ครั้งหนึ่งที่ศิริราช - ตอนที่ 13 “ยังไม่จบ”

ตอนก่อนหน้า
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
ตอนที่ 12 แล้ววันนี้ก็มาถึง - http://pantip.com/topic/13127196
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
กระทู้รวมทุกตอนที่ผ่านมา - http://pantip.com/topic/30017844
+++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++

หลังจากที่หน่องได้มาอยู่ที่ศิริราชแบบปัจจุบันทันด่วนตั้งแต่อายุครรภ์ได้ 26 สัปดาห์ จนถึงวันนี้ 37 สัปดาห์ วันที่หน่องได้ให้กำเนิดเด็กผู้ชายตัวน้อยๆขึ้นมา นับได้ 76 วันเข้าไปแล้วกับการที่ไม่ได้กลับบ้านเลย และต้องใช้ชีวิตอยู่บนเตียงผู้ป่วยเกือบตลอดเวลา มันเกิดจากความรัก ทุ่มเทและความอดทนอย่างสูงที่พร้อมจะทำทุกๆอย่างที่แม่คนหนึ่ง สามารถจะทำเพื่อลูกน้อยคนนี้ได้ และวันนี้ผมได้เห็นรอยยิ้ม ได้เห็นสายตาที่หน่องมองลูกแล้ว ผมไม่รู้จะไปสรรหาคำพูดใดๆมาอธิบายได้ ผมแค่รู้สึกว่าผมทึ่งในตัวเธอ ภรรยาผมสุดยอดจริงๆ เธอสู้จนมาถึงวันนี้ได้ต้องยอมรับครับว่า เวลาที่เรามองคน อย่ามองเพียงเพราะเพศ อย่ามองเพียงเพราะความบอบบางทางร่างกาย  ความรัก ความมุ่งมั่นที่ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรคใดๆของมนุษย์ต่างหากที่ทำให้เรายิ้มได้อย่างวันนี้

ถึงแม้ว่าเรื่องคลอดจะผ่านพ้นไปด้วยดี แต่เรื่องราวของหน่องกับชีวิตในศิริราช ยังไม่จบเพียงเท่านี้ มันยังมีเรื่องที่ต้องเรียนรู้และลุ้นกันต่อไปอีก เรื่องแรกที่ต้องลุ้นจริงๆ ก็คือเรื่องนมแม่นี่ละครับ ผมได้รับคำเตือนจากผู้มีประสบการณ์กับการให้นมแม่มาแล้วว่าให้เตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องนมแม่มาโดยเฉพาะเลย  เพราะคุณแม่อาจจะไม่มีนมให้ลูกกินเลยในช่วงวันแรกๆ และการที่จะให้คุณแม่ผลิตน้ำนมออกมาให้ได้ปริมาณที่มากพอ วิธีที่ตรงไปตรงมาที่สุดคือ ต้องมีการกระตุ้นจากลูกเพื่อให้มีการตอบสนองเป็นน้ำนมผลิตออกมา  คุณแม่อาจจะต้องทรมานเพราะด้วยความที่ลูกหิว ลูกก็จะพยายามดูดๆๆๆนมจากเต้าของคุณแม่ และถ้าคุณแม่ยังไม่สามารถมีนมให้ลูกได้คุณแม่ก็จะเจ็บบริเวณที่ลูกดูดเป็นอย่างมาก และยิ่งลูกดูดแล้วไม่มีน้ำนมให้ลูกกินหรือมีน้อยลูกกินไม่อิ่ม ตัวลูกเองก็จะร้องไห้งอแงด้วยความหิว ช่วงนี้คุณแม่ต้องอดทนกับความเจ็บปวดและใจแข็งมากๆเพื่อให้น้ำนมถูกผลิตออกมาให้ได้ เพราะน้ำนมของแม่มีคุณค่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโตของลูก ทำให้ลูกมีร่างกายแข็งแรงมีภูมิต้านทานโรคที่ดี และลูกจะรู้สึกอบอุ่นเกิดความรักความผูกพันระหว่างแม่กับลูกมากขึ้น  และที่สำคัญในช่วงแรก ๆ น้ำนมของแม่จะเป็น  "นมน้ำเหลือง" ซึ่งเป็นอาหารอันทรงคุณค่ามากสำหรับลูก  นมน้ำเหลืองนี้ จะมีสารโปรตีนมากเป็นสามเท่าของนมธรรมดา และเป็นสารอาหาร ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับลูกที่เพิ่งคลอดออกมา สำหรับหน่องแล้วถ้าสิ่งที่ต้องทำเป็นสิ่งที่ดีที่สุดเพื่อลูกแล้วละก็ หน่องพร้อมเสมอครับ

ผมได้มีการเตรียมตัวเตรียมใจกับเรื่องนี้พอสมควรตั้งแต่ก่อนคลอดแล้ว (มีคนขู่ไว้เยอะเรื่องนี้) เพราะผมเองคงต้องเป็นส่วนหนึ่งที่จะให้กำลังใจหน่องเพื่อทำให้น้ำนมผลิตออกมาให้ได้ภายใน 3 วัน .............................ใช่แล้วครับภายใน 3 วัน เพราะใน 3 วันแรกเด็กทารกยังสามารถอยู่ได้โดยไม่ต้องรับสารอาหารอะไรเพิ่มเติม เรียกได้ว่าสะสมไว้ตั้งแต่ตอนที่อยู่ในครรภ์แล้ว ดังนั้น 3 วันนี้ถ้ายังไม่มีน้ำนมมาให้ลูกก็ไม่เป็นไร มีน้อยกินน้อย ไม่มีเลยก็ยังได้ แต่ยังไงก็ต้องพยายามให้ลูกได้ดูดจากเต้าแม่ทุกครั้งแม้ว่าน้ำนมจะยังไม่ผลิตออกมาก็ตาม ทั้งนี้เพื่อเป็นการกระตุ้นให้มีการผลิตน้ำนมออกมา โดยปกติแล้วน้ำนมจะมาแน่ๆภายใน 3 วัน และนมแม่คืออาหารที่ดีที่สุดที่ธรรมชาติสร้างขึ้นมาแล้ว ถ้าสามารถผลิตน้ำนมให้ลูกดื่มได้จะดีที่สุด

ในกรณีของหน่อง พยาบาลได้สอนวิธีการให้นมในท่านอนเป็นท่าแรก ซึ่งเป็นท่าที่เหมาะสำหรับคุณแม่พึ่งคลอด เพราะคุณแม่อยู่ในท่านอนจึงสามารถพักผ่อนได้เต็มที่  โดยพยาบาลเริ่มพยุงลูกให้คุณแม่ที่กำลังนอนอยู่บนเตียง คุณแม่จะต้องนอนตะแคงข้าง มีหมอนหนุนหลังและศีรษะเอาไว้  ส่วนลูกจะนอนตะแคง หันหน้าเข้าหาหน้าอกแม่ เพื่อให้ปากตรง กับหัวนมแม่ เมื่อลูกอ้าปาก จะได้ดูดหัวนมแม่ได้พอดี

“อดทนหน่อยนะ”  ผมพูดให้กำลังใจหน่องก่อนที่ลุกจะเริ่มดูด

พยาบาลเริ่มจัดท่าให้ลูกอยู่ในท่าที่พร้อมจะเอาปากน้อยๆเข้าไปหาแม่ .....ผมดูไปลุ้นไป ....................

“พี่ตี้ ดูซิลูกพยายามดูดใหญ่เลย”  หน่องเงยหน้ามาหาผมด้วยความตื่นเต้น

ไม่น่าเชื่อเลยพอดูดไปสักพักน้ำนมแม่ก็ไหลออกมา ผิดกับที่ผมคาดการณ์ไว้โดยสิ้นเชิง แม้จะมีปริมาณไม่มากแต่ถ้ามีน้ำนมออกมาบ้าง การกระตุ้นเพื่อให้มีน้ำนมออกมาให้มากขึ้นก็ไม่ใช่เรื่องยากแล้ว ......เรื่องเลยกลายเป็นว่าสิ่งที่คาดการณ์ไว้และได้มีการเตรียมตัวมาอย่างดีกลับกลายเป็นเรื่องสบายๆ ไปเสียนี่

วันแรกหลังคลอด ..................................

ในวันแรกหลังคลอดของหน่องทุกอย่างดูไปได้ดีมากๆ เหมือนกับว่าอุปสรรคทั้งหลายได้ผ่านพ้นไปแล้ว ทุกอย่างเริ่มเข้าที่ ........แต่พอคิดแบบนี้ทีไร ก็มักจะมีอีกเรื่องโผล่ขึ้นมาเสมอ เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นแบบไม่คาดฝันที่ทำให้ผมและภรรยาต้องเผชิญอยู่เสมอ ซึ่งผมเองก็ไม่เข้าใจเหมือนกัน ทำไมต้องเป็นแบบนี้ เหมือนกับบทละครที่สร้างเนื้อเรื่องให้คนดูลุ้นติดตามไปเรื่อยๆว่าจะเกิดอะไรขึ้นอีก ลุ้นไปจนถึงตอนจบของหนังอะไรประมาณนั้น  อย่างเช่นเหตุการณ์ต่อไปนี้ ....... ในวันแรกหลังจากที่พยาบาลมาฝึกให้ลูกกินนมจากแม่แล้ว พยาบาลก็จะให้คุณแม่พักผ่อนเต็มที่ เพราะวันนี้หน่องได้ใช้พลังงานในการคลอดไปเยอะ  ดังนั้นในคืนแรกพยาบาลจะพาลูกกัตส์กลับไปที่ห้องเด็กอ่อนก่อน จากนั้นพรุ่งนี้พยาบาลก็จะพาลูกมาที่ห้องตั้งแต่เช้าเพื่อที่จะให้คุณแม่เป็นคนเลี้ยงดูลูกต่อเอง

ทางศิริราชจะพยายามให้คุณแม่เลี้ยงดูลูกเองเลยตั้งแต่วันแรกๆโดยมีพยาบาลจะคอยสอนทุกๆอย่างที่คุณแม่ต้องทำ เช่น การใส่ผ้าอ้อม การอาบน้ำลูก การสังเกตว่าลูกหิว การให้นม และอื่นๆอีกมากมาย เฉพาะคืนแรกเท่านั้นที่ลูกจะอยู่กับทางพยาบาล ส่วนวันต่อๆมาจะเป็นหน้าที่ของเรากันเองที่จะดูแลลูกเองตลอด 24 ชั่วโมง.....ยิ่งเราได้เลี้ยงเองมากเท่าไรก็จะมีประสบการณ์และรู้วิธีแก้ปัญหาจุกๆจิกๆต่างๆที่เกิดขึ้นกับลูกได้มากเท่านั้น ประสบการณ์ทั้งหมดที่ได้จะช่วยให้คุณพ่อคุณแม่สามารถเลี้ยงดูลูกเบื้องต้นได้ ถ้ากลับบ้านไปก็สามารถนำความรู้ที่ได้นี้ไปใช้ได้เลยซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากจริงๆ ยิ่งผมและหน่องด้วยแล้ว มือใหม่ทั้งคู่ ถ้าได้รับการแนะนำที่ถูกต้องจากประสบการณ์จริงๆกับลูกตัวเองก็จะทำให้เรายิ่งมั่นใจว่าเราสามารถเลี้ยงลูกเราได้เมื่อกลับบ้านไป

ในคืนแรกนี้ทั้งผมและหน่องก็ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเต็มที่และเข้านอนอย่างมีความสุขมาก...มีความสบายใจปนคิดถึงลูกนิดนึง ;P

วันที่สองหลังคลอด ..................................

เช้าวันต่อมาเหตุการณ์ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น หน่องตื่นขึ้นมาด้วยอาการเจ็บที่ต้นขาด้านในทั้งสองข้าง ทีแรกก็ยังไม่มากเท่าไรพอทนได้ ก็ยังไม่ได้ใส่ใจอะไร ยังคงเดินไปมา ดูแลลูกเปลี่ยนผ้าอ้อมลูกและให้นมลูกทุกๆชั่วโมงตามปกติ แต่พอเวลาผ่านไปสักพักขามันยิ่งเจ็บมากขึ้นมากขึ้นเรื่อยๆ แต่หน่องก็ยังพยายามฝืนอุ้มลูก เดินไปมาทั้งๆ ที่เจ็บ ซึ่งก็ทำได้แค่ช่วงแรกครับ เพราะมันกลายเป็นว่ายิ่งเดินก็ยิ่งทำให้ระบมจนถึงขั้นหน่องเดินไม่ไหวครับ เอาว่า แค่ยืนเฉยๆยังไม่ไหวเลย

สาเหตุหลักๆน่าจะมาจากการที่หน่องไม่ได้เดินมานานมาก เนื่องจากต้องนอนอยู่แต่บนเตียงตลอด ทำให้กล้ามเนื้อเส้นเอ็นไม่ถูกใช้เลย และพอหน่องได้ผ่านการคลอดธรรมชาติ มีการเบ่งและการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อตรงช่วงหว่างขาอย่างเต็มที่  ผลก็คือกล้ามเนื้อส่วนนั้นเกิดการอักเสบมาก มากจนเดินไม่ไหว และมีผลทำให้หน่องต้องกลับไปอยู่ในสภาพนอนอยู่บนเตียงเท่านั้นอีกครั้ง ร้องไห้

และในเช้าวันเดียวกันนั้นเอง ทางพยาบาลก็มาเรียกให้หน่องให้ไปฝึกอาบน้ำให้ลูก เพื่อที่คุณแม่มีความเชี่ยวชาญเมื่อกลับบ้านไปจะสามารถอาบน้ำลูกเองได้

แต่หน่องก็รีบบอกอาการของหน่องไปเลยว่า “เจ็บมากเดินไปไม่ไหวจริงๆ”

“งั้น คุณพ่อก็ต้องไปแทน จะได้ช่วยคุณแม่ได้ด้วย” พยาบาลเสนอ

ตัวผมเองเมื่อได้ยินพยาบาลบอกแบบนั้นก็มีแอบเกร็งขึ้นมาทันทีในใจ “จะไหวเหรอเรา”  แต่เมื่อผมมองเห็นหน่องที่กำลังมองมาที่ผมเพื่อดูว่าผมจะตอบอย่างไร ผมก็รู้ว่ามันคงมีคำตอบเดียวจริงๆ

“เอาก็เอา” ผมคิดในใจ

ในความรู้สึกผมคือ ผมรู้ว่าหน่องเหนื่อยมานาน และถ้ามีโอกาสผมก็อยากจะมีส่วนร่วมอะไรก็ได้เพื่อช่วยแบ่งเบาจากหน่องบ้าง และนี่เป็นโอกาสที่ดีที่จะทำอะไรในฐานะคุณพ่อกับเค้าบ้าง ต้องขอบอกว่าเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากๆ ครับ  ทางพยาบาลจะเอาตุ๊กตาเด็กมาอุ้มให้ดู ให้ผมทำตามว่ามือควรจะอยู่ตรงไหน จับยังไงถึงไม่ให้ลูกดิ้นเวลาโดนน้ำ จะจับลูกพลิกหน้าพลิกหลังยังไง เช็ดหัวลูก ทายาให้ลูก รวมถึงใส่ผ้าอ้อมให้ลูก แม้คุณพ่อจะแอบเกร็งไปบ้าง  โดนคุณพยาบาลส่ายหน้ากับท่าทางที่เก้งๆกังๆของผมไปบ้าง แต่ผมก็ภูมิใจนะว่า ผมก็ทำได้เหมือนกันนะ และจากนี้ผมก็รับหน้าที่นี้ไปจนกว่าอาการระบมที่ต้นขาด้านในของหน่องจะลดลง และเดินได้ดีขึ้น

วันที่สามหลังคลอด ..................................

ผ่านไปประมาณ 3 วันหลังจากที่หน่องเพียรพยายามให้นมลูกตลอด มีน้อยบ้างมากบ้างก็ให้ตลอด เพื่อกระตุ้นให้มีน้ำนมเยอะๆลูกจะได้กินอิ่มๆ ในความรู้สึกของผมและหน่องเหมือนกันคือ เรื่องร้ายๆมันผ่านไปแล้ว ไม่มีเรื่องอะไรให้วิตกกังวลมากๆอีกต่อไป ถึงจะเดินไม่ค่อยได้แต่สำหรับหน่องแล้วเรื่องที่ตัวเองจะเป็นโน้นเป็นนี่มันไม่เท่าไรหรอก หน่องยังอยู่ในสภาพรับได้ ขออย่าไปเกิดกับลูกหน่องก็เป็นพอ เพราะในความรู้สึกหน่องตอนนี้ ทุกอย่างที่ทำมาโดยตลอดก็เพื่อให้ลูกกำเนิดขึ้นมาสมบูรณ์แข็งแรงมีความสุข  

จนกระทั่งพยาบาลเดินมาแจ้งว่า “หลังจากสังเกตอาการมาหลายวันพบว่าเด็กมีภาวะตัวเหลืองค่ะ”

“อาการตัวเหลืองจะเริ่มเห็นจากใบหน้าเด็กก่อน แล้วไปที่ตัว ขา และ เท้า” พยาบาลอธิบาย ซึ่งผมกับหน่องดูไม่ออกเลยครับว่าลูกตัวเหลืองแล้ว เราก็แค่รู้สึกว่าไม่เห็นจะเหลืองเลยแถมกินนมแม่ได้อย่างปกติเสียด้วย

พยาบาลอธิบายต่อว่า “แพทย์ต้องเจาะเลือดไปตรวจดูระดับความเหลืองพร้อมกับพาน้องกัตส์ไปรักษาโดยการฉายแสง โดยที่การฉายแสงเป็นการใช้หลอดไฟพิเศษ ที่ให้แสงสีฟ้า ซึ่งสารสีเหลืองที่ผิวหนังจะจับไว้ได้ดี และถูกเปลี่ยนเป็นสารที่ขับออกได้ง่ายทางอุจจาระและปัสสาวะ ภาวะตัวเหลืองในเด็ก ถ้ามีมากๆอาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางสมอง ซึ่งจะทำให้เกิดการชักและมีการทำลายเนื้อสมองอย่างถาวร นอกจากนี้ยังพบว่า 25% มีโอกาสที่จะเกิดภาวะ I.Q. ต่ำ หรือ ความฉลาดลดลงได้ รวมถึงอาจเกิดภาวการณ์ได้ยินผิดปกติได้อีกด้วย”

“ขอพาน้องไปฉายแสงเลยนะค่ะ เพื่อความปลอดภัยของตัวน้องเอง” พยาบาลสรุป

หลังจากนั้นพยาบาลลูกไปฉายแสงแล้ว สังเกตได้ชัดเลยว่าหน่องมีอาการผิดหวังค่อนข้างชัดกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่หน่องเองก็ไม่ได้บ่นอะไรออกมาเลย เพราะสิ่งที่หน่องกำลังจะทำต่อไปคือการดูตารางเวลาให้นมลูกตามที่พยาบาลให้ไว้

“หลังจากที่ลูกถูกฉายแสงแบบนี้ลูกต้องหิวนมแน่ๆเลย หน่องอยากให้นมลูก ให้ลูกได้กินนมของหน่องเองให้มากเท่าที่หน่องจะให้ได้” หน่องบอกผมด้วยสายตาของคุณแม่ที่มุ่งมั่นที่สามารถทำทุกอย่างเพื่อลูกได้

“หน่องอยากให้ลูกได้กินนมจากแม่ ถ้าหน่องไม่ลงไปให้นม พยาบาลคงให้นมผสมกิน และพยาบาลได้บอกว่า การให้นมลูกเป็นวิธีที่จะขับสารสีเหลืองออกจากร่างกายได้ทางหนึ่งด้วย....... หน่องอยากให้ลูกหายเร็วๆ” หน่องบอกด้วยความตั้งใจที่จะให้ลูกได้กินนมแม่ทุกมื้อเท่าที่หน่องจะทำได้

ทางศิริราชจะมีตารางมาให้เลยว่า การฉายแสงในแต่ละรอบจะใช้เวลาประมาณ 2 ชั่วโมง จะมีการหยุดเป็นระยะๆ เพื่อเปิดโอกาสให้คุณแม่ไปให้นมลูกด้วยตัวเอง โดยที่คุณแม่สามารถลงไปให้นมลูกได้ตามรอบที่ทางโรงพยาบาลกำหนดไว้ ซึ่งหนึ่งวันจะมีประมาณ 8 รอบ เริ่มตั้งแต่ ตีสาม หกโมงเช้า เก้าโมงเช้า สิบเอ็ดโมงครึ่ง  บ่ายสามโมง ห้าโมงครึ่ง สามทุ่ม เที่ยงคืน โดยที่คุณแม่จะมีเวลาให้นมลูกประมาณหนึ่งชั่วโมงก่อนที่จะนำลูกกัตส์กลับไปฉายแสงต่อ
แก้ไขข้อความเมื่อ
แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่