Switzerland ดินแดนแห่งความฝัน [Part 1 :Turtmanntal]



สวัสดีค่ะ เพื่อนๆ ทุกคน นี่เป็นกระทู้แรกของเรา ต้องบอกว่ากระทู้นี้เกิดจากเพื่อนๆ และน้องๆ อยากให้เราเขียนในสิ่งที่เราไปประสบพบเจอมา วันนี้เราจึงอยากจะมาแชร์ประสบการณ์และรูปถ่ายที่เราเก็บไว้มากมายเผื่อบางทีอาจจะได้มีประโยชน์สำหรับคนที่ชอบไปท่องเที่ยวตามที่ต่างๆ หรือผู้ที่ชอบการถ่ายภาพ....ก่อนอื่นต้องบอกก่อนเลยว่า เราไม่ใช่ช่างภาพสายแลนด์หรือสายไหน แต่เราเป็นคนนึงที่ชอบถ่ายภาพเป็นชีวิตจิตใจ ถ่ายดะ ถ่ายมั่วมั่ง ถ่ายไปเรื่อย....ยันห้องน้ำ อุ๊บ!! ไม่ได้ท้องเสียนะ แฮะๆ ^^ อ่ะ มาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
  
ต้องขอบอกก่อนว่า เมื่อสมัยวัยละอ่อนน้อย เราก็มีความฝันอยากจะไปเที่ยวรอบโลก เห็นในทีวีนี่แม๊ะมันสวยอะไรเยี่ยงนี้ มีแบบนี้ด้วยหรอในโลกใบนี้ สมัยเด็กน้อยคิดอะไรมองอะไรก็สวยงามเน๊อะ และฝันนั้นก็ถูกสต๊าฟไว้ชั่วขณะ...จนเรียนจบและทำงานได้ 2 ปี เข้าปีที่ 3 อยู่ๆ เราก็เกิดไม่สบายมากจนต้องลาออกจากงาน เดือนสุดท้ายก่อนลาออกเราไปทำงานแค่ 4 วัน ตกอาทิตย์ละวัน จึงตัดสินใจลาออกเพราะไปทำงานไม่ไหว หลังจากที่ลาออกมาก็รักษาตัวอยุ่ 3 ปี และนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราได้เริ่มทำในสิ่งที่ฝันมาตลอดโดยไม่คาดคิด....เรามีน้าอยู่ที่สวิสเซอแลนด์และแกก็มีบ้านและครอบครัวที่นั่น ช่วงที่เราป่วย 2 ปีแรก อาการทรงๆ ทรุดๆ แกก็พยายามอยากให้เราไปอยู่ที่โน่นเผื่ออะไรๆ จะดีขึ้น ตอนนั้นยอมรับเลยว่าใครอยากให้ทำอะไรทำหมด เพราะคิดว่าท่าจะไม่แก่ตายเป็นแน่แท้ ช่วงนั้นก็เริ่มท้อแท้กับสังขาร จึงตัดสินใจไปทำวีซ่าเพื่อจะไปอยู่กับน้าที่สวิส....แต่ทุกอย่างก็ไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด

ต้องเล่าย้อนกลับไปเมื่อประมานกลางปี 2011 ตอนนั้นเราทำเรื่องยื่นขอวีซ่าไปเยี่ยมญาติที่สวิสเซอร์แลนด์ แต่ด้วยปัจจัยหลายอย่างที่เราไม่ทราบ ทำให้เรายื่นวีซ่าในครั้งแรกไม่ผ่าน และทางสถานทูตไม่บอกเหตุผลใดๆ ว่าทำไมเราถึงไม่ผ่าน เราก็พยายามศึกษาและเตรียมเอกสารให้ดีขึ้น เพื่อรอยื่นอุธทรณ์อีก 30 วันถัดมาจากไปยื่นครั้งแรก พอกลับมาบ้านทางสถานทูตก็โทรมาสัมภาษ 2 ครั้ง ออกแนวดุๆด้วย เราก็ยิ่งกลัวๆ และก็รอผลไปอีก 2 อาทิตย์ ผลออกมาคือเราก็ยื่นวีซ่าไม่ผ่านเป็นครั้งที่ 2 ครั้งนี้สถานทูตบอกว่า เราจงใจเข้าประเทศเกิดไปเพราะเอกสารครบเรียบร้อยดี และยังมายื่นใหม่อีกรอบในเวลาติดกัน และทางสถานทูตก็สั่งงดให้เราขอวีซ่าอีก 1 ปี ตอนที่ได้จดหมายตอบกลับมา หน้าชาเลย "งดขอวีซ่า" ตอนนั้นคิดในใจ "ฉันไม่ใช่นักโทษหนีคดีนะ" ตอนนั้นก็เคลียดและก็เสียใจ เสียเงิน เสียเวลา เพราะเป็นการขอยื่นวีซ่าไปต่างประเทศครั้งแรก แล้วเราก็ยื่นเองทำเองไม่รู้เรื่องอะไรเลย ทำตามในเว็บของสถานทูตแนะนำ...แต่มีคนทำเกี่ยวกับเองสารนี้บอกเราว่า สถานะเราโสด เลขอายุกำลังสวย และงานเราไม่มั่นคง เพราะตอนนั้นบอกว่าทำงานกับที่บ้านบวกกับรับถ่ายรูปรับปริญญาเล็กๆ น้อยๆ เขากลัวไปแล้วไม่กลับมา (อันนี้คิดกันเอาเองนะคะ 555) ว่ีซ่าเลยไม่ผ่าน เขาบอกให้เราหางานประจำทำ ตอนนั้นเราก็คิด "เราคงไม่มีโอกาสไปต่างประเทศแล้วล่ะชีวิตนี้" เพราะว่างานเราที่พอทำได้คือรับถ่ายรูป ตอนนั้นพึ่งเริ่มรับงานเล็กๆ และก็ไม่ค่อยสบายด้วย ถ้าหางานประจำก็คงไม่ได้ไปหาน้าเพราะเมืองไทยไม่มีฮอลิเดย์เหมือนต่างประเทศ ก็ได้แต่คิดแล้วก็เครียด จนทำใจแล้วว่าชาตินี้เราคงไม่ได้ไปต่างประเทศแน่ๆ แบบปลงอนิจจังเลยทีเดียว แล้วก็ไม่คิดจะไปเที่ยวเมืองนอกอีก....

1 ปีผ่านไป นับจากวันรู้ผลวีซ่า สุขภาพก็ยังขึ้นๆลงๆ วันนึงน้าเราก็โทรมาบอกว่าไปลองยื่นเรื่องขอวีซ่าอีกครั้งสิ ตอนนั้นเราก็ทำๆไปเพราะว่าน้าบอก เพราะเขาเป็นคนเชิญเราจะให้เราไป และก็คิดว่าโอกาสมาแล้ว ไม่ลองไม่รู้ ลึกๆ ก็คิดว่า"ฉันจะทำไม่ได้เลยหรอคนอื่นเขาก็ไปกันและฉันไม่อยากยอมแพ้ ลองสักตั้งจะเป็นไรไป" แต่ในใจไม่หวังว่าจะต้องได้หรือไม่ได้ ถ้าผ่านก็ดี ไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร แต่การยื่นครั้งนี้ไม่ได้ต่างจากเดิมเลย ขั้นตอนเหมือนเดิม มีแค่เอกสารแน่นกว่าครั้งก่อนนิดหน่อย คือเพิ่มเอกสารแสดงสถานะว่าเรากลับมาไทยแน่ๆ พอวันไปยื่นเอกสารเขาไม่สัมภาษอะไรเลย ถามแค่ว่าไปนานเท่าไหร่ ไปทำอะไร ไปหาใคร แล้วเราก็กลับมารอฟังผลลที่บ้าน....อีก 2 อาทิตย์ถัดมามีจดหมายส่งเอกสารมาให้เราส่งไปให้ญาติที่อยู่สวิส เอาไปทำไรก็ไม่รู้ รู้แต่ให้เราส่งไปให้พร้อมลายเซนในเอกสาร เราก็ส่งไป รออีกประมาน เกือบ 3 อาทิตย์ ญาติเราโทรมาบอกว่า ทางสถานทูตที่สวิสแจ้งมาบอกแล้วว่าวีซ่าผ่าน แต่ทางไทยยังไม่แจ้งอะไร.....ตอนนั้นญาติเราก็ดีใจกันหมด แต่มีแค่เราที่ยังไม่วางใจ เพราะมีบทเรียนเมื่อตอนยื่นครั้งแรก ตอนนั้นบอกตัวเองว่าต้องขอเห็นวีซ่าเป็นๆ กับตาถึงจะบอกว่า วีซ่าผ่านแล้ว!! หลังจากทราบว่าทางโน้นผ่านเรียบร้อยแล้ว เราก็ไปยื่นคิวฟังผลที่สถานทูต กว่าจะได้คิวก็หลายวันเกือบอาทิตย์ พอถึงวันนัด เขาให้เอาพาสปอร์ตไปยื่นฟังผล ปรากฏว่า เราเอาพาสปอร์ตไปผิดเล่มคร๊า!! เป็นเล่มเก่าที่หมดอายุ แล้วเจ้าหน้าทีก็ถามว่า"กลับไปเอาทันไหม" เลยตอบไปว่า "ไม่ทันค่ะ" เพราะตอนนั้นอีก 30 นาที สถานทูตจะปิดแล้ว ยังไงไม่ทันแน่ๆ เจ้าหน้าที่เลยบอกว่าพรุ่งนี้หนูมาใหม่นะ ตอนนั้นเหงือแตกเลย เพราะเหลืออีก 2 วัน จะเป็นวันเดินทางแล้ว จะทันมั๊ย! เผื่อวีซ่าไม่ผ่านจะยังไง และถ้าผ่านนั่นหมายความว่า พรุ่งนี้มาฟังผล มะรืนต้องเดินทาง แล้วเราก็กลับบ้านด้วยอาการตุ้มๆต่อมๆ เช้าวันรุ่งขึ้นก็แหกขี้ตาตื่นไปตามนัดแต่เช้าพร้อมพาสปอร์ต พอไปยื่น เจ้าหน้าทีแซวว่า อ่าว!! ไม่ผิดเล่มแล้วนิ่ เราคิดในใจ "แหะๆ คุณป้า จะให้หนูมาทำไมบ่อยๆ" แล้วเจ้าหน้าทีก็ยื่นพาสปอร์ตให้ เราก็ค่อยๆ ลุ้นเปิดดู ฮูเร่!!! วีซ่าผ่านแว้ว หน้าบานตื่นเต้นดีใจ 2 ปีที่รอคอย สุดท้ายก็พยายามจนสำเร็จ!! ยิ้ม)) ในที่สุด สวิสเซอร์แลนด์ ดินแดนแห่งความฝัน ฉันจะไปได้เยื่อนจริงๆ แล้วนะ....แล้ววันถัดมาก็ซื้อของฝากพร้อมก็เก็บกระเป๋าตาเหลือกเลยคร๊า ทำเอาเบลอจนลืมแลกเงินอีก ด้วยความเหนื่อยและเพลียมากหลับตั้งแต่เครื่องยังไม่ออก ช่วงระหว่างการบินไม่ขอรับอาหารด้วย นี่หลับยาวจากสนามบินสุวรรณภูมิยันซูริกเลย จนแอร์ต้องมาปลุกให้ตื่น....แล้วก็รีบงัวเงียไปเอากระเป๋าที่ไหนยังไงไม่รู้เรื่องเลย อาศัยเดินตามคนในเครื่องที่มาด้วยกัน จำๆ เอาว่าเราคุ้นหน้าใคร....แล้วพอเรียกสติกลับมาได้ อ้าวป้ายก็มีบอกนี่หว่า...งานนี้เอาตัวรอดไปได้อย่างหวุดหวิด อิอิ

ปล.กระทู้นี้เราจะเขียนเล่าตอนที่เราไปสวิสครั้งแรกคือปี 2013 ระหว่างช่วงเดือนกันยายน ช่วงนั้นเป็นปลายฤดูร้อนจะเข้าสู้ฤดูใบไม้ร่วงของสวิส และเราก็ได้มีโอกาสไปสวิสอีกครั้งที่ 2 คือ ปลายเดือนมกราคม ปี 2015 ที่ผ่านมา แล้วเราจะค่อยๆ เล่าแต่ละที่ที่ไปเจอมานะคะ.....จริงๆ เรามีเพจอยู่แล้วทำไว้เพื่อโพสรูปไว้เป็นบันทึกความทรงจำและอยากจะให้รูปเรามีประโยชน์กับผู้อื่นบ้างดีกว่าเก็บไว้เฉยๆ แต่เราจะเขียนเป็นแนวให้กำลังใจแทน ไม่ค่อยได้เขียนเล่าเรื่องราวยาวๆ แบบนี้.... OK!!  Let's Go ไปชมสถานที่ท่องเที่ยวกันดีกว่า


Turtmanntal : ตู๊ดมันตาล เทือกเขาแห่งวัฒนธรรม
นี่เป็นสถานที่แรกที่เราไปได้เที่ยวและได้เก็บภาพเลยนะ เพราะว่าอยู่ใกล้กับบ้านน้า ขับรถไป 40 นาที ก็ถึงละ ทางขึ้นเขาก็ไม่ได้วกวนอันตรายอะไรมากมาย สบายๆ ชิวๆ เป็นภูเขาที่อยู่ที่เมือง Tutmann, Walliss Switzerland มีความสูงประมาน 2,875 เมตร โดยประมาน (ถ้าจำไม่ผิดนะ...แต่แนะนำให้ไปลองหาในกูเกิลเพิ่มเติมนะ)


ภาพนี้เดินมาจากที่จอดรถ จะมองเห็นอยู่ไกลๆ สังเกตดูในรูปซ้ายมือจะมีทางเดินเล็กๆ เพื่อที่จะเดินขึ้นเขาไปดูธารน้ำแข็งที่บนยอดเขา


ตรงนี้คือเขื่อนกั้นน้ำ เพราะเวลาน้ำแข็งจากยอดเขาละลายกลายเป็นน้ำจะไหลลงมาข้างล่าง


นี่เป็นระหว่างทางที่จะเดินไปดู glacier ขอบอกว่าระหว่างทางที่เดินไปถ่ายรูปไป เห็นอากาศดีแบบนี้ขอบอกว่าอากาศร้อนมาก กลับมาหน้าไหม้เลย นี่ก็จัดเต็มทุกวิว เพราะธรรมมันสวยจนทำให้เราลืมห่วงสวยไปเลย คริๆ ยิ้ม







ที่นี่นักท่องเที่ยวไม่ค่อยมากนัก เพราะว่าเป็นที่ที่ไม่ค่อยดังเหมือน matterhorn ถ้าใครไปเที่ยวสวิสคงรู้จักกันดี อิอิ ส่วนใหญ่จะเป็นคนแถบใกล้เคียงมาเดินป่า hikes กัน เขามาเดินกันวันๆเลยก็มี บางทีเป็นคุณลุงคุณป้ามาเดินกัน โอ้ว!! ไอ้เราเห็นแล้วก็อาย เขาแข็งแรงกันจุงเบย...



ที่ Turtmanntal ที่เรียกว่าภูเขาวัฒนธรรม เพราะว่าช่วงฤดูร้อนเขาจะมีการปล่อยวัวขึ้นมาเลี้ยงบนภูเขา หรือเรียกกันว่า Kultur เขาจะเอาวัวขึ้นมาเลี้ยงบนภูเขาช่วงปลายฤดูร้อนก็จะปล่อยวัวกลับลงไปตามบ้านที่เลี้ยงวัว เพราะที่นี่ถือว่าเป็นโอโซนชั้นดี ทำให้ต้นหญ้า ธัญพืชต่างๆ ที่ขึ้นบนภูเขาเป็นพืชที่ดี เขาว่ากันว่าถ้าวัวได้กินยาดี ได้รับกาศดีๆ วัวก็จะอารมดีและจะผลิตน้ำนมที่ดี แล้วเขาก็เอานมวัวไปทำชีทก็จะได้ชีทที่มีคุณภาพ...."โอ้ว รู้สึกอิจฉาวัว เบาๆ" และตามไหลเขาจะสังเกตเห็นมีบ้านน้อยกลางเขา ที่นี่เขาเรียกว่า ชาเล่ เอาไว้อาศัยตอนมาเลี้ยงวัว

โอ้ว ว.วัว ตัวใหญ่มว๊ากกก หนักประมาน 700 kg ได้ ตอนช่วงปลาย sumer เขาจะเอาวัวลงและมีเทศกาลชนวัว เขาก็จะเอาวัวพวกนี้ไปชนกัน


เวลาวัวคึกทีนี่ก็น่ากลัวนะคะครัช เพราะวัวนี้เป็นพันวัวชน ถ้านึกไม่ออกก็อารมเหมือนไก่ชนบ้านเราอะ





ระหว่างทางเจอผีเสื้อด้วย สวยมาก นี่คร๊อบมาให้ดูนะคะ จริงๆ ยืนถ่ายอยู่ไกลเบย




แท๊น แทน!! ข้างหน้าของเราคือ ยอดเขา Turtmanntal ซึ่งบนยอดด้านบนจะเป็น glacier มีหิมะบกคลุมทั้งปี  ที่นี่เรียกว่า 7 Stien (ภาษาเยอรมันนะคะ อ่านว่า ซีเบน ชไตน์)

ที่เรียกว่า 7 Stien เพราะมีหิมะบางส่วนละลายไหลลงมาผ่านหินประมาน 7 ชั้น เป็นน้ำที่สามารถรับประทานได้เลย และคนที่นี่เชื่อว่าน้ำนี้สามารถดื่มเพื่อรักษาสุขภาพได้ เพราะถือว่าเป็นน้ำที่บริสุทธิ์จากธรรมชาติจาก glacier ที่สะสมมาหลายสิบปี....ดูกันชัดๆ ซิ ว่ามี 7 ชั้นจริงป่าว อิอิ

แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่