต่อรองกำลังจะเป็นผลดี กำลังส่วนหนึ่งของทหารไทย ก็ถูกเรียกให้เดินทางเข้าพระนคร เตรียมปูนบำเหน็จรางวัลและเตรียมสวนสนาม อันเป็นการประกาศให้โลกทราบถึงชัยชนะอันมโหฬาร ซึ่งประเทศไทยได้ว่างเว้นมาเสียเกือบร้อยปี

มันเป็นกฎธรรมดาของคนหมู่มาก ที่มีการปกครองบังคับบัญชากัน ย่อมมีทั้งคนที่มีความผิดและมีความชอบ แต่ในกรณีพิพาทคราวนั้นคนผิดรู้สึกว่าจะมีน้อย จึงผ่านไปไม่ขอนำมากล่าว คงกล่าวแต่คนทำความชอบ ปรากฏว่านายทหารบางท่าน(ที่ไม่เสียชีวิต)เลื่อนยศ-ชั้น ข้ามขั้นกันอย่างเอิกเกริก ร้อยตรี เป็นร้อยเอก ร้อยเอกเป็นพันโท ทำให้หวนคิดถึงพระราชนิพนธ์ ของสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า ที่ทรงนิพนธ์ไว้ว่า

ผู้ใหญ่ต้องมีใจเป็นธรรม แม้ข้าทำดีดังประสงค์
บำเหน็จแจกให้ดังใจจง หวังให้มั่นคงจงรัก
แม้นใครพลาดพลั้งทำผิด ท่านก็มิได้คิดหาญหัก
อุตส่าห์เป็นห่วงท้วงทัก หวังให้ประจักษืแจ้งใจ
จำเป็นต้องลงอาญา ใช่จะโกรธาก็หาไม่
ท่านต้องมั่นคงครงไว้ รักษาวินัยให้เที่ยงธรรม

สงสารแต่ทหารในแนวหน้า(อีกครั้งหนึ่ง) ที่ต้องกรำแดดกรำฝนเฝ้ารักษาแนวอยู่กลางท้องทุ่งและแนวป่า รอจนกว่าการเจรจาจะตกลงกัน ซึ่งกินเวลาเกือบสองเดือนจึงยุติ โดยญี่ปุ่นซึ่งทำตัวเป็นตาอยู่ แบ่งปลาให้ตาอินกับตานา ในหนังสือแบบเรียนเร็วสมัย ๓๐ ปีผ่านมา ตกลงให้อินโดจีนคืนดินแดนสี่จังหวัดภาคบูรพาให้แก่ไทย รวมทั้งดินแดนฝั่งขวาคือแคว้นจำปาศักดิ์ ให้แก่ไทยด้วย

ที่ว่าญี่ปุ่นทำตัวเป็นตาอยู่ ตัดท่อนหัวท่อนหางให้แก่ตาอินและตานาผู้หาลามาได้ แต่ตัวตาอยู่เอาท่อนกลางไปกินเสียอย่างอร่อยเหาะ เพราะใคร ๆ ก็รู้ว่าพุงปลานั้นกินอร่อย ทั้งไข่ทั้งเครื่องในแม้แต่เนื้อก็มีก้างแต่น้อย สะดวกต่อการเคี้ยวการกลืน หากญี่ปุ่นไม่รีบห้ามทัพ ปล่อยให้ไทยและอินโดจีนยิงกันตูม ๆ แผนการบุกของญี่ปุ่นคงไม่ง่ายดังคิดไว้ อาจถูกลูกหลงเข้าบ้างก็ได้ เพราะว่าหลังจากไทยเข้ายึดดินแดนได้ ๒๔ วัน ญี่ปุ่นก็บอกให้ไทยกลับได้ เหตุการณ์แถว ๆ อินโดจีนญี่ปุ่นจะดูแลให้เป็นอย่างดี ว่าแล้ว ๘ ธันวาคม ๒๔๘๔ พี่แกก็บุกตลุยผ่านอินโดจีนเข้าไทยทางอรัญประเทศ ผ่านไปโจมตี มาลายู – สิงคโปร์ ต่อไปอย่างสะดวก

ทหารไทยในแนวหน้าต้องเฝ้าท้องทุ่งและแนวป่านั้น ก็ยังมีบางส่วนที่ไม่ถูกออกแนว ได้มีโอกาสเข้าเมืองได้บ้าง โดยผลัดกันมา การเข้าเมืองในสมัยนั้น คือการเที่ยวตลาดอรัญประเทศนั่นเอง ที่ตลาดอรัญ ฯ มีของกินของใช้ พอเหมาะกับสภาพของเมืองชายแดน สิ่งที่ขาดเสียไม่ได้คือสินค้า ”เนื้อสด” ซึ่งมีบริษัทใหญ่ตั้งแข่งขันกันอยู่บริเวณท้ายตลาด ซึ่งต่อมารู้จักกันในนาม “ป่าสะแก”

สินค้านี้เป็นความปรารถนา ของคนแก่และคนหนุ่ม ยิ่งไปจมอยู่ในแนวตั้งหลายเดือน ย่อมจะเกิดความกดดัน ทำให้อัดอั้นต้องหาทางระบาย อันเป็นกฎธรรมชาติท ทหารในแนวคนไหนก็คนนั้น พอมาถึงในเมืองมักจะเกิดความต้องการทางเพศ พออิ่มท้องแล้วจึงมักจะแอบ ๆ ไปท้ายตลาด

การคัดคนเข้ากรุงเพื่อสวนสนาม คัดได้ตามใจคือไทยแท้ ผมเลยถูกอยู่โยง เพราะเชยเต็มที เหมาะที่จะขัดตาทัพต่อไป โดยได้รับหน้าที่ตามเคย แถมผู้ช่วยอีกคนหนึ่งเป็นพลทหาร ที่มีความรู้ความสามารถ แต่สติไม่ค่อยดีนัก ตัวผมมีงานพิเศษ ต้องเป็นผู้ป้องกันอันตราย ให้แก่ข้าราชการกรมไปรษณีย์ที่ถูกส่งไปวางสายโทรเลข ในเขตที่เรายึดไว้ได้ ข้าราชการเหล่านั้นมาอาศัยนอนอยู่กับพวกผม เช้าขึ้นออกรถวิ่งผ่านด่านปอยเปต ไปเก็บสายโทรเลขที่เขาวางไว้ก่อนลง แล้วเอาสายโทรเลขไทยขึ้นขึงแทน
มีที่น่าสังเกตคือ สายโทรเลขของเดิมเป็นสายทองแดง ไม่เอา เก็บลงเสีย แล้วเอาสายลวดขึ้นขึงแทน สายทองแดงดังกล่าว พอเสร็จสงครามไม่ทราบว่าหายไปไหนหมด หน้ากลัวจะกลายเป็นหัวกระสุนก็อาจเป็นได้

ผมอยู่อรัญประเทศต่อมา จนพวกที่สวนสนามในกรุงเทพกลับค่ายจักรพงษ์ ผมจึงได้เดินทางกลับบ้าง ขากลับทหารและนักเรียนตลอดจนครอบครัว พากันมาต้อนรับมีการยืนรายทาง โปรยดอกไม้เมื่อทหารเดินผ่าน

สงครามอินโดจีนสงบลงแต่เงา ของสงครามโลกครั้งที่สอง กำลังแผ่ทมึนอยู่ทั่วโลก.

#########

วางเมื่อเวลา ๑๖.๕๓
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่