เมื่อวานตอนเที่ยงนั่งดูการตั้งกระทู้ถามสด เรื่องยางพารา ของหมอสุกิจ ที่คุณยุทธพงษ์ เป็นคนตอบ ก็ว่าจะตั้งกระทู้ตั้งแต่ตอนนั้น แต่เผอิญตอนนั้นก็ยุ่งอยู่ แล้วเห็นถามกันหลายคำถาม (เพราะคำถามนึงของหมอสุกิจ จะประกอบด้วยคำถามย่อยหลายคำถาม) แล้วคุณยุทธพงษ์ก็ตอบยาวพอสมควร
ก็เลยคิดว่าจะรอข่าวหนังสือพิมพ์ก่อน ค่อยตั้งเป็นกระทู้
เท่าที่ลองค้น ๆ ดู น่าจะมีข่าวจากไทยรัฐที่ลงรายละเอียด แต่เท่าที่อ่านดู น่าจะไม่ค่อยครบถ้วน ก็เป็นว่าขอลอกคำถาม แล้ววิจารณ์คำตอบไปก็แล้วกัน
เนื่องจากข่าวยาว และคิดว่าจะพิมพ์ยาว ขออนุญาตไม่ตัด แต่วางลิงก์นะครับ
http://www.thairath.co.th/content/pol/323797
คำถามแรกของหมอสุกิจ เท่าที่จำได้ (ไม่มีในข่าว) จะเป็นการถามถึง การค้างชำระเงินค่ายางพารา ในโครงการรับซื้อยาง โดยมีการยกตัวอย่าง ค้างเงินเกษตรกร ในจังหวัดบึงกาฬ เกษตรกรประท้วงขอยางคืน และมีตัวอย่างของจังหวัดเชียงราย และพิษณุโลก โดยบอกว่า รวมแล้ว ค้างเงินเกษตรกรอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท
ซึ่งตรงส่วนนี้ คุณยุทธพงษ์ตอบว่า เข้ามาเป็นรมต.ตอนต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งสาเหตุที่จ่ายเงินให้เกษตรกรล่าช้า เป็นเพราะในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการพูดถึงการโกงในการรับซื้อยาง เลยต้องมีการตรวจสอบ (ข้ออ้างคล้าย ๆ คุณบุญทรง เรื่องคืนเงินธกส.ไม่ครบตามเป้า) ทำให้ต้องชะลอการจ่ายเงิน โดยได้มีการส่งเรื่องให้ DSI ตรวจสอบแล้ว
คำถามต่อไป ก็มีการพูดถึงจำนวนเงินที่ขาดหายไป จากโครงการรับซื้อยาง เพราะได้รับเงินไป 21,322 ล้านบาท แต่จ่ายค่ายางให้เกษตรกรไป 17,400 ล้านบาท ก็น่าจะยังมีเงินพอจ่ายเกษตรกรที่ค้างอยู่ แต่กลับเป็นว่า ค้างอีก 2,000 ล้านบาท ก็เลยเกิดคำถามว่า เงินจำนวน 6,000 ล้านบาท ที่หายไป หายไปที่ไหน
ประเด็นนี้ คุณยุทธพงษ์ ก็ตอบว่า เงินไม่ได้หาย มีตัวเลขเบิกจ่าย(ฟังไม่ทัน) (แต่ผมว่าอันนี้น่าจะเป็นคุณณัฐวุฒิตอบน่าจะตรงกว่า เพราะตอนนั้นยังอยู่ในความรับผิดชอบของคุณณัฐวุฒิ) แล้วก็ในการตอบ ก็มีการอ้างถึง การส่งเรื่องไปให้ DSI ตรวจสอบแล้ว ตามหนังสือเลขที่ กษ.**** (อะไรสักอย่าง จำไม่ได้อีก)
สงสัยคุณยุทธพงษ์ จะเข้าใจว่า ไม่ว่าใครจะกล่าวหาอะไร เกี่ยวกับการทุจริต ถ้าส่งเรื่องไป DSI ก็ถือว่า รัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะถือว่า การส่งเรื่องไป DSI เป็นการแสดงความรับผิดชอบแล้ว
หลังจากนั้น ก็มีคำถามเกี่ยวกับ ไฟไหม้โกดังเก็บยางที่นครศรีธรรมราช ในวันที่ 13 กันยายน 2555 เสียหายไป 300 ล้าน เวลาผ่านไป 4 เดือน ไม่มีการสรุปผลใด ๆ ออกมา ไม่รู้ว่ามีประกันภัยมั้ย ถ้าไม่มีใครจะรับผิดชอบ
คุณยุทธพงษ์ก็ตอบว่า มีการประกันอยู่ โดยบริษัท ทิพยประกันภัย รับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด ตอนนี้รัฐยังไม่เสียหายเลย
ก็เจอหมอสุกิจบอกว่า ตอนนี้พนักงานสอบสวนสรุปผลว่า น่าจะเป็นการลอบวางเพลิง ก็ไม่รู้ว่า ถ้าประกันไม่จ่าย จะเกิดอะไรขึ้น
ไปอีกคำถามคือเรื่อง กลุ่มเกษตรกร 800 กลุ่ม รวบรวมยางจะมาขายให้รัฐบาล แต่รัฐบาลกลับปิดจุดรับซื้อ ทำให้กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้เสียหายเป็นหมื่นล้าน เพราะทำตามนโยบายรัฐบาล รัฐบาลจะมีการชดเชยกับกลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ยังไง
รัฐมนตรีก็ตอบว่า คงเสียหายไม่ถึงหมื่นล้านหรอก แต่ไม่ตอบเรื่องการชดเชย
อีกเรื่องคือเรื่องราคายาง มีการทวงถามราคายาง 120 บาท รมต.ก็บอกว่า ตอนนี้ก็เกือบ 100 บาทแล้ว จริง ๆ ถ้าเงินบาทไม่แข็งค่าขึันแบบนี้ อาจจะเกิน 100 บาทแล้วก็ได้ แต่ก็ไม่สามารถตอบได้ว่า จะถึง 120 เมื่อไหร่ แสดงว่า นโยบายเรื่องราคาของคุณยุทธพงษ์จะไปแนวได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่มีราคาเป้าหมาย
สรุปคือกระทู้นี้ผมแค่อยากแสดงความเห็นว่า
1. รัฐบาลยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหายางพาราแบบเป็นระบบ เงินที่จ่ายไปแล้วทั้งหมดหลายหมื่นล้านนั้น ยังไม่สามารถให้เกิดผลด้านบวกกับเรื่องราคายางพาราได้ แล้วกลับต้องมาไล่ตามแก้ไขปัญหา ที่เกิดจากการจ่ายเงินออกไปแบบไม่รัดกุม ทำให้มีการรั่วไหลไปถึงกลุ่มที่ทุจริตจำนวนมาก มีผลทำให้เกษตรกรจริง ๆ ไม่ได้รับการช่วยเหลือ และบางคนโดนถึงขั้นเอายางไปขาย เสียยางไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เงินเกือบครึ่งปี
2. รมต.ที่รับผิดชอบ ได้แบ่งแยกความรับผิดชอบ ช่วงรอยต่ออย่างชัดเจน เพราะมีการย้ำถึงจุดเริ่มต้นรับตำแหน่งหลายครั้ง แสดงถึงการไม่พร้อมไปรับผิดชอบผลงานของรมต.คนก่อนหน้า ทั้ง ๆ ที่เป็นรัฐบาลเดียวกัน น่าจะเป็นการทำงานต่อเนื่อง ไม่ใช่การแยกส่วนกันแบบนี้ ทำให้ปัญหาค้างคา แก้ไขไม่คืบหน้า
3. รมต.ของรัฐบาลนี้ นิยมการอ้าง การตรวจสอบ เป็นผลทำให้การทำงานมีการสะดุด โยนความผิดพลาดในการทำงาน ให้คนที่ตรวจสอบ ทั้ง ๆ ที่ถ้างานที่ทำมีความรัดกุมตั้งแต่ต้น เมื่อมีคนตรวจสอบก็ปล่อยทำไป แต่งานส่วนใหญ่น่าจะเดินหน้าได้ต่อเนื่อง อาจจะมีบางส่วนที่มีปัญหา อันนั้นก็ว่าเป็นจุด ๆ ไป
แต่ไม่ใช่ว่า พอมีการตรวจสอบใด ๆ เกิดขึ้น ก็มีผลทำให้ชะงักไปทั้งระบบ แสดงว่า รัฐมนตรีไม่มั่นใจในตัวงานที่ทำ ว่ามีประสิทธิภาพ รอบคอบเพียงพอ ดังนั้น เมื่อเจอฝ่ายค้านพูดถึง อภิปรายถึงในสภา ก็ต้องไปหยุดระบบการทำงานทั้งหมด เพื่อตรวจสอบ ทำให้ผลกระทบไปถึงเกษตรกร แล้วก็โยนความผิดไปให้คนตรวจสอบ
4. คุณยุทธพงษ์ ในฐานะที่เป็นคนที่มีผลงานในเรื่องขุดคุ้ยเรื่องทุจริต เช่นเรื่องรถเรือดับเพลิง และเมื่อมาอยู่ในฐานะรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรง ยอมรับว่า โครงการรับซื้อยางของรัฐบาล มีการทุจริต (เพราะไม่อย่างนั้น ก็คงไม่ส่งเรื่องให้ DSI ตรวจสอบ) ก็น่าจะดำเนินการตรวจสอบด้วยตัวเองด้วย แทนที่จะอ้างแค่ ส่งเรื่องให้ DSI ดำเนินการแล้ว และก็จบแค่นี้ เพราะขนาดที่ไม่อยู่ในตำแหน่ง ที่สามารถได้ข้อมูลโดยง่าย ยังสามารถสืบค้น ข้อมูลมาได้มากมาย
ดังนั้น เมื่องานนี้เป็นงานในหน้าที่รับผิดชอบ และเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง มองเห็นปัญหาการทุจริต ก็ไม่ควรนิ่งเฉย ยืนถอยห่างจากการตรวจสอบ เพียงเพราะกลัวว่า จะไปกระทบกับคนอื่นที่เป็นพวกเดียวกันแค่นั้น
กระทู้ถามสดเรื่องยางพารา 31 มกราคม 2556
ก็เลยคิดว่าจะรอข่าวหนังสือพิมพ์ก่อน ค่อยตั้งเป็นกระทู้
เท่าที่ลองค้น ๆ ดู น่าจะมีข่าวจากไทยรัฐที่ลงรายละเอียด แต่เท่าที่อ่านดู น่าจะไม่ค่อยครบถ้วน ก็เป็นว่าขอลอกคำถาม แล้ววิจารณ์คำตอบไปก็แล้วกัน
เนื่องจากข่าวยาว และคิดว่าจะพิมพ์ยาว ขออนุญาตไม่ตัด แต่วางลิงก์นะครับ
http://www.thairath.co.th/content/pol/323797
คำถามแรกของหมอสุกิจ เท่าที่จำได้ (ไม่มีในข่าว) จะเป็นการถามถึง การค้างชำระเงินค่ายางพารา ในโครงการรับซื้อยาง โดยมีการยกตัวอย่าง ค้างเงินเกษตรกร ในจังหวัดบึงกาฬ เกษตรกรประท้วงขอยางคืน และมีตัวอย่างของจังหวัดเชียงราย และพิษณุโลก โดยบอกว่า รวมแล้ว ค้างเงินเกษตรกรอยู่ประมาณ 2,000 ล้านบาท
ซึ่งตรงส่วนนี้ คุณยุทธพงษ์ตอบว่า เข้ามาเป็นรมต.ตอนต้นเดือนพฤศจิกายน ซึ่งสาเหตุที่จ่ายเงินให้เกษตรกรล่าช้า เป็นเพราะในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ มีการพูดถึงการโกงในการรับซื้อยาง เลยต้องมีการตรวจสอบ (ข้ออ้างคล้าย ๆ คุณบุญทรง เรื่องคืนเงินธกส.ไม่ครบตามเป้า) ทำให้ต้องชะลอการจ่ายเงิน โดยได้มีการส่งเรื่องให้ DSI ตรวจสอบแล้ว
คำถามต่อไป ก็มีการพูดถึงจำนวนเงินที่ขาดหายไป จากโครงการรับซื้อยาง เพราะได้รับเงินไป 21,322 ล้านบาท แต่จ่ายค่ายางให้เกษตรกรไป 17,400 ล้านบาท ก็น่าจะยังมีเงินพอจ่ายเกษตรกรที่ค้างอยู่ แต่กลับเป็นว่า ค้างอีก 2,000 ล้านบาท ก็เลยเกิดคำถามว่า เงินจำนวน 6,000 ล้านบาท ที่หายไป หายไปที่ไหน
ประเด็นนี้ คุณยุทธพงษ์ ก็ตอบว่า เงินไม่ได้หาย มีตัวเลขเบิกจ่าย(ฟังไม่ทัน) (แต่ผมว่าอันนี้น่าจะเป็นคุณณัฐวุฒิตอบน่าจะตรงกว่า เพราะตอนนั้นยังอยู่ในความรับผิดชอบของคุณณัฐวุฒิ) แล้วก็ในการตอบ ก็มีการอ้างถึง การส่งเรื่องไปให้ DSI ตรวจสอบแล้ว ตามหนังสือเลขที่ กษ.**** (อะไรสักอย่าง จำไม่ได้อีก)
สงสัยคุณยุทธพงษ์ จะเข้าใจว่า ไม่ว่าใครจะกล่าวหาอะไร เกี่ยวกับการทุจริต ถ้าส่งเรื่องไป DSI ก็ถือว่า รัฐมนตรีไม่ต้องรับผิดชอบ เพราะถือว่า การส่งเรื่องไป DSI เป็นการแสดงความรับผิดชอบแล้ว
หลังจากนั้น ก็มีคำถามเกี่ยวกับ ไฟไหม้โกดังเก็บยางที่นครศรีธรรมราช ในวันที่ 13 กันยายน 2555 เสียหายไป 300 ล้าน เวลาผ่านไป 4 เดือน ไม่มีการสรุปผลใด ๆ ออกมา ไม่รู้ว่ามีประกันภัยมั้ย ถ้าไม่มีใครจะรับผิดชอบ
คุณยุทธพงษ์ก็ตอบว่า มีการประกันอยู่ โดยบริษัท ทิพยประกันภัย รับผิดชอบค่าเสียหายทั้งหมด ตอนนี้รัฐยังไม่เสียหายเลย
ก็เจอหมอสุกิจบอกว่า ตอนนี้พนักงานสอบสวนสรุปผลว่า น่าจะเป็นการลอบวางเพลิง ก็ไม่รู้ว่า ถ้าประกันไม่จ่าย จะเกิดอะไรขึ้น
ไปอีกคำถามคือเรื่อง กลุ่มเกษตรกร 800 กลุ่ม รวบรวมยางจะมาขายให้รัฐบาล แต่รัฐบาลกลับปิดจุดรับซื้อ ทำให้กลุ่มเกษตรกรเหล่านี้เสียหายเป็นหมื่นล้าน เพราะทำตามนโยบายรัฐบาล รัฐบาลจะมีการชดเชยกับกลุ่มเกษตรกรเหล่านี้ยังไง
รัฐมนตรีก็ตอบว่า คงเสียหายไม่ถึงหมื่นล้านหรอก แต่ไม่ตอบเรื่องการชดเชย
อีกเรื่องคือเรื่องราคายาง มีการทวงถามราคายาง 120 บาท รมต.ก็บอกว่า ตอนนี้ก็เกือบ 100 บาทแล้ว จริง ๆ ถ้าเงินบาทไม่แข็งค่าขึันแบบนี้ อาจจะเกิน 100 บาทแล้วก็ได้ แต่ก็ไม่สามารถตอบได้ว่า จะถึง 120 เมื่อไหร่ แสดงว่า นโยบายเรื่องราคาของคุณยุทธพงษ์จะไปแนวได้เท่าไหร่ก็เท่านั้น ไม่มีราคาเป้าหมาย
สรุปคือกระทู้นี้ผมแค่อยากแสดงความเห็นว่า
1. รัฐบาลยังไม่มีแนวทางการแก้ไขปัญหายางพาราแบบเป็นระบบ เงินที่จ่ายไปแล้วทั้งหมดหลายหมื่นล้านนั้น ยังไม่สามารถให้เกิดผลด้านบวกกับเรื่องราคายางพาราได้ แล้วกลับต้องมาไล่ตามแก้ไขปัญหา ที่เกิดจากการจ่ายเงินออกไปแบบไม่รัดกุม ทำให้มีการรั่วไหลไปถึงกลุ่มที่ทุจริตจำนวนมาก มีผลทำให้เกษตรกรจริง ๆ ไม่ได้รับการช่วยเหลือ และบางคนโดนถึงขั้นเอายางไปขาย เสียยางไปแล้ว แต่ยังไม่ได้เงินเกือบครึ่งปี
2. รมต.ที่รับผิดชอบ ได้แบ่งแยกความรับผิดชอบ ช่วงรอยต่ออย่างชัดเจน เพราะมีการย้ำถึงจุดเริ่มต้นรับตำแหน่งหลายครั้ง แสดงถึงการไม่พร้อมไปรับผิดชอบผลงานของรมต.คนก่อนหน้า ทั้ง ๆ ที่เป็นรัฐบาลเดียวกัน น่าจะเป็นการทำงานต่อเนื่อง ไม่ใช่การแยกส่วนกันแบบนี้ ทำให้ปัญหาค้างคา แก้ไขไม่คืบหน้า
3. รมต.ของรัฐบาลนี้ นิยมการอ้าง การตรวจสอบ เป็นผลทำให้การทำงานมีการสะดุด โยนความผิดพลาดในการทำงาน ให้คนที่ตรวจสอบ ทั้ง ๆ ที่ถ้างานที่ทำมีความรัดกุมตั้งแต่ต้น เมื่อมีคนตรวจสอบก็ปล่อยทำไป แต่งานส่วนใหญ่น่าจะเดินหน้าได้ต่อเนื่อง อาจจะมีบางส่วนที่มีปัญหา อันนั้นก็ว่าเป็นจุด ๆ ไป
แต่ไม่ใช่ว่า พอมีการตรวจสอบใด ๆ เกิดขึ้น ก็มีผลทำให้ชะงักไปทั้งระบบ แสดงว่า รัฐมนตรีไม่มั่นใจในตัวงานที่ทำ ว่ามีประสิทธิภาพ รอบคอบเพียงพอ ดังนั้น เมื่อเจอฝ่ายค้านพูดถึง อภิปรายถึงในสภา ก็ต้องไปหยุดระบบการทำงานทั้งหมด เพื่อตรวจสอบ ทำให้ผลกระทบไปถึงเกษตรกร แล้วก็โยนความผิดไปให้คนตรวจสอบ
4. คุณยุทธพงษ์ ในฐานะที่เป็นคนที่มีผลงานในเรื่องขุดคุ้ยเรื่องทุจริต เช่นเรื่องรถเรือดับเพลิง และเมื่อมาอยู่ในฐานะรัฐมนตรี ที่รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยตรง ยอมรับว่า โครงการรับซื้อยางของรัฐบาล มีการทุจริต (เพราะไม่อย่างนั้น ก็คงไม่ส่งเรื่องให้ DSI ตรวจสอบ) ก็น่าจะดำเนินการตรวจสอบด้วยตัวเองด้วย แทนที่จะอ้างแค่ ส่งเรื่องให้ DSI ดำเนินการแล้ว และก็จบแค่นี้ เพราะขนาดที่ไม่อยู่ในตำแหน่ง ที่สามารถได้ข้อมูลโดยง่าย ยังสามารถสืบค้น ข้อมูลมาได้มากมาย
ดังนั้น เมื่องานนี้เป็นงานในหน้าที่รับผิดชอบ และเพิ่งเข้ามารับตำแหน่ง มองเห็นปัญหาการทุจริต ก็ไม่ควรนิ่งเฉย ยืนถอยห่างจากการตรวจสอบ เพียงเพราะกลัวว่า จะไปกระทบกับคนอื่นที่เป็นพวกเดียวกันแค่นั้น