ขออนุญาตถามแฟนซีรีส์ญี่ปุ่นประดับความรู้จริงๆครับ...เกี่ยวกับซีรีส์เกาหลี

กระทู้คำถาม
วอนเพื่อนๆใจดีหน่อยนะคร้าบ
โดยเฉพาะถ้าแฟนญี่ปุ่นซึ่งเคยดูเกาหลีมาบ้าง  หรือแฟนเกาหลีที่ตอนนี้หันกลับมาดูญี่ปุ่น จะดีมากเลยละครับ

เรื่องของเรื่องคือเผอิญผมเพิ่งได้ดูซีรีส์ฮ่องกงรีรันที่ทรูแล้วชอบมาก ชอบสุดๆ เลยไปตั้งคำถามไว้ในห้องจีน  ได้ความรู้เพิ่มมากมาย
เพราะลิงค์จากกระทู้นั้น ทำให้ผมทะลุมิติไปเจอ topic stock เกี่ยวกับการถกเถียงระหว่างแฟนคลับจีนกับเกาหลี ถึงปัญหาซีรีส์เกาหลีเบียดเวลาซีรีส์จีนไปเยอะมาก
หลังจากอ่านกระทู้แนวนี้หลายๆกระทู้ในเวลาเดียวกัน  แฟนซีรีส์จีนจะยกประเด็นที่น่าสนใจมากขึ้นมาคือ
แฟนเกาหลีมักชอบบอกว่า "ซีรีส์เกาหลีสนุกทุกเรื่อง"   คือเรื่องนั้นก็สนุก เรื่องนี้ก็สนุก
ขนาดเรื่องอืดสุดๆ แฟนก็จะบอกสนุก  ถ้าเรื่องนี้ไม่สนุก ก็จะบอกว่าเรื่องหน้าสนุกแน่ๆ


ที่ผมอยากถามเพื่อนๆคือ
1. โดยส่วนตัว ผมรู้สึกไปเองหรือเปล่าว่าแฟนเกาหลีโตมาในยุคที่เกาหลีดังมาก ทำให้ขาดการเสพงานซีรีส์ยุคทองของประเทศต่างๆ
การเสพผลงานชิ้นเยี่ยมของแต่ละยุคสมัยมาน้อย เลยทำให้รู้สึกว่าเกาหลีสนุกทุกเรื่องเพราะขาดข้อเปรียบเทียบ
(* อันนี้ผมรู้สึกว่าแฟนเพลงเป็นจริงๆครับ  กล้าฟันธงเลย  คือเสพงานมาน้อย เลยคิดว่าดนตรี K-Pop ดีที่สุดแล้ว)

เอาง่ายๆ ด้วยความที่ตอนนี้ตกหลุม "เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหด" เข้าไปเต็มเปา (ไม่เคยดูมาก่อนเลยครับ)
ผมเลยพยายามให้โอกาส MIDAS ที่ทรูเอามาฉาย ใช้ชื่อว่าแรงปรารถนา  ...เรื่องนี้เดินตามรอยซีรีส์ฮ่องกงเป๊ะ
...อืมม์....มันไม่ได้อ้ะกิ๊บ  ความมันส์ ความเร็ว การเชือดเฉือน... เทียบกับเจ้าพ่อตลาดหุ้น จอมบงการ ฯลฯ ไม่ได้เลย
ทั้งที่ไมดาสเป็นละครฟอร์มยักษ์แท้ๆ

2. ส่วนตัวผมอีกเหมือนกัน ชอบภาพยนตร์เกาหลียุคแรกๆมาก (ที่ตีตลาดบ้านเราใหม่ๆ)
แต่ผมดูซีรีส์เขาไม่ได้เลย  รู้สึกว่ามันอืด ช้า พูดเยอะ  แล้วก็เนื้อเรื่องเหมือนละครไทยไม่มีผิด
ข้อดีของเขาคือแอ๊คติ้งดีกว่า โปรดักชั่นดีกว่าบ้านเราเท่านั้น  (แต่คอสจูมไม่ดีกว่า บทก็ไม่ได้เด่นกว่าบ้านเราเลย)

เป็นไปได้มั้ยว่าคนที่ดูซีรีส์ฝรั่ง ญี่ปุ่น และฮ่องกงยุคทอง ที่เดินเรื่องเร็วมาก ฉับไวมาก  จะทำให้ไม่ชินกับ "จังหวะการเดินเรื่องที่ช้า" ของเกาหลีครับ

เมื่อคืนผมดู Strawberry Night  ...เปิดทีวีช้าแค่ 5 นาที เรื่องไปไกลโลดดด จนผมต้องเปลี่ยนไปดูอย่างอื่น แล้วค่อยตามดูรีรันทีหลัง
5 นาทีเองนะครับ!!!

3. อันนี้ผมไม่เข้าใจว่าเป็นความผิดที่คนแปล หรือว่ามันมาจากตัวซีรีส์เกาหลีเองจริงๆ
คือสังเกตไหมว่า เวลาเราดูซีรีส์ฮ่องกงหรือญี่ปุ่น เราจะได้ "สำนวน" ที่บ่งบอกวัฒนธรรมและจิตวิญญาณเฉพาะชนชาตินั้นมาเยอะมาก
เช่น ฮ่องกง "ประตูสวรรค์กว้างไม่เดิน นรกหนทางคับแคบ จะดึงดันลงไปให้ได้"
ญี่ปุ่น "ฝากตัวด้วยนะคะ" "ต้องพยายามอย่างเต็มที่" "ขอความกรุณาด้วยนะครับ" ฯลฯ
แต่ผมจำอะไรเกี่ยวกับสำนวนเกาหลีไม่ได้เลยครับ

4. เป็นไปได้มั้ยว่าซีรีส์เกาหลีสนุกจริงๆแหละ คือในยุคบุกเบิก(ซึ่งผมไม่ได้ดูอีก ฮี่ๆ)
แต่พอหลังๆผลงานดร็อปลงกว่ายุคแรก


คิดออกแค่นี้ก่อนนะครับ  สงสัยอะไรอีกไอ้หนูจำไมจะมาถามใหม่
คำตอบที่ได้รับเลือกจากเจ้าของกระทู้
ความคิดเห็นที่ 25
ตอบข้อ 2 (สองข้อพอ)
(ไอ้ยาวๆ ข้างบนนั้นแค่ตอบข้อแรกเอง ..เฮ้ย!!)

ความอืดของละครเกาหลี ขึ้นกับอะไร ลองวิเคราะห์แบบที่เราคิดนะ
ความยาวของตัวละคร
::::::::::::::::::::::  ละครเกาหลี  ::::::::::::::::::::::
~~~ ละครเกาหลีแบบทั่วไปที่ตอนนึงยาวราว 45 นาทีถึง 1 ชม.นิดๆ ไม่มีโฆษณา
ละครสั้นสุดคือราว 16 ตอน ออกอากาศสัปดาห์ละ 2 ตอน (2 วันติดกัน) แบบยาวก็ 24-30 ราวๆ นี้
(มักยืดถ้ามีเรตติ้งดี ซึ่งบางทีก็มีเหตุผลหลายอย่างที่ยืดตอนไป ทำให้ภาระหนักตกอยู่ที่นักเขียนบท)
ถ้าเคยดูละครเกาหลีที่ว่าด้วยเรื่องราวของกองถ่าย คนเขียนบท ผกก. นักแสดง
อย่าง On Air // The King of Dramas // World Within
ทำให้พอเข้าใจ(ตามที่เขาอยากให้เราเข้าใจ) ว่าขั้นตอนการผลิตละครเกาหลีมันแตกต่างจากปท.อื่นยังไง
เรตติ้ง การส่งขายต่างประเทศ สำคัญมาก นักเขียนบทเป็นหัวใจหลักของละครและรับภาระหนักมาก
ละครเกาหลีมักพล็อตเรื่องขึ้นเอง ไม่ค่อยใช้พล็อตจากนิยายชื่อดังแบบของญี่ปุ่นหรือไทย (ไม่นับพวกรีเมกยอดฮิต)
หรือถ้าซื้อลิขสิทธ์มาก็มักทำให้เป็นแนวของตัวเองแบบเกาหลีๆ จะไม่คงแนวต้นฉบับไว้
ตรงนี้เอง ที่ทำให้พล็อตมันเป๋ได้บ่อยๆ ถูกยืดกลางๆ เรื่อง เพราะโดนขยายเวลาออกอากาศบ้าง
เปลี่ยนคนเขียนบทกลางคันบ้าง (เพราะคนเดิมที่เขียนแล้วไม่เรียกเรตติ้ง แต่คนใหม่ก็พาลอยเรือออกทะเลไปแบบกู่ไม่กลับก็มี)

~~~ ละครแนวประวัติศาสตร์มักจะ 50 ตอนขึ้นแต่ไม่ถึงร้อย(มั้ง) ยิ่งพวกประวัติศาสตร์นิยมปูพื้นละครกันยาวนาน
แบ่งเป็นวัยเด็ก หรือย้อนไปวัยพ่อแม่ที่มีปมให้เกิดเรื่องราวมาจนรุ่นลูกรุ่นหลาน
ถ้าสำรวจความนิยมจากคนรู้จัก คนที่เป็นผู้ใหญ่รุ่นอาวุโสจะชอบแนวประวัติศาสตร์นะ อย่างที่ฉายช่องสามเย็นวันเสาร์อาทิตย์
เขาจะไม่ได้สนใจว่าเป็นละครจีน เกาหลีหรืออะไร แต่เวลาที่ฉายเป็นเวลาที่เหมาะที่เขาจะติดตามดูได้
การได้ดูละครยาวๆ ที่พลาดตอนใดตอนหนึ่งไปบ้าง ก็ยังตามเรื่องได้ทัน
หรือแม้แต่พูดถึงประเด็นเดิมซ้ำอีก (ที่มันดูซ้ำซากน่าเบื่อในสายตาคนอีกรุ่น) ก็เหมือนช่วยทบทวนเรื่องราวให้
เรามองว่าช่วงเวลานี้มีละครแนวนี้สำหรับผู้ใหญ่ดู ก็ดีนะ
เพราะวันหยุดวัยรุ่นคนวัยทำงานทั่วไป ก็มักออกนอกบ้านมากกว่ายึดติดกับละครช่วงเย็นอยู่แล้ว
ถ้าจัดละครให้กลุ่มคนวัยผู้ใหญ่ที่มีช่องทางเสพความบันเทิงนอกบ้านได้น้อยกว่าพวกเด็กๆ  ก็โอเคอยู่

~~~ ละครแนวครอบครัวสำหรับแม่บ้าน แบบยาวร้อยกว่าตอนขึ้นไป
เคยดูเรื่อง กึมซุน ที่ฉายช่องสามช่วงละครบ่าย ในช่วงเวลาละครจีนตำนานรักดอกเหมย
ทำไมต้องเรียกว่าสำหรับแม่บ้าน .. ก็เพราะช่วงบ่าย (ถ้าจำไม่ผิดที่เกาหลีก็ออกอากาศช่วงเวลาที่แม่บ้านอยู่บ้านเช่นกัน)
ลองนึกภาพคนเป็นแม่บ้านนะ เช้าก็มีภาระดูแลครอบครัว อาจต้องไปส่งลูกไปโรงเรียน สายก็ทำความสะอาดบ้าน
เที่ยงพักเหนื่อย พักดูละครสักนิด ก่อนจะเตรียมอาหาร เตรียมไปรับลูกอีกรอบ
(ประสบการ์ตรงจากที่เพื่อนบ่นให้ฟังค่ะ ว่าตั้งแต่มีลูกไม่มีเวลาดูซีรีส์อีกเลย ไม่ว่าชาติไหน)
การได้ดูละครที่ยาวร้อยกว่าตอน ที่ดำเนินเรื่องแบบเนิบช้า
ทำให้คนดูผูกพันกับตัวละครในเรื่อง เหมือนเป็นคนรู้จักใกล้บ้าน ได้เอาใจช่วยแบบเล็กๆ ไปเรื่อยๆ
พลาดดูไปสักสามสี่ตอน ก็เดาทางถูก ดูไปรีดผ้าไปก็รู้เรื่อง ไม่ต้องจับจ้องหน้าจอตลอดเวลา
บางวันมีแม้แต่ฉากหุงข้าว ฉากนางเอกฝึกม้วนผมเพื่อไปสอบใบอนุญาตที่ซ้ำหลายตอน
เหมือนชีวิตจริงของตัวละครเดินไปช้าๆ พร้อมกับเรา
อาจไม่มีคำคม แต่ดูแล้วเห็นถึงสภาพครอบครัวชนชั้นกลางทั่วไปของเกาหลี
ชีวิตคนธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษแต่ต้องดิ้นรนต่อสู้ชีวิตกันไป ปัญหาสังคม ปัญหาครอบครัวแบบต่างๆ
ดูแล้วก็เข้าใจ(แบบที่เขาอยากให้เข้าใจ) ว่าคนเกาหลีมีทัศนคติต่อสิ่งต่างๆ อย่างไร
การวางตัว สถานะทางสังคมของผู้หญิงที่เป็นโสด เป็นแม่ เป็นสะใภ้ เป็นสมาชิกในครอบครัว


....ละครที่ผลิตมาแตกต่าง ก็ต่างตอบสนองช่วงวัย สถานะของคนดูที่แตกต่างกัน
ความอืด เนิบช้าในมุมมองของเรา บางทีไม่ได้เป็นปัญหากับคนดูอีกกลุ่ม
เม่าหอยทาก

ละครเกาหลีที่ทีวีบ้านเราเลือกมาฉาย จัดเวลาฉาย เขาคงตอบสนองกับคนหมู่มาก
ที่เป็นกลุ่มคนดูในช่วงเวลานั้นๆ ของช่องเขา หลายเรื่องเลยไม่ถูกจริตเราเป็นธรรมดา
แต่ถ้าเลือกเรื่องที่อยากดูแบบหาดูเอง จากละครที่ออนไลน์ จากแฟนซับไทยแบบที่ตามดูละครญี่ปุ่น
เราก็ว่ามีสนุกมาเรื่อยๆ แม้เทียบสัดส่วนแล้วจะถูกจริตเราน้อยกว่าญี่ปุ่นอยู่หลายส่วน
มีเรื่องที่ชอบแบบพีคๆ บ้าง ดูแล้วจอดบ้าง ดูแล้วก็งั้นๆ บ้าง ก็มีดีมีแย่เหมือนละครชาติอื่นนั่นล่ะ
แรกๆ ที่มาแทนละครจีนเราก็มีงอนๆ นะ เพราะอยากดูละครจีนแต่เอาไว้ไปซะตีสาม บางเรื่องชอบมากก็เฝ้ารอดู
บางทีเจองด ติดถ่ายบอล บางทีบอลจบ อ่ะ ..ใจดี ออกอากาศให้สองตอน (จะบ้ารึ >_<)
ก็เลยค่อยๆ ลด ละ เลิกไปเอง บั่นทอนสุขภาพมากมาย จริงๆ ละครจีนช่วงหลังๆ ก็ไม่โดนใจ
เพราะไม่ชอบดูแนวครอบครัว แนวธุรกิจ ตามดูแต่แนวยุทธจักรเป็นหลัก
พอถึงยุคปล่อยแสงก็ไม่อยากดูแล้ว หยิบนิยายโก้วเล้งมาอ่าน ฟินกว่าอีก

ละครเกาหลีที่เราได้ดูกัน ทั้งจากซับโมขาย หรือที่แฟนซับไทยเลือกทำซับ
ก็ล้วนแต่เป็นเรื่องที่อยู่ในกระแสความชอบของคนส่วนใหญ่ ไม่ต่างกับการเลือกของช่องทีวีเท่าไรนัก
เรื่องที่ไม่ใช่แนวตลาด ก็แทบไม่มีคนพูดถึง เราก็เลยได้ชิมแต่อาหารรสชาติซ้ำๆ จนเริ่มเบื่อกัน
รสชาติแบบแตกต่างจากที่ชิมจนลิ้นเริ่มไม่อยากรับเราก็คิดว่ามันมีอยู่
แต่ต้องใช้แรงดั้นด้นในการหามาชิมมากกว่าเมนูหลักเท่านั้นเอง


:::::::::::::::::::::: ละครไทยบ้านเรา ::::::::::::::::::::::
สร้างจากนิยายพาฝันเป็นหลัก ยืดแค่ไหน ก็ไม่ออกทะเลไปไหนกว่าเดิมนัก
แม้จำนวนตอนต่อเรื่องของบ้านเรา ที่เทียบกับเกาหลีแล้วก็เยอะอยู่นะ
ออกอากาศสองตอน (สองวัน) ต่อสัปดาห์ มี 13-15 ตอน ความยาวต่อตอนราว 90 นาที
เทียบกับเกาหลีแล้วราว 20-23 ตอนแน่ะ !!
ยาวนะเนี่ย แต่เราไม่ค่อยได้ยินเสียงบ่นว่าละครไทยยาว อาจเพราะพูดไทย
เราดูไปเพลินๆ เม้าท์ไป กินข้าวไป อาบน้ำเสร็จมาดูต่อ ละครจบปิดทีวีนอน
ไม่ได้ดูจากดีวีดีแบบตอนต่อตอนเหมือนดูละครต่างชาติ ที่ทำให้รู้สึกได้ง่ายกว่า ว่ามันอืด ยืดเยื้อ


:::::::::::::::::::::: ละครญี่ปุ่น ::::::::::::::::::::::
ละคร 10 ตอนเป็นหลัก ความยาวต่อตอนหลากหลาย //20 นาที (มักสร้างจากมังงะ อนิเมะ) 45-60 นาทีมาตรฐาน
มีฉายหลายเวลา แต่ละช่วงก็มีลักษณะแตกต่างไปตามกลุ่มผู้ดู ทั้งยามไทม์ ไพรไทม์ หรือละครเช้า
มีให้เราเลือกเสพหลากหลาย แต่ถ้าติดตามเรื่องทีกำลังออนแอร์ จะพบว่าเวลาออกอากาศสัปดาห์ละตอน มันน้อยมากกกก
ยิ่งไอ้ 20 นาทีอ่ะ ลงแดงเลยไหม เม่าในกองไฟ

พอเทียบช่วงเวลาที่ออกอากาศต่อเรื่องแล้ว
ละครญี่ปุ่น  (10 ตอน) ฉายนาน 10 สัปดาห์
ละครเกาหลี (16 ตอน) ฉายนาน  8 สัปดาห์
ละครไทย   (13-15 ตอน) ฉายนาน 7-8 สัปดาห์

ความกระชับของเรื่องราวญี่ปุ่นย่อมได้เปรียบอยู่แล้ว เมื่อดูรวดเดียวต่อกันไม่ว่าจากแผ่นหรือไฟล์
เวลาที่มากกว่า ถ้าเนื้อหาสาระเท่ากัน ก็ต้องเขียนให้มีพล็อตรอง ขยายบทไปที่ดาราสมทบ
ถ้าพล็อตรองไม่จำเป็นหรือไม่สนับสนุนพล็อตหลัก มันก็ดูออกทะเล น่ารำคาญในที่สุด
แต่ข้อเสียของความกระชับ ก็มีคนรู้จักที่ชอบละครญี่ปุ่นบ่นมาเหมือนกัน
เขาบอกว่า "มันสั้นไป" พอดูแล้วชอบก็อยากดูต่อ ชอบตัวละครตัวนี้ ชอบเรื่องราวแบบนี้ แต่จบแล้ว สิบตอนจบ!!
ต้องมานั่งหาเรื่องใหม่ดูอีก แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะเจอเรื่องที่ชอบง่ายนัก พอมีเรื่องที่ชอบก็อยากให้มันยาวกว่านี้อ่ะนะ


ความชอบส่วนตัว
ส่วนตัวเอง ชอบซีรีส์ตะวันตกเฉพาะแนวสืบสวน ไซไฟ ไม่ชอบดูแนวดรามาหรือตลก
ไม่ชอบภาษากายของฝรั่งเท่าไรนัก (ส่วนตัวมาก เห็นแล้วมักหงุดหงิดถ้าต้องตามดูกันเป็นซีซั่นๆ)
ดูแล้วก็ได้ความรู้ใส่หัว แง่คิดบางอย่าง แต่ไม่นานก็ลืม ส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะอินหรือรักในตัวละครมากนัก ชอบดูหนังมากกว่าซีรีส์

ซีรีส์เกาหลี ดูด้วยอารมณ์ความรู้สึก เรื่องไหนที่ชอบเนี่ย จะอินกับตัวละครได้มากกว่าละครชาติอื่น
อย่าง A Love to Kill เรนกับชินมินอา เปิดตัวมาภาพสวย เพลงเพราะ เล่าเรื่องด้วยภาพทำให้ดึงดูดความสนใจ
เรื่องราวโศกนาฏกรรมความรัก แบบมีปมขัดแย้งในใจตัวละคร ถึงขั้นหนักหนากันเลยทีเดียว
แล้วยังจบแบบไม่แฟนเซอร์วิส แต่จบแบบสวยงามตามที่เราชอบ ดูไปสามรอบแล้วมั้ง
ซึมเศร้าตามละครไปสามวันได้ทุกที

ซีรีส์ญี่ปุ่น หลากหลายความรู้สึก นอกจากละครฮาๆ บ้าสุดโต่งแล้ว ละครแนวรักก็มักพูดถึงประเด็นใหม่ๆ
ที่ไม่ค่อยซ้ำกับเรื่องอื่น อย่างล่าสุดที่ได้ดู คือ Piece คาแรกเตอร์ตัวละคร(คิดว่า)ไม่ซ้ำและแปลกใหม่ไม่จำเจ
แนวสืบสวนมักนำพล็อตจากนิยายดังมาเขียนก็การันตีความน่าดูไปส่วนหนึ่ง
เรื่องที่ผกก.คนเขียนบทพล็อตขึ้นเอง ก็มีทั้งการหักมุมที่น่าทึ่ง และการเล่นกับความรู้สึกคนดูตลอด

ละครเกาหลีที่เราชอบมักเข้าถึงเราด้วยอารมณ์ความรู้สึก
ส่วนละครญี่ปุ่นเข้าถึงด้วยเชิงความคิด ความตรึกตรอง
ที่ทำให้ต้องทบทวนความคิดของตัวเองแทบทุกครั้งที่มีประเด็นโดนๆ จากเรื่องนั้นๆ
ก็เลยยังดูละครเอเชียจากสองชาตินี้ไปเรื่อยๆ มีดีที่โดนใจก็ดู
ส่วนละครจีนอย่างที่บอก คือแนวที่ชอบไม่มีให้ดูนานแล้ว
ส่วนไต้หวันดูน้อย ไว้ดูตอนอยากเพ้ออยากลดวัยเป็นสาววัยยี่สิบต้นๆ ^^'''
5555 เพราะเรื่องราวส่วนใหญ่ เหมือนต้องลดอายุไปอยู่ในวัยนั้นจริงๆ นะ ถึงจะอิน


ตอบยาวมาก เริ่มร่างไว้ตั้งแต่ตอนกินกาแฟ ตอนสายๆ จนเริ่มหิว บะหมี่ มื้อเที่ยง
พอดีกว่าเดี๋ยวจะยาวกว่าซีรีส์กู้ชาติ อิอิ

สุดยอดความคิดเห็น
ความคิดเห็นที่ 1
ขอตอบโดยรวมว่ามันเป็นเรื่องของ "รสนิยม" หรือ "ความชอบ" ซึ่งบ้างครั้งมันไม่ได้มีฐานมาจากเหตุผล หรือ ตรรกะใด ๆ (ดังนั้นการที่มีประสบการณ์เสพซีรีย์ชาติอื่นมาด้วย อาจไม่มีผลกระทบใด ๆ กับการชอบซีรีย์เกาหลี)  รวมทั้งต้องเข้าใจว่า "ซีรีย์" คือ หนึ่งใน creative economy เป็นสินค้า และ การเผยแผ่วัฒนธรรมประเพณีเกาหลีด้วย ดารา นักแสดง บท ในยุคแรก ๆ จะเห็นการทำ marketing เหล่านี้ชัดเจนมาก เพิ่งมาซาไปในช่วงไม่กี่ปีหลัง ดังนั้นกรอบการทำงาน วางบท เนื้อเรื่อง คาแรคเตอร์ การแสดง หากดูไปมากเข้า จะเริ่มมอง pattern ได้ บางคนจะถึงจุดอิ่มตัว

ละครญี่ปุ่นนั้นคิดว่า ไม่ได้มี fast pace อย่างเดียว แต่มี slow pace ด้วย ซึ่งแล้วแต่ว่าทำละครแนวไหนอย่างไร ละครสืบสวน ละครคอเมดี้ เป็น fast pace แต่ถ้าเป็นละครโรแมนติค ดราม่า ชีวิต ส่วนใหญ่เป็นจังหวะ slow ไม่ได้อืด แต่จะก้าวไปข้างหน้าค่อย ๆ สานบท สานคำสนทนาไปช้า ๆ แบบหนักแน่น เพื่อบีบอารมณ์ หรือ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลาย ให้เรื่องลื่นไหล แล้วแต่บรรยากาศที่ซีรีย์เรื่องนั้นจะสร้าง ส่วนซีรีย์เกาหลีที่ดูมาจังหวะในเรื่องก็หลากหลายเหมือนกันมีทั้งเร็วและช้า เพียงแต่บางครั้งเลือกใช้ไม่เหมาะ ช่วงที่ควรเร็วก็ไม่เร็ว ช่วงที่ควรยืดกลับไม่ยืด มีแบบนี้หลายเรื่อง แต่ของญี่ปุ่นที่ดูมาส่วนใหญ่ทีมผู้กำกับและทีมเขียนบทไม่ค่อยพลาดจุดนี้

เรื่องของสำนวนตรงนี้ก็เข้าใจว่าบ้านเรารับเอาอิทธิพลวรรณกรรมจีนญี่ปุ่นมาพอสมควร อย่าลืมเข้าสองกระแสนี้เข้ามาก่อนนานมาก ๆ โดยเฉพาะในรูปวรรณกรรมแปล โดยเฉพาะหนังสือนิยายจีนกำลังภายในที่มีแนวทางสำนวนที่ใช้ชัดเจน รู้ว่าแบบนี้นะคือจีน สำนวนต่าง ๆ เหล่านี้ก็ปรับใช้กับซีรีย์ปัจจุบันด้วยเหมือนกัน เช่นเดียวกับมังงะ และ อะนิเมะของญี่ปุ่น ที่ปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ด้รับความนิยมอยู่ และ สำนวนการแปลไทยได้พัฒนามีรูปแบบชัดเจน รู้เหมือนกันว่าแบบนี้คือ ญี่ปุ่น แต่ของเกาหลียังเข้ามาไม่นานขนาดที่จะพัฒนารูปแบบการแปลทางภาษาไทยได้ถึงเพียงนั้น

ซีรีย์เกาหลียุคบุกเบิกสนุกไหม สนุกค่ะ แต่พอดูไปซักพักจะมีความรู้สึก Hard Sale เข้ามาแทรกกลาง ความงามความอ่อนหวานในฉากในบทมีอยู่ แต่นาน ๆ เข้าอาจรู้สึกว่ามีความประดิษฐ์แฝงอยู่ แต่อย่างที่ว่าต้องเข้าในพื้นฐานว่าจุดประสงค์ของซีรีย์เกาหลีอย่างหนึ่ง คือ การค้าการขาย เพราาะฉะนั้จะรู้สึกถึงการ tie-in ซีรีย์ + การท่องเที่ยว ซีรีย์ + วัฒนธรรม ซีรีย์ + ศิลปิน K-pop ก็ไม่แปลก เพียงแต่เขาขายแบบมีศิลปะอยู่บ้างไม่ได้สักแต่ว่าขาย ขายแบบมีคุณภาพ แต่ของญี่ปุ่นซีรีย์มีไว้ในคนในชาติเสพ ดังนั้นประเด็นที่ออกมาจะสะท้อนความเป็นไปในประเทศ หรือ สิ่งที่อยากให้เกิดขึ้นในประเทศ (ความพยายาม คุณค่าในตัวเอง คุณค่าของอาชีพ คุณค่าของชีวิต ฯลฯ) แต่ถ้าใคร(ประเทศอื่น)อยากจะมาดูแล้วเอาไปต่อยอดก็แล้วแต่นะ เชิญ ... ไม่โฆษณาขายของแต่ก็ไม่ถึงกับปิดกั้น ประมาณนี้
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่