รวมกระทู้ Wild Rabbit ( 17 มกราคม 2556 )

เทมาเสก-เทเลนอร์'แต่งตัวหนีบ่วงต่างด้าว

วันพุธที่ 16 มกราคม 2013 เวลา 10:20 น. กอง บก.ฐานเศรษฐกิจ ข่าวหน้า1 - คอลัมน์ : วิเคราะห์


       เป็นข่าวใหญ่เมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเมื่อ บริษัท ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ จำกัด ซึ่งมีกองทุนเทมาเสก โฮลดิ้งส์ จากประเทศสิงคโปร์เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ทำ"บิ๊กล็อต"ตัดขายหุ้นใน "อินทัช" หรือ บริษัท ชิน คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (บมจ.) จำนวน 330 ล้านหุ้น คิดเป็นสัดส่วน  10.3% ของหุ้นทั้งหมดของบริษัท   คิดเป็นมูลค่าประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

              
    การขายหุ้นในครั้งนี้ อินทัช  แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขายให้กับนักลงทุนไทยประมาณ 20% และ บริษัท ไทยเอ็นวีดีอาร์ จำกัด  โดยล่าสุด  ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ ยังมีหุ้นใน "อินทัช" อีกจำนวน 428,049,932 หุ้น หรือประมาณ 13.3% คำถามที่ตามมาจากการขายหุ้นล็อตครั้งนี้คือ "ทำไม?"      
- "ถอนตัว vs หนีบ่วงต่างด้าว"            
    เนื่องจาก"อินทัช" เพิ่งได้รับใบอนุญาตโทรศัพท์เคลื่อนที่ระบบ 3 จี บนย่านความถี่ 2.1 กิกะเฮิรตซ์ เป็นระยะเวลา 15 ปี จาก กสทช. หรือ คณะกรรมการกิจการกระจายเสียงกิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หลังจากที่ลุ้นกันเหงื่อหยด เพราะคู่แข่งขันล้วนเห็นโอกาสอีกมหาศาลที่จะสร้างผลตอบแทนจากธุรกิจโทรคมนาคมไทย

    บางเสียงชี้ว่า เป็นการถอยตามที่  เทมาเสก โฮลดิ้งส์ เคยประกาศจะลดสัดส่วนการลงทุนในธุรกิจด้านโทรคมนาคมทั่วภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก  รวมทั้งบางส่วนเห็นว่า ธุรกิจโทรคมนาคมไทยโตเต็มที่แล้วใกล้อิ่มตัว มาร์จินหรืออัตราผลตอบแทนบางลงเรื่อย ๆ  

    แต่ถ้ามองในเชิงวิเคราะห์ การขายหุ้นครั้งนี้เป็นการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นลดสัดส่วนการถือครองหุ้นต่างด้าวเพื่อรองรับกับแผนธุรกิจที่ต้องดาหน้ารบในสมรภูมิใหม่ที่ทยอยเปิดตัว ทั้งการเปิดประมูลทีวีดิจิตอล และการประมูลคลื่น 4 จี ของ กสทช. ภายในปีนี้  ซึ่ง "อินทัช" ประกาศตัวว่าสนใจและเตรียมประกาศขยับสู่ธุรกิจทีวีดิจิตอล ซึ่งถือเป็นการขยายขาของธุรกิจโทรคมนาคม สู่อีกขาคือกิจการบรอดแคสต์
      
         โดยก่อนหน้านี้กลุ่มทุนข้ามชาติอย่าง เทเลนอร์ เอเชีย พีทีเอ แอลทีดี  ซึ่งถือหุ้นใน ดีแทค หรือ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน)  ก็ได้ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ หลังจากถูกตั้งคำถามจากคู่แข่ง คือ กลุ่มทรู กรณีเรื่องการถือครองหุ้นต่างด้าวเช่นเดียวกัน
-ย้อนรอยบ่วงต่างด้าวหุ้น "แทค"            
    
    ตุลาคม  2548 นายบุญชัย เบญจรงคกุล ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ยูไนเต็ด คอมมูนิเกชั่น อินดัสตรี จำกัด (มหาชน) หรือ ยูคอม  ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน แทค ได้ขายหุ้น ยูคอม ทั้งหมด 173.33 ล้านหุ้น 39.88% มูลค่ากว่า 9.2 พันล้านบาท ทำให้บริษัท ไทย เทลโค โฮลดิ้งส์  ในเครือ เทเลนอร์  จากประเทศนอร์เวย์  ถือหุ้นแทคเบ็ดเสร็จ 88.88%

     กระแสการขายหุ้นของกลุ่มยูคอม ในครั้งนั้น ไม่ถูกตรวจสอบเข้มเท่ากับกรณีที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตผู้ก่อตั้งกลุ่มชินคอร์ป  ที่ตัดสินใจขายหุ้นของครอบครัว จำนวน  49%  ให้กับกองทุนเทมาเสก โฮลดิ้งส์ เป็นรายถัดมา เมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 เป็นจำนวนเงินสูงถึง 7.3 หมื่นล้านบาท ที่จุดกระแสบานปลายเป็นวิกฤติการเมืองยืดเยื้อจนทุกวันนี้    
      
    แรงกระเพื่อมการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นต่างด้าวนั้น กระทบชิ่งถึงดีแทค ที่ถูกตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นเช่นเดียวกันจากกระทรวงพาณิชย์ จากข้อกล่าวหาว่าหลีกเลี่ยงพระราชบัญญัติการประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ. 2542 มาตรา 4 มาตั้งแต่นั้น
-ผ่าโครงสร้างใหม่ "ดีแทค"    
            
    ปม"ธุรกิจต่างด้าว"กระทบต่อการประกอบการของดีแทค ไม่แรงนัก แต่ทวีความหนักหน่วงขึ้นเป็นลำดับ   เมื่อกลุ่มทรู เข้าแจ้งความ เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2554 ต่อเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบปรามฯ เพื่อให้ดำเนินคดีกับ ดีแทค และบุคคลของกลุ่มบริษัท ที่มีพฤติกรรมสนับสนุนคนต่างด้าว คือ ดีแทค ที่เป็นนิติบุคคล ให้สามารถดำเนินธุรกิจโทรคมนาคม ที่เป็นธุรกิจต้องห้ามของคนต่างด้าว  โดยหลีกเลี่ยงมาตรา 4 พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจของคนต่างด้าว พ.ศ.2542

      โดยห้วงเวลานั้น  ดีแทค ได้ยื่นคำร้อง บมจ.กสท โทรคมนาคม และ คณะกรรมการ (บอร์ด) กสท ต่อศาลปกครองกลาง เพื่อให้พิจารณาถึงความถูกต้องตามกฎหมาย ของสัญญาระหว่าง บมจ.กสท โทรคมนาคม กับกลุ่ม บมจ.ทรู คอร์ปอเรชั่น ในการร่วมลงทุนเพื่อให้บริการมือถือระบบซีดีเอ็มเอ และเอชเอสพีเอ ที่ได้เซ็นสัญญาไปเมื่อวันที่ 27 มกราคม 2554 และขอให้ศาลมีคำสั่งคุ้มครองฉุกเฉินด้วย  
      
    ผลจากการเคลื่อนไหวครั้งนั้นนำไปสู่กระบวนการปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นอีกระลอก โดยมี บริษัท บีซีทีเอ็น โฮลดิ้งฯ ของตระกูลเบญจรงคกุล ที่มีนายบุญชัย เบญจรงคกุล ผู้ก่อตั้งดีแทคเป็นผู้บริหารอยู่ เข้ามาถือหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 10% มาเป็น 51%  และ กลุ่มเทเลนอร์ถือหุ้นที่เหลืออีก 49%  ทั้งนี้ ไทยเทลโก้ ถือหุ้นดีแทคอยู่ประมาณ 22%

    โครงสร้างผู้ถือหุ้นใหม่ทำให้ เทเลนอร์ ถือหุ้น ดีแทคตรง 42%  และถือหุ้นทางอ้อมผ่านไทยเทลโก้ อีกจำนวนหนึ่งมีสัดส่วนการถือครองหุ้นลดลง และทำให้สัดส่วนผู้ถือหุ้นคนไทย 51% ปลดล็อกข้อกล่าวหาเป็นบริษัทต่างชาติที่จะเข้าร่วมประมูล 3G ได้ ขณะที่โครงสร้างผู้ถือหุ้นเดิมของ ดีแทค ก่อนหน้านี้ ประกอบด้วย เทเลนอร์ เอเชีย พีทีเอ จำนวน 42.61%, บริษัท ไทย เทลโค โฮลดิ้ง จำกัด  ถือหุ้น 22.84 %, บริษัท ไทยเอ็นดีวีอาร์ จำกัด ถือหุ้น 10.80%

-กสทช.ออกประกาศครอบงำกิจการ               
    กรอบคิดเรื่อง "ธุรกิจคนต่างด้าว" กับอุตสาหกรรมโทรคมนาคมไทยนั้นขับเคี่ยวกันหนักหน่วง กระแสสังคมและผู้ประกอบการสัญชาติไทย ชี้ว่า ธุรกิจนี้เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์มหาศาล และกลุ่มทุนสื่อสารระดับโลกล้วนเป็นธุรกิจยักษ์ใหญ่ หรือมีรัฐบาลหนุนหลัง จึงควรมีข้อจำกัด "ห้าม" ธุรกิจต่างด้าวเข้ามาแข่งขันในตลาดนี้โดยตรง

    ขณะที่นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย(ทีดีอาร์ไอ) เสนองานวิจัยหลายชิ้น ชี้ว่า บริการโทรคมนาคมเป็นโครงสร้างพื้นฐานและเป็นบริการของสังคมยุคใหม่ที่ควรเปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้มากที่สุด จึงควรเปิดลงทุนเสรีโดยไม่มีข้อจำกัดความเป็น"ธุรกิจต่างด้าว"  เพื่อให้เกิดการแข่งขันมากที่สุด ซึ่งจะทำให้เกิดประสิทธิภาพและราคาถูกสุดสำหรับผู้บริโภค

    ท้ายสุดกสทช. เลือกกรอบคิดแรก จึงออกประกาศ กสทช.เรื่อง การกำหนดข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโดยคนต่างด้าว พ.ศ. 2555  โดยบัญชีข้อห้ามการกระทำที่มีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการ ประกอบด้วย การครอบงำกิจการผ่านการให้คนต่างด้าว ตัวแทน หรือตัวแทนเชิดเข้ามาถือหุ้น ไม่ว่าโดยทางตรงหรือทางอ้อม เพื่อหลีกเลี่ยงประกาศฉบับนี้ และการครอบงำกิจการผ่านการถือหุ้นโดยคนต่างด้าวเอง หรือถือผ่านผู้แทนหรือตัวแทนของคนต่างด้าว โดยหุ้นดังกล่าวมีสิทธิพิเศษในการออกเสียงลงมติในการประชุมผู้ถือหุ้นเกินกว่าสัดส่วนจำนวนหุ้นที่ถือไว้จริง หรือเป็นหุ้นที่มีสิทธิพิเศษเหนือกว่าหุ้นที่ถือโดยผู้มีสัญชาติไทย

    จึงเป็นที่มาของธุรกิจ "สวมเสื้อไทย" ที่ผ่านมายังแต่งตัวไม่เรียบร้อย ต้องแต่งตัวใหม่อีกครั้งเพื่อให้เข้าเกณฑ์ที่กำหนด

-ก้าวต่อไป "ชินคอร์ป"

    ดังทราบกันดีว่า กองทุนเทมาเสกจากสิงคโปร์ เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ "อินทัช" หรือบมจ.ชินคอร์ป โดยถือทางตรงผ่าน บมจ.แอสเพน โฮลดิ้งส์ ที่ถือหุ้นชินคอร์ป 41.62% และทางอ้อมทางซีดาร์ โฮลดิ้งส์ 37.99% ผ่านไซเพรส โฮลดิ้งส์ และกุหลาบแก้ว

    โดยในรายกุหลาบแก้วมีนายสุรินทร์ อุปพัทธกุล นักธุรกิจไทยในมาเลเซีย เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์สอบแล้วชี้ว่า เป็นการถือแทนแฟร์มองท์ อินเวสท์เมนท์ กรุ๊ป ซึ่งเป็น"ต่างด้าว"  จึงทำให้ซีดาร์ โฮลดิ้งส์ มีสถานะเป็น "ต่างด้าว" และต่อเนื่องถึงบมจ.ชินดังกล่าว

    การตัดหุ้นขาย"บิ๊กล็อต" 330 ล้านหุ้น 2 หมื่นล้านบาท เมื่อ 9 มกราคมนี้ เป็นการลดสัดส่วนของซีดาร์ในบมจ.ชินเป็นระลอกที่ 3 แล้ว โดยครั้งแรกขาย 253.5 ล้านหุ้นเมื่อ 18 สิงหาคม 2554 ถัดมา 200 ล้านหุ้น  เมื่อ 19 มกราคม 2555  รวม 3 ครั้ง ซีดาร์ลดการถือหุ้นบมจ.ชินจาก 1,218 ล้านหุ้นเศษ  เมื่อคราวเข้ามาซื้อหุ้นจากครอบครัวชินวัตร ล่าสุดเหลือ 428 ล้านหุ้น คิดเป็น 13.3%

    แต่ในรอบ 8 ปีที่เทมาเสกถือหุ้นชิน ได้รับเงินปันผลไปแล้ว 7.2 หมื่นล้านบาท  ขณะที่ยังมีหุ้นชินคอร์ปที่เหลือในมือที่ถือโดย แอสเพน โฮลดิ้งส์ และที่เหลือใน ซีดาร์ รวมอีก 54.92% คิดเป็นมูลค่าหุ้นเวลานี้ อีก 1.53 แสนล้านบาท

    ถ้านี่เป็นการปลดบ่วงข้อหา "ธุรกิจต่างด้าว" เทมาเสกต้องลดสัดส่วนหุ้นในชินคอร์ปลงสู่เป้าหมาย คือ ไม่เกิน 49%  คือต้องปล่อยหุ้นลดสัดส่วนลงในระยะต่อไปอีกไม่น้อยกว่า 6%  ตามหลังกลุ่มเทเลนอร์ ที่ปรับโครงสร้างผู้ถือหุ้นลงก่อนหน้านี้ โดยดึง"พี่ใหญ่"บุญชัย เบญจรงคกุล กลับสังเวียน
    สำหรับ บมจ.ชิน คอร์ป การขายหุ้นล็อตล่าสุดนำไปสู่ข้อสงสัยที่ว่าใครคือผู้ซื้อที่ไม่ประสงค์ออกนามในครั้งนี้...

จากหนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2,810  วันที่   17 - 19  มกราคม พ.ศ. 2556

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่