ขนุน รู้ว่ามันกำลังอยู่ในอีกโลกหนึ่ง โลกที่เต็มไปด้วยกลิ่นดีๆ สดใสเจิดจ้า โลกที่มันจะไม่ถูกคุกคามจากความหิว ความกระหาย และความเสื่อมถอยของร่างกายที่เป็นไปตามวัย โลกที่มันจะสัมผัสได้ในยามเมื่อหลับตาล้มตัวลงนอน นอกจากโลกทั้งสองที่หมุนเวียนสับเปลี่ยนไปมานี้แล้ว ก็ยังมีอีกโลกหนึ่งรอคอยมันอยู่ โลกที่มันยังไม่รู้จัก แต่เป็นโลกที่มันต้องไปเยือนเมื่อร่างกายนี้ไม่อาจคงอยู่ในโลกทั้งสองอีกต่อไป
ในบางครั้งเมื่อสมองของมันปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็น มันก็เกิดความสงสัยต่อไปอีกว่า ‘แล้วหลังจากนั้นเล่า จะเป็นอย่างไรต่อไป’ ซึ่งมันยังไม่พบคำตอบ หรืออย่างน้อยก็ไม่เคยได้ยินสุนัขตัวใดพูดถึง แต่มันก็ไม่ได้กังวลอะไรมากนักในเรื่องนี้
‘เพราะในที่สุด คำตอบก็จะมาถึง’
มันยกจมูกขึ้นสูดดมไปในอากาศ สายลมพัดพากลิ่นต่างๆ ให้ล่องลอยไปมาในโลกแห่งความฝัน กลิ่นของดิน กลิ่นของชีวิต กลิ่นที่ฉุนเฉียวรุนแรง กลิ่นที่อ่อนโยน กลิ่นที่อ้อยอิ่ง กลิ่นที่ฟุ้งกระจาย แม้แต่อากาศเองก็ยังมีกลิ่นที่แตกต่างหลากหลาย ยิ่งกว่าสีทั้งเจ็ดของแสงมากมายนัก
ทั้ง โลกแห่งกลิ่น และ โลกแห่งแสงสี ถึงแม้จะแตกต่าง แต่ก็เฉิดฉายไม่แพ้กัน
มีกลิ่นแปลกๆ บางอย่างที่มันไม่เคยพบล่องลอยมากับสายลมโชยอ่อน มันให้ความอ่อนโยนในตอนแรก ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด กลิ่นที่ทำให้มันรู้สึกโหยหา กลิ่นที่ทำให้เลือดในกายสูบฉีดด้วยความเร่าร้อน กลิ่นที่ทำให้มันหวนนึกถึงอดีต
‘หรือจะเป็นกลิ่นที่เคยเจอเมื่อตอนที่ยังตัวเล็ก’ แม้จะไม่น่าเชื่อ แต่ในสมองของมันนั้นสามารถจำแนกกลิ่นต่างๆ และจดจำย้อนกลับไปได้ถึงในยามที่มันยังไม่ลืมตาขึ้นดูโลก
สำหรับมันแล้วภาพนั้นเป็นดั่งหมอกควันลวงตา มีเพียงกลิ่นเท่านั้นที่จริงแท้ตลอดกาล
‘ไม่ใช่’ ไม่มีกลิ่นนี้ในตอนที่มันยังตัวเล็กจ้อย ไม่มีกลิ่นนี้แม้แต่ในยามที่มันยังเบียดตัวอยู่กับพี่น้องในถุงน้ำแคบๆ แสนอบอุ่น ฟังเสียงหัวใจของแม่เต้นระรัวเป็นเสียงดนตรี แม้ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็ได้ข้อสรุป
‘มันต้องเป็นกลิ่นจากอดีตกาล กลิ่นที่ฝังอยู่ลึกลงไปยิ่งกว่าในสมอง’
มันคือกลิ่นที่มีมาก่อนที่บรรพบุรุษของ สุนัข กับ มนุษย์ จะได้พบเจอกันเป็นครั้งแรก ณ กลางท้องทุ่งเวิ้งว้าง ในป่ารก หรือบนทุ่งหิมะ ในยามที่ทั้งคู่ต่างแยกเขี้ยวเข้าใส่กัน เป็นสองเผ่าพันธุ์ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ธรรมชาติได้เลือกสรรผู้ที่เหมาะสมจะอยู่รอดต่อไป
มันเป็นกลิ่นเก่าแก่ ก่อนที่ความสัมพันธ์ทั้งหมดจะเริ่มต้นขึ้น ความสัมพันธ์ที่ทำให้พวกสี่ขาอย่างมันต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล พวกมันพากันก้าวออกจากบ้านหลังเก่าในท้องทุ่งกว้าง มาสู่บ้านหลังใหม่ของพวกมนุษย์ พวกมันละทิ้งการต่อสู้ จนในที่สุดพวกมันก็ต้องการความรัก ความห่วงหาจากพวกสองขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
กลิ่นจากอดีตกาลค่อยๆ กระจายเข้าไปในสมองของมัน และอย่างช้าๆ หูของมันก็แว่วยินเสียงหอนอันโหยหวน เสียงที่เศร้าสร้อยเดียวดายจากในหุบเขาลึก เสียงของเหล่าบรรพสุนัขที่ล่วงลับ
ขนุน พลันลืมตาตื่นขึ้นจากความฝัน
“ขนุนลูกแม่ รีบมากินข้าวเร็ว แม่มีของโปรดให้ด้วยนะ” เสียงผู้หญิงที่แสนคุ้นเคยดังมา
มันขยับลุกขึ้น ร่างกายที่ใหญ่โตในตอนนี้ทำให้ทุกคนนึกไม่ออกแล้วว่าครั้งหนึ่งมันเคยตัวเล็กแค่ไหน มันกลับคืนมาสู่โลกแห่งความหิว ความกระหาย และร่างกายที่เริ่มแก่ชราของมันอีกครั้ง มันอยู่ภายในบ้านที่มีรั้วล้อมมิดชิด โลกใบเล็กๆ ของมัน กลิ่นต่างๆ นั้นขมุกขมัว ไม่สดใสเจิดจ้าเหมือนกับโลกในยามที่มันหลับ
“...อยู่ไหนลูก มากินข้าวเร็ว” เสียงเรียกดังขึ้นกว่าเดิม
หางของมันกระดิก ลิ้นห้อย น้ำลายไหลเมื่อนึกถึง อาหาร ผู้หญิงคนนั้น และความรัก ‘หรืออะไรก็ตาม’ ที่รอมันอยู่ เจ้าของ ที่เป็นทั้งหมดของมันในโลกสี่เหลี่ยมเล็กๆ ใบนี้
มันเริ่มออกเดินไปตามเสียงเรียกนั้น
มีอีกเพียงสิ่งเดียวที่มันเฝ้ารอคอย ช่วงเวลาที่ สองขาตัวเล็ก อีกคนหนึ่งจะมาถึง ช่วงเวลาที่มันจะได้ออกเดินไปตามส้นทางแห่งกลิ่นข้างนอกรั้ว ที่ถึงแม้จะไม่เจิดจ้าเหมือนในโลกแห่งฝัน แต่ก็ยังน่าหลงใหลไม่แพ้กัน
มันก้าวเดินไปพร้อมกับอาการปวดสะโพกซึ่งรบกวนมันมาได้พักใหญ่แล้ว ปากของมันอ้าออกเผยให้เห็นช่องว่างอันเกิดจากฟันที่หลุดร่วงหายไปหลายซี่
แม้ดูเหมือนว่าจะยังไม่ถึงเวลาที่มันจะก้าวไปสู่ อีกโลกหนึ่ง นั้น ‘แต่ก็คงใกล้เข้ามาแล้ว’ มันรู้ตัวเองดี ‘นี่แหละชีวิต’
มันออกวิ่งเหยาะๆ พร้อมกับกระดิกหางอย่างร่าเริงเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ลึกลงไปข้างใน กลิ่นจางๆ จากความฝันแห่งบรรพกาล กำลังค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่สมองของมันอย่างช้าๆ
ดวงตาของ ขนุน สะท้อนประกายสีแดงวาววับ ก่อนที่มันจะส่งเสียงขู่คำรามเบาๆ ในลำคอโดยไม่รู้ตัว
#####
คนเฝ้าหนังสือ ตอนที่ 12
ในบางครั้งเมื่อสมองของมันปลอดโปร่งอย่างที่ไม่เคยเป็น มันก็เกิดความสงสัยต่อไปอีกว่า ‘แล้วหลังจากนั้นเล่า จะเป็นอย่างไรต่อไป’ ซึ่งมันยังไม่พบคำตอบ หรืออย่างน้อยก็ไม่เคยได้ยินสุนัขตัวใดพูดถึง แต่มันก็ไม่ได้กังวลอะไรมากนักในเรื่องนี้
‘เพราะในที่สุด คำตอบก็จะมาถึง’
มันยกจมูกขึ้นสูดดมไปในอากาศ สายลมพัดพากลิ่นต่างๆ ให้ล่องลอยไปมาในโลกแห่งความฝัน กลิ่นของดิน กลิ่นของชีวิต กลิ่นที่ฉุนเฉียวรุนแรง กลิ่นที่อ่อนโยน กลิ่นที่อ้อยอิ่ง กลิ่นที่ฟุ้งกระจาย แม้แต่อากาศเองก็ยังมีกลิ่นที่แตกต่างหลากหลาย ยิ่งกว่าสีทั้งเจ็ดของแสงมากมายนัก
ทั้ง โลกแห่งกลิ่น และ โลกแห่งแสงสี ถึงแม้จะแตกต่าง แต่ก็เฉิดฉายไม่แพ้กัน
มีกลิ่นแปลกๆ บางอย่างที่มันไม่เคยพบล่องลอยมากับสายลมโชยอ่อน มันให้ความอ่อนโยนในตอนแรก ก่อนจะค่อยๆ เปลี่ยนไปเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกคุ้นเคยอย่างประหลาด กลิ่นที่ทำให้มันรู้สึกโหยหา กลิ่นที่ทำให้เลือดในกายสูบฉีดด้วยความเร่าร้อน กลิ่นที่ทำให้มันหวนนึกถึงอดีต
‘หรือจะเป็นกลิ่นที่เคยเจอเมื่อตอนที่ยังตัวเล็ก’ แม้จะไม่น่าเชื่อ แต่ในสมองของมันนั้นสามารถจำแนกกลิ่นต่างๆ และจดจำย้อนกลับไปได้ถึงในยามที่มันยังไม่ลืมตาขึ้นดูโลก
สำหรับมันแล้วภาพนั้นเป็นดั่งหมอกควันลวงตา มีเพียงกลิ่นเท่านั้นที่จริงแท้ตลอดกาล
‘ไม่ใช่’ ไม่มีกลิ่นนี้ในตอนที่มันยังตัวเล็กจ้อย ไม่มีกลิ่นนี้แม้แต่ในยามที่มันยังเบียดตัวอยู่กับพี่น้องในถุงน้ำแคบๆ แสนอบอุ่น ฟังเสียงหัวใจของแม่เต้นระรัวเป็นเสียงดนตรี แม้ดูเหมือนไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่มันก็ได้ข้อสรุป
‘มันต้องเป็นกลิ่นจากอดีตกาล กลิ่นที่ฝังอยู่ลึกลงไปยิ่งกว่าในสมอง’
มันคือกลิ่นที่มีมาก่อนที่บรรพบุรุษของ สุนัข กับ มนุษย์ จะได้พบเจอกันเป็นครั้งแรก ณ กลางท้องทุ่งเวิ้งว้าง ในป่ารก หรือบนทุ่งหิมะ ในยามที่ทั้งคู่ต่างแยกเขี้ยวเข้าใส่กัน เป็นสองเผ่าพันธุ์ที่ต้องดิ้นรนต่อสู้เพื่อให้ธรรมชาติได้เลือกสรรผู้ที่เหมาะสมจะอยู่รอดต่อไป
มันเป็นกลิ่นเก่าแก่ ก่อนที่ความสัมพันธ์ทั้งหมดจะเริ่มต้นขึ้น ความสัมพันธ์ที่ทำให้พวกสี่ขาอย่างมันต้องเปลี่ยนแปลงไปตลอดกาล พวกมันพากันก้าวออกจากบ้านหลังเก่าในท้องทุ่งกว้าง มาสู่บ้านหลังใหม่ของพวกมนุษย์ พวกมันละทิ้งการต่อสู้ จนในที่สุดพวกมันก็ต้องการความรัก ความห่วงหาจากพวกสองขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
กลิ่นจากอดีตกาลค่อยๆ กระจายเข้าไปในสมองของมัน และอย่างช้าๆ หูของมันก็แว่วยินเสียงหอนอันโหยหวน เสียงที่เศร้าสร้อยเดียวดายจากในหุบเขาลึก เสียงของเหล่าบรรพสุนัขที่ล่วงลับ
ขนุน พลันลืมตาตื่นขึ้นจากความฝัน
“ขนุนลูกแม่ รีบมากินข้าวเร็ว แม่มีของโปรดให้ด้วยนะ” เสียงผู้หญิงที่แสนคุ้นเคยดังมา
มันขยับลุกขึ้น ร่างกายที่ใหญ่โตในตอนนี้ทำให้ทุกคนนึกไม่ออกแล้วว่าครั้งหนึ่งมันเคยตัวเล็กแค่ไหน มันกลับคืนมาสู่โลกแห่งความหิว ความกระหาย และร่างกายที่เริ่มแก่ชราของมันอีกครั้ง มันอยู่ภายในบ้านที่มีรั้วล้อมมิดชิด โลกใบเล็กๆ ของมัน กลิ่นต่างๆ นั้นขมุกขมัว ไม่สดใสเจิดจ้าเหมือนกับโลกในยามที่มันหลับ
“...อยู่ไหนลูก มากินข้าวเร็ว” เสียงเรียกดังขึ้นกว่าเดิม
หางของมันกระดิก ลิ้นห้อย น้ำลายไหลเมื่อนึกถึง อาหาร ผู้หญิงคนนั้น และความรัก ‘หรืออะไรก็ตาม’ ที่รอมันอยู่ เจ้าของ ที่เป็นทั้งหมดของมันในโลกสี่เหลี่ยมเล็กๆ ใบนี้
มันเริ่มออกเดินไปตามเสียงเรียกนั้น
มีอีกเพียงสิ่งเดียวที่มันเฝ้ารอคอย ช่วงเวลาที่ สองขาตัวเล็ก อีกคนหนึ่งจะมาถึง ช่วงเวลาที่มันจะได้ออกเดินไปตามส้นทางแห่งกลิ่นข้างนอกรั้ว ที่ถึงแม้จะไม่เจิดจ้าเหมือนในโลกแห่งฝัน แต่ก็ยังน่าหลงใหลไม่แพ้กัน
มันก้าวเดินไปพร้อมกับอาการปวดสะโพกซึ่งรบกวนมันมาได้พักใหญ่แล้ว ปากของมันอ้าออกเผยให้เห็นช่องว่างอันเกิดจากฟันที่หลุดร่วงหายไปหลายซี่
แม้ดูเหมือนว่าจะยังไม่ถึงเวลาที่มันจะก้าวไปสู่ อีกโลกหนึ่ง นั้น ‘แต่ก็คงใกล้เข้ามาแล้ว’ มันรู้ตัวเองดี ‘นี่แหละชีวิต’
มันออกวิ่งเหยาะๆ พร้อมกับกระดิกหางอย่างร่าเริงเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ลึกลงไปข้างใน กลิ่นจางๆ จากความฝันแห่งบรรพกาล กำลังค่อยๆ ซึมซับเข้าสู่สมองของมันอย่างช้าๆ
ดวงตาของ ขนุน สะท้อนประกายสีแดงวาววับ ก่อนที่มันจะส่งเสียงขู่คำรามเบาๆ ในลำคอโดยไม่รู้ตัว
#####