นักปฏิบัติธรรม VS นักธุรกิจ,นักลงทุน,และอาชีพอื่นๆ_"เงิน" สำคัญกับท่านมากขนาดไหนครับ
แล้วผมควรจะ...เลือกเอาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่
(หัวข้อกระทู้ผมพิมพ์หล่นไปนะครับ จะพิมพ์ "นักปฏิบัติธรรม" แต่พิมพ์หล่นเป็น "นักปฏิธรรม" ซะงั้น
แล้วระบบก็ไม่ให้แก้ไขหัวข้อกระทู้แล้วด้วย ขออภัยมา ณ ที่นี้นะครับ)
ขอเกริ่นก่อนนะครับ ผมอายุ 22 ปี
เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะวิศวะ มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง
ซึ่งผมกำลังจะจบการศึกษาในเร็วๆนี้ครับ
แต่ตอนนี้ผมเริ่มที่จะสับสนกับอะไรบางอย่าง
นั่นก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับ " การปฏิบัติธรรม VS ธุรกิจ,การเงิน,การลงทุน "
คือผมสนใจในทั้งสองอย่างครับ
มันจึงทำให้ผมกังวลว่า " เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ผมจำเป็นที่จะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ "
ผมเริ่มสนใจธรรมะอย่างจริงจังเมื่อตอนอายุ 20 ปีครับ
(ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมก็มองว่าธรรมะเป็นเรื่องน่าเบื่อเหมือนที่วัยรุ่นส่วนใหญ่คิด
เพราะสมัยเรียนมัธยม ก็ต้องท่องศัพท์ทางธรรมะอะไรยากๆมากมาย)
ตอนนั้นอยู่ปี 2 ผมเครียดเรื่องเรียนมากๆครับ ก็เลยตัดสินใจไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถาน 3 วัน 2 คืนครับ
การปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ทำให้ผม "ได้เข้าใจชีวิต" มากขึ้นครับ แล้วก็ได้แง่คิดต่างๆในการใช้ชีวิตมากมาย
หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์นานาชาติอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 7 วันครับ
เมื่อได้สัมผัสชีวิตที่เรียบง่ายของสวนโมกข์ ก็ยิ่งทำให้ผมสนใจธรรมะมากยิ่งขึ้นไปอีก
นอกจากได้ลองปฏิบัติดูแล้ว ก็ยังได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะอีกหลายสิบเล่ม
ซึ่งก็ได้รับแง่คิดและมุมมองต่างๆในชีวิตมากมายเลยครับ
ส่วนในเรื่องของ ธุรกิจ,การเงิน,การลงทุน ผมก็มีความสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
โดยรายการ "SME ตีแตก" เทปแรก เป็นสิ่งที่ทำให้ผมสนใจในการทำธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้
แล้วผมก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำธุรกิจอีกหลายสิบเล่ม ที่ได้จากการยืมจากห้องสมุดบ้าง ซื้อมาเองบ้างครับ
ผมตั้งใจว่า เมื่อเรียนจบ ก็จะหางานประจำทำ (อาจจะตรงตามสายที่จบมาหรือไม่ก็ได้)
แล้วเวลาที่เหลือในตอนเย็นและวันหยุด (ถ้าร่างกายยังไหว) ก็ตั้งใจว่าจะทำธุรกิจค้าขายเล็กๆน้อยๆไปด้วย
โดยธุรกิจที่ผมคาดว่าจะทำ จะเป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อย เพียงไม่กี่พันบาทเท่านั้นครับ
เช่น ขายลูกชิ้นปิ้ง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง แซนวิช กล้วยปิ้ง เป็นต้นครับ
โดยตั้งเป้าไว้ว่า ในเริ่มแรกอยากจะได้กำไรซัก 2000 บาทต่อเดือน (ไม่หวังเยอะ เพราะยังอ่อนประสบการณ์)
แล้วก็ค่อยนำกำไรมาต่อยอดพัฒนาธุรกิจไปเรื่อยๆครับ
ตรงนี้ผมมองว่า มันเป็นการ save ตัวเองไปได้ในระดับหนึ่ง
เพราะผมก็ยังคงทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆของผมครับ
ส่วนเรื่องการเงินการลงทุน ผมก็ศึกษาจากหลายๆแหล่ง
เช่น "พ่อรวยสอนลูก" โดยอ่านเล่มที่ 1 (พ่อรวยสอนลูก), 2 (เงินสี่ด้าน), 3 (สอนลูกให้รวย), 4 (พ่อรวยสอนลงทุน),
7 (ใช้บัตรเครดิตให้รวย) และอีกเล่มหนึ่งที่เป็นการ์ตูนที่เขียนโดยผู้เขียนคนเดียวกันครับ
"หมาน้อยสอนรวย" อันนี้ก็อ่าน รวมถึงหนังสือการลงทุนในหุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ ทั้งหมดนี้ก็อ่านครับ
รวมถึงกระทู้ต่างๆทั้งจากห้องสินธรและสีลม และเว็บไซด์ต่างๆอีกมากมาย
สรุปประเด็นนะครับ
ตอนนี้ผมสนใจทั้ง "การปฏิบัติธรรม VS ธุรกิจ,การเงิน,การลงทุน"
ผมจึงสับสนว่า "เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ผมจำเป็นที่จะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่"
เพราะผมรู้สึกว่า สังคมไทยเราจะตีภาพของกลุ่มคนไว้ดังนี้ครับ
กลุ่ม "นักธุรกิจ,นักลงทุน,นักการเงิน" ต้องเป็นพวกโลภในวัตถุเงินทอง ไม่รู้จักพอ
กลุ่ม "นักปฏิบัติธรรม" ก็จะต้องไม่สนใจเงินทอง อยู่แบบ(ที่คนอื่นเขามองว่า)ไม่ต้องการอะไร
ซึ่งผม "ไม่เห็นด้วย" ที่สังคมไปตีกรอบกลุ่มคนทั้งสองไว้อย่างนั้นครับ
เพราะมีธรรมะข้อหนึ่ง ที่ผมได้ฟังมาจากสวนโมกข์ว่า
" ถ้าเราตกเป็นทาสของเงินทอง ไม่ว่าเราจะรวยหรือจน เราก็ทุกข์หนัก
แต่ถ้าเราไม่ตกเป็นทาสของเงินทอง ไม่ว่าเราจะรวยหรือจน เราก็จะทุกข์น้อยลง "
และสุดท้าย ผมจึงมาคิดและสรุป (ตามความคิดของผมเอง) ว่า
" ถ้ากิเลสในยุคบริโภคนิยมของเราน้อยลง
ถ้ามันสวนทางกับความสามารถในการหาเงินที่มากขึ้น
จะทำให้เราพบอิสรภาพในชีวิตทางโลกได้ง่ายขึ้น "
แต่
" ถ้ากิเลสในยุคบริโภคนิยมของเรามากขึ้น
ตามความสามารถในการหาเงินที่มากขึ้น
มีเงินเท่าไหร่ ก็ไม่พอ "
รบกวนขอคำชี้แนะต่างๆจากทุกท่านด้วยครับ
*** ขอแก้ไขคำที่สะกดผิดนะครับ ส่วนเนื้อหาหลักต่างๆยังคงเดิมตั้งแต่ตั้งกระทู้ครับ ***
*
*
*
*
ขอขอบคุณทุกๆท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ ทำให้ผมได้แนวทางอะไรบางอย่างที่มั่งคงยิ่งขึ้น
นั่นก็คือ ผมจะพยายามผสมผสานและปรับให้ลงตัวระหว่างการปฏิบัติธรรมและธุรกิจ,การเงิน,การลงทุน
ความคิดเห็นที่ 32 ของคุณ "Windows X" แทงใจดำผมมากครับ 555
จากประโยคนี้
"ตอนนี้จริงๆคือน้องกลัวว่าจะทำตามหัวใจแล้วไม่มีตังค์ ไม่รวย ไม่มีกิน น้องโลภ น้องกลัว กลัวๆๆๆๆๆจนโยงโน่นนี่ไปมามั่วหมด"
นี่หละครับ คือสิ่งที่ผมกลัว ตามที่คุณ "Windows X" กล่าวมาเลยครับ
นักปฏิธรรม VS นักธุรกิจ,นักลงทุน,และอาชีพอื่นๆ_"เงิน" สำคัญกับท่านมากขนาดไหนครับ แล้วผมควรจะ...
แล้วผมควรจะ...เลือกเอาเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่
(หัวข้อกระทู้ผมพิมพ์หล่นไปนะครับ จะพิมพ์ "นักปฏิบัติธรรม" แต่พิมพ์หล่นเป็น "นักปฏิธรรม" ซะงั้น
แล้วระบบก็ไม่ให้แก้ไขหัวข้อกระทู้แล้วด้วย ขออภัยมา ณ ที่นี้นะครับ)
ขอเกริ่นก่อนนะครับ ผมอายุ 22 ปี
เรียนอยู่ชั้นปีที่ 4 คณะวิศวะ มหาวิทยาลัยรัฐแห่งหนึ่ง
ซึ่งผมกำลังจะจบการศึกษาในเร็วๆนี้ครับ
แต่ตอนนี้ผมเริ่มที่จะสับสนกับอะไรบางอย่าง
นั่นก็คือ เรื่องที่เกี่ยวกับ " การปฏิบัติธรรม VS ธุรกิจ,การเงิน,การลงทุน "
คือผมสนใจในทั้งสองอย่างครับ
มันจึงทำให้ผมกังวลว่า " เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ผมจำเป็นที่จะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่ "
ผมเริ่มสนใจธรรมะอย่างจริงจังเมื่อตอนอายุ 20 ปีครับ
(ซึ่งก่อนหน้านี้ ผมก็มองว่าธรรมะเป็นเรื่องน่าเบื่อเหมือนที่วัยรุ่นส่วนใหญ่คิด
เพราะสมัยเรียนมัธยม ก็ต้องท่องศัพท์ทางธรรมะอะไรยากๆมากมาย)
ตอนนั้นอยู่ปี 2 ผมเครียดเรื่องเรียนมากๆครับ ก็เลยตัดสินใจไปปฏิบัติธรรมที่เสถียรธรรมสถาน 3 วัน 2 คืนครับ
การปฏิบัติธรรมครั้งนี้ ทำให้ผม "ได้เข้าใจชีวิต" มากขึ้นครับ แล้วก็ได้แง่คิดต่างๆในการใช้ชีวิตมากมาย
หลังจากนั้นก็ได้มีโอกาสไปปฏิบัติธรรมที่สวนโมกข์นานาชาติอีก 2 ครั้ง ครั้งละ 7 วันครับ
เมื่อได้สัมผัสชีวิตที่เรียบง่ายของสวนโมกข์ ก็ยิ่งทำให้ผมสนใจธรรมะมากยิ่งขึ้นไปอีก
นอกจากได้ลองปฏิบัติดูแล้ว ก็ยังได้มีโอกาสอ่านหนังสือธรรมะอีกหลายสิบเล่ม
ซึ่งก็ได้รับแง่คิดและมุมมองต่างๆในชีวิตมากมายเลยครับ
ส่วนในเรื่องของ ธุรกิจ,การเงิน,การลงทุน ผมก็มีความสนใจไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน
โดยรายการ "SME ตีแตก" เทปแรก เป็นสิ่งที่ทำให้ผมสนใจในการทำธุรกิจมาจนถึงทุกวันนี้
แล้วผมก็อ่านหนังสือเกี่ยวกับการทำธุรกิจอีกหลายสิบเล่ม ที่ได้จากการยืมจากห้องสมุดบ้าง ซื้อมาเองบ้างครับ
ผมตั้งใจว่า เมื่อเรียนจบ ก็จะหางานประจำทำ (อาจจะตรงตามสายที่จบมาหรือไม่ก็ได้)
แล้วเวลาที่เหลือในตอนเย็นและวันหยุด (ถ้าร่างกายยังไหว) ก็ตั้งใจว่าจะทำธุรกิจค้าขายเล็กๆน้อยๆไปด้วย
โดยธุรกิจที่ผมคาดว่าจะทำ จะเป็นธุรกิจที่ลงทุนน้อย เพียงไม่กี่พันบาทเท่านั้นครับ
เช่น ขายลูกชิ้นปิ้ง ข้าวเหนียวหมูปิ้ง แซนวิช กล้วยปิ้ง เป็นต้นครับ
โดยตั้งเป้าไว้ว่า ในเริ่มแรกอยากจะได้กำไรซัก 2000 บาทต่อเดือน (ไม่หวังเยอะ เพราะยังอ่อนประสบการณ์)
แล้วก็ค่อยนำกำไรมาต่อยอดพัฒนาธุรกิจไปเรื่อยๆครับ
ตรงนี้ผมมองว่า มันเป็นการ save ตัวเองไปได้ในระดับหนึ่ง
เพราะผมก็ยังคงทำงานประจำควบคู่ไปกับการทำธุรกิจเล็กๆน้อยๆของผมครับ
ส่วนเรื่องการเงินการลงทุน ผมก็ศึกษาจากหลายๆแหล่ง
เช่น "พ่อรวยสอนลูก" โดยอ่านเล่มที่ 1 (พ่อรวยสอนลูก), 2 (เงินสี่ด้าน), 3 (สอนลูกให้รวย), 4 (พ่อรวยสอนลงทุน),
7 (ใช้บัตรเครดิตให้รวย) และอีกเล่มหนึ่งที่เป็นการ์ตูนที่เขียนโดยผู้เขียนคนเดียวกันครับ
"หมาน้อยสอนรวย" อันนี้ก็อ่าน รวมถึงหนังสือการลงทุนในหุ้น กองทุนรวม ตราสารหนี้ ทั้งหมดนี้ก็อ่านครับ
รวมถึงกระทู้ต่างๆทั้งจากห้องสินธรและสีลม และเว็บไซด์ต่างๆอีกมากมาย
สรุปประเด็นนะครับ
ตอนนี้ผมสนใจทั้ง "การปฏิบัติธรรม VS ธุรกิจ,การเงิน,การลงทุน"
ผมจึงสับสนว่า "เมื่อถึงจุดๆหนึ่ง ผมจำเป็นที่จะต้องเลือกเอาอย่างใดอย่างหนึ่งหรือไม่"
เพราะผมรู้สึกว่า สังคมไทยเราจะตีภาพของกลุ่มคนไว้ดังนี้ครับ
กลุ่ม "นักธุรกิจ,นักลงทุน,นักการเงิน" ต้องเป็นพวกโลภในวัตถุเงินทอง ไม่รู้จักพอ
กลุ่ม "นักปฏิบัติธรรม" ก็จะต้องไม่สนใจเงินทอง อยู่แบบ(ที่คนอื่นเขามองว่า)ไม่ต้องการอะไร
ซึ่งผม "ไม่เห็นด้วย" ที่สังคมไปตีกรอบกลุ่มคนทั้งสองไว้อย่างนั้นครับ
เพราะมีธรรมะข้อหนึ่ง ที่ผมได้ฟังมาจากสวนโมกข์ว่า
" ถ้าเราตกเป็นทาสของเงินทอง ไม่ว่าเราจะรวยหรือจน เราก็ทุกข์หนัก
แต่ถ้าเราไม่ตกเป็นทาสของเงินทอง ไม่ว่าเราจะรวยหรือจน เราก็จะทุกข์น้อยลง "
และสุดท้าย ผมจึงมาคิดและสรุป (ตามความคิดของผมเอง) ว่า
" ถ้ากิเลสในยุคบริโภคนิยมของเราน้อยลง
ถ้ามันสวนทางกับความสามารถในการหาเงินที่มากขึ้น
จะทำให้เราพบอิสรภาพในชีวิตทางโลกได้ง่ายขึ้น "
แต่
" ถ้ากิเลสในยุคบริโภคนิยมของเรามากขึ้น
ตามความสามารถในการหาเงินที่มากขึ้น
มีเงินเท่าไหร่ ก็ไม่พอ "
รบกวนขอคำชี้แนะต่างๆจากทุกท่านด้วยครับ
*** ขอแก้ไขคำที่สะกดผิดนะครับ ส่วนเนื้อหาหลักต่างๆยังคงเดิมตั้งแต่ตั้งกระทู้ครับ ***
*
*
*
*
ขอขอบคุณทุกๆท่านที่ร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ ทำให้ผมได้แนวทางอะไรบางอย่างที่มั่งคงยิ่งขึ้น
นั่นก็คือ ผมจะพยายามผสมผสานและปรับให้ลงตัวระหว่างการปฏิบัติธรรมและธุรกิจ,การเงิน,การลงทุน
ความคิดเห็นที่ 32 ของคุณ "Windows X" แทงใจดำผมมากครับ 555
จากประโยคนี้
"ตอนนี้จริงๆคือน้องกลัวว่าจะทำตามหัวใจแล้วไม่มีตังค์ ไม่รวย ไม่มีกิน น้องโลภ น้องกลัว กลัวๆๆๆๆๆจนโยงโน่นนี่ไปมามั่วหมด"
นี่หละครับ คือสิ่งที่ผมกลัว ตามที่คุณ "Windows X" กล่าวมาเลยครับ