คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่12 (ที่มา:มติชนรายวัน 8 ก.พ.2556)
บรรยากาศรวมๆ ของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร
ดูเข้าท่าดี บรรดาผู้สมัครแต่ละรายต่อสู้กันด้วยแนวนโยบายเป็นสำคัญ
อยู่บนความจริงบ้าง เพ้อฝันบ้าง ก็ว่ากันไป แต่ย่อมดีกว่าการใช้วิธีใส่
ร้ายป้ายสีอย่างแน่นอน
ถึงนาทีนี้ ชัดเจนว่า คู่แข่งที่มีโอกาสสูงสุด มีแค่ 2 คือ
เบอร์ 9 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากเพื่อไทย
กับเบอร์ 16 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์
ผลการสำรวจคะแนนนิยมของทุกสำนัก ซึ่งทำกันหลายรอบ
บอกได้ชัดในทิศทางเดียวกัน
มีแต่เบอร์ 9 กับ 16 เท่านั้น ที่นำห่างผู้สมัครทุกรายอย่างมาก
โดยเบอร์ 9 เริ่มนำห่างเบอร์ 16 มากขึ้นด้วยเช่นกัน
มองในด้านท่วงทำนองการหาเสียงของผู้สมัครทั้งสองคนนี้
เป็นที่ยอมรับนับถือว่า สุภาพบุรุษด้วยกันทั้งคู่
ไม่มีใครเล่นเกมสกปรกชกใต้เข็มขัดใคร
แต่กองเชียร์หรือคนใกล้ตัวผู้สมัครบางราย เริ่มออกอาการ
เริ่มใช้ท่วงทำนองไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล
เช่น เล่นแร่แปรภาพ โหมกระแสเผาบ้านเผาเมือง ปลุกอารมณ์
ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ
ไปจนถึงการเริ่มเบนข้อมูลบางประการ เพียงเพื่อหวังทำลายล้างอีกฝ่าย
เป็นธรรมชาติของการแข่งขัน เมื่อ พล.ต.อ.พงศพัศเริ่ม
เป็นฝ่ายนำและดีวันดีคืน
ย่อมต้องตกเป็นเป้าหมายการใส่ร้ายโจมตี
สังเกตได้ว่าตอนเริ่มลงสนามแข่งขัน ฝ่าย พล.ต.อ.พงศพัศ
รีบตัดกระแสก่อน ด้วยการไปยื่นข้อมูลป้องกันตัวเองให้กับ กกต.
ทำให้หยุดยั้งไปได้ 2 เรื่อง
ได้แก่ เรื่องขโมยของระหว่างไปเรียนดอกเตอร์ที่ต่างประเทศ
ซึ่งมีบทสรุปแล้วจากคณะกรรมการสอบสวนของสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ ที่พบว่า พล.ต.อ.พงศพัศไม่เคยถูกดำเนินคดี
ในข้อหาขโมยของในต่างประเทศแต่อย่างใด
แล้วข้อสรุปนี้ได้มีบันทึกชัดเจนในที่ประชุมคณะกรรมการ
ข้าราชการตำรวจแห่งชาติหรือ ก.ตร. โดยประธานในที่ประชุมคือ
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ซึ่งก็คืออดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เรื่องที่ 2 คือหาว่า เพราะมีคดีขโมยของ จึงต้องไปเปลี่ยนชื่อ
เพื่อสอดไส้ขอรับพระราชทานยศ พล.ต.ต.
ปรากฏมีหลักฐานคือ ประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่องมี
พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯพระราชทานยศ พล.ต.ต.
ให้กับว่าที่ พล.ต.ต.ไพรัช พงษ์เจริญ ซึ่งชัดเจนว่าขณะนั้นใช้ชื่อเดิม
ผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ คือ นายพิชัย รัตตกุล
หัวหน้าประชาธิปัตย์อีกคน
มามุขล่าสุด ยื่นร้องให้สอบสวนว่าเหตุใด พล.ต.อ.พงศพัศ
เป็นผู้ลงนามในโครงการเช่ารถยนต์ของสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติวงเงินหมื่นล้าน
ปรากฏว่าสำนักงานสารนิเทศตำรวจชี้แจงว่า โครงการดังกล่าว
ผู้เสนอเรื่องคือสำนักงานส่งกำลังบำรุง ผ่านมายัง พล.ต.อ.พงศพัศ
ในฐานะรอง ผบ.ตร.ฝ่ายบริหาร ซึ่งมีหน้าที่เซ็นเสนอต่อไปยัง
ผบ.ตร. แล้ว ผบ.ตร.ก็เสนอไปยังรองนายกฯเพื่อลงนาม สุดท้าย
เรื่องก็กลับไปที่สำนักงานส่งกำลังบำรุงเพื่อดำเนินการ
สรุปว่าเรื่องร้องเรียนมีมูลอยู่ "นีดนุง" คือ พล.ต.อ.พงศพัศเซ็นจริง
แต่เซ็นแบบเป็นแค่ทางผ่าน
ก็คงจบลงแบบเฮฮา
โดย 2 เรื่องแรกมี 2 หัวหน้าประชาธิปัตย์รับรอง เรื่องล่าสุดคนที่ช่วย
เปิดและคงเป็นการช่วยรับรองด้วยก็คือ ส.ส.ประชาธิปัตย์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1360317516&grpid=&catid=02&subcatid=0207
แปะแต่เช้าค่ะ ...ไม่ใช่แฉแต่เช้า...
คนแปะก็ เป็น login กะเฬวกะราด แถม "แก่กะโหลกะลา" อีกด้วย
ก็เอามาให้อ่านกันเท่านั้น วิจารณ์ตัดสินกันเอง ว่าใครเป็นไง
ใครจะโต้แย้ง ... ว่า ที่เขียนนี้เพราะเป็น "มติชิน มติโจร มติชั่ว"
ก็ได้ค่ะ บอกกันด้วยว่า ที่เขียนมีไม่จริงตรงไหน หรือจะมีอะไรมาเสริม
รับรองโดยประชาธิปัตย์ โดย สุริวงค์ เอื้อปฏิภาน ....มติชนออนไลน์
บรรยากาศรวมๆ ของการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพ มหานคร
ดูเข้าท่าดี บรรดาผู้สมัครแต่ละรายต่อสู้กันด้วยแนวนโยบายเป็นสำคัญ
อยู่บนความจริงบ้าง เพ้อฝันบ้าง ก็ว่ากันไป แต่ย่อมดีกว่าการใช้วิธีใส่
ร้ายป้ายสีอย่างแน่นอน
ถึงนาทีนี้ ชัดเจนว่า คู่แข่งที่มีโอกาสสูงสุด มีแค่ 2 คือ
เบอร์ 9 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ จากเพื่อไทย
กับเบอร์ 16 ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร จากพรรคประชาธิปัตย์
ผลการสำรวจคะแนนนิยมของทุกสำนัก ซึ่งทำกันหลายรอบ
บอกได้ชัดในทิศทางเดียวกัน
มีแต่เบอร์ 9 กับ 16 เท่านั้น ที่นำห่างผู้สมัครทุกรายอย่างมาก
โดยเบอร์ 9 เริ่มนำห่างเบอร์ 16 มากขึ้นด้วยเช่นกัน
มองในด้านท่วงทำนองการหาเสียงของผู้สมัครทั้งสองคนนี้
เป็นที่ยอมรับนับถือว่า สุภาพบุรุษด้วยกันทั้งคู่
ไม่มีใครเล่นเกมสกปรกชกใต้เข็มขัดใคร
แต่กองเชียร์หรือคนใกล้ตัวผู้สมัครบางราย เริ่มออกอาการ
เริ่มใช้ท่วงทำนองไม่ได้ด้วยเล่ห์ก็เอาด้วยกล
เช่น เล่นแร่แปรภาพ โหมกระแสเผาบ้านเผาเมือง ปลุกอารมณ์
ชนชั้นกลางในกรุงเทพฯ
ไปจนถึงการเริ่มเบนข้อมูลบางประการ เพียงเพื่อหวังทำลายล้างอีกฝ่าย
เป็นธรรมชาติของการแข่งขัน เมื่อ พล.ต.อ.พงศพัศเริ่ม
เป็นฝ่ายนำและดีวันดีคืน
ย่อมต้องตกเป็นเป้าหมายการใส่ร้ายโจมตี
สังเกตได้ว่าตอนเริ่มลงสนามแข่งขัน ฝ่าย พล.ต.อ.พงศพัศ
รีบตัดกระแสก่อน ด้วยการไปยื่นข้อมูลป้องกันตัวเองให้กับ กกต.
ทำให้หยุดยั้งไปได้ 2 เรื่อง
ได้แก่ เรื่องขโมยของระหว่างไปเรียนดอกเตอร์ที่ต่างประเทศ
ซึ่งมีบทสรุปแล้วจากคณะกรรมการสอบสวนของสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติ ที่พบว่า พล.ต.อ.พงศพัศไม่เคยถูกดำเนินคดี
ในข้อหาขโมยของในต่างประเทศแต่อย่างใด
แล้วข้อสรุปนี้ได้มีบันทึกชัดเจนในที่ประชุมคณะกรรมการ
ข้าราชการตำรวจแห่งชาติหรือ ก.ตร. โดยประธานในที่ประชุมคือ
นายบัญญัติ บรรทัดฐาน ซึ่งก็คืออดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
เรื่องที่ 2 คือหาว่า เพราะมีคดีขโมยของ จึงต้องไปเปลี่ยนชื่อ
เพื่อสอดไส้ขอรับพระราชทานยศ พล.ต.ต.
ปรากฏมีหลักฐานคือ ประกาศราชกิจจานุเบกษา เรื่องมี
พระบรมราชโองการ โปรดเกล้าฯพระราชทานยศ พล.ต.ต.
ให้กับว่าที่ พล.ต.ต.ไพรัช พงษ์เจริญ ซึ่งชัดเจนว่าขณะนั้นใช้ชื่อเดิม
ผู้ลงนามสนองพระบรมราชโองการ คือ นายพิชัย รัตตกุล
หัวหน้าประชาธิปัตย์อีกคน
มามุขล่าสุด ยื่นร้องให้สอบสวนว่าเหตุใด พล.ต.อ.พงศพัศ
เป็นผู้ลงนามในโครงการเช่ารถยนต์ของสำนักงาน
ตำรวจแห่งชาติวงเงินหมื่นล้าน
ปรากฏว่าสำนักงานสารนิเทศตำรวจชี้แจงว่า โครงการดังกล่าว
ผู้เสนอเรื่องคือสำนักงานส่งกำลังบำรุง ผ่านมายัง พล.ต.อ.พงศพัศ
ในฐานะรอง ผบ.ตร.ฝ่ายบริหาร ซึ่งมีหน้าที่เซ็นเสนอต่อไปยัง
ผบ.ตร. แล้ว ผบ.ตร.ก็เสนอไปยังรองนายกฯเพื่อลงนาม สุดท้าย
เรื่องก็กลับไปที่สำนักงานส่งกำลังบำรุงเพื่อดำเนินการ
สรุปว่าเรื่องร้องเรียนมีมูลอยู่ "นีดนุง" คือ พล.ต.อ.พงศพัศเซ็นจริง
แต่เซ็นแบบเป็นแค่ทางผ่าน
ก็คงจบลงแบบเฮฮา
โดย 2 เรื่องแรกมี 2 หัวหน้าประชาธิปัตย์รับรอง เรื่องล่าสุดคนที่ช่วย
เปิดและคงเป็นการช่วยรับรองด้วยก็คือ ส.ส.ประชาธิปัตย์
http://www.matichon.co.th/news_detail.php?newsid=1360317516&grpid=&catid=02&subcatid=0207
แปะแต่เช้าค่ะ ...ไม่ใช่แฉแต่เช้า...
คนแปะก็ เป็น login กะเฬวกะราด แถม "แก่กะโหลกะลา" อีกด้วย
ก็เอามาให้อ่านกันเท่านั้น วิจารณ์ตัดสินกันเอง ว่าใครเป็นไง
ใครจะโต้แย้ง ... ว่า ที่เขียนนี้เพราะเป็น "มติชิน มติโจร มติชั่ว"
ก็ได้ค่ะ บอกกันด้วยว่า ที่เขียนมีไม่จริงตรงไหน หรือจะมีอะไรมาเสริม