[นิยายจีน] ตำนานไซซี บทที่ 3 : สองเงา

กระทู้สนทนา
ตอนก่อนหน้า :

บทที่ 1 วิหคสวรรค์ : http://pantip.com/topic/30360119
บทที่ 2 เจริญวัย : http://pantip.com/topic/30383464

คนหนึ่งงามประดุจรักเร่ฉ่ำน้ำหลังฝน
คนหนึ่งงามดังโบตั๋นชุ่มน้ำค้างยามรุ่งอรุณ
ล้วนแต่หน้าตาสะสวย อรชรอ่อนช้อยทั้งคู่...)

                                (ผู้แปลจากตำนานจีน : อดุลย์  รัตนมั่นเกษม)




เงาจากบ่อน้ำ สะท้อนทุกอย่างตามความเป็นจริง กิ่งหลิวปลิวไหวตามแรงลมอยู่ด้านหลังราวกับจะชะเง้อแลตาม การต่อสู้ที่ไร้อาวุธ การตัดสินด้วยการยอมรับของทั้งสองฝ่าย มุมบนของบ่อน้ำสะท้อนเปลวแดดเป็นประกาย มือของเจิ้งตันยังคล้องอยู่กับแขนของไซซี แก้มของสองดรุณีค่อยๆ แดงระเรื่อขึ้นมาและต่างตะลึงลานจนไม่กล้าขยับตัว ภาพของสองนางยิ่งดูยิ่งซึ้งตรึงใจ ดูไปก็คล้ายดอกรักเร่วางประดับเคียงกับดอกโบ๋ตัน ผู้คนผ่านมาพบต่างพลันต้องหยุดมองด้วยความเสน่หา ไซซีเองก็แทบลืมหายใจเมื่อเห็นสองเงาที่ปรากฏอยู่เคียงกันบนผิวน้ำ นางอยากให้ผิวน้ำคงรูปได้นานเท่านาน เพื่อเก็บภาพแห่งความทรงจำติดตัวตลอดไป

ไซซีคิดได้เพียงเท่านั้นก็พลันได้ยินเสียงถอนหายใจของเจิ้งตัน นางเป็นฝ่ายเบือนหน้าออกไปก่อน

“ข้าจะกลับล่ะ”
เห็นท่าทีทดท้อของอีกฝ่าย ไซซีอดเหนี่ยวรั้งไว้ไม่ได้ รีบร้องบอก

“ช้าก่อน”

“เจ้ายังมีอะไรอีก”
เจิ้งตันหันมากัดฟันถาม

“ก็ ตอนก่อนจะมาที่บ่อน้ำ ท่านพูดอะไร แล้วนี่จะมาจากไปเฉยๆ”

“ฮึ ยังจะมาพูดดี เจ้าเองก็รู้อยู่แก่ใจ ดอกรักเร่บานฉ่ำไหนเลยจะสู้โบตั๋นแรกแย้มได้”

เจิ้งตันกล่าวอย่างผู้แพ้ ความงามของตนถึงจะงามหยาดเยิ้ม ไหนเลยจะเทียบได้กับความงามบริสุทธิ์ผุดผ่องของไซซี อีกทั้งเมื่อตนเป็นผู้ออกปากท้าประลองแล้วยังประสบความปราชัยอย่างย่อยยับ ก็กลับอดสูเกินกว่าจะยอมรับความพ่ายแพ้นั้น

“ท่านพี่พูดอะไร ข้าไม่ได้ต้องการคำตัดสิน ข้าเพียงต้องการให้ท่านยอมรับเป็นพี่สาวข้า จะได้หรือไม่”

“หือ พี่สาวเจ้า”

“ใช่ซี ในสายตาของข้า ท่านงดงาม เฉิดฉัน และสง่าผ่าเผย ส่วนข้าไม่มีอะไรเลย ไม่เชื่อลองมาดูเท้าข้าซี เท้าข้าใหญ่เพราะต้องเดินไปซักผ้าทุกวัน ดูเท้าของท่านพี่ก่อน สองข้างรวมกันจะเท่าเท้าข้าข้างหนึ่งไหม”

เจิ้งตันฟังแล้วงงงัน จากนั้นก็พลันหัวเราะร่า

“ดูสิ เจ้าเอาอะไรมาพูด เท้าของเจ่เจ้ไม่ได้ลีบแบนขนาดนั้น จะได้ยืนไม่ติดพื้นกันพอดี”
ไซซียิ้มบ้าง

“ดีจริง พี่เจิ้งตันยอมรับเป็นเจ่เจ้ ม่วยม่วยไซซีขอคารวะ”
ว่าพลางค้อมกายลง เจิ้งตันยิ้มส่ายหน้าอย่างจนปัญญาปฏิเสธ

“ก็ได้ วันนี้เราเป็นงี่เจ้-งี่ม่วย(พี่น้องร่วมสาบาน)กัน โดยมีบ่อน้ำนี้เป็นพยาน วันข้างหน้ามีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน ตกลงไหม”

“ตกลง”

ไซซียิ้มแย้มเบิกบาน เจิ้งตันลอบกริ่งเกรงเสี่ยวม่วยของนางอยู่ในใจ ไซซีมิได้มีดีแต่เพียงหน้าตา แต่ยังมีสติปัญญาและคารมที่ฉลาดเฉลียว กิริยาแช่มช้อยอ่อนหวานก็มิใช่การเสแสร้งแกล้งปั้น  คิดได้เช่นนั้น เจิ้งตันจึงได้แต่ยอมรับสัมพันธไมตรีอันดีไว้ ด้วยไม่รู้จะขัดขืนไปทำไม

มิตรภาพของสองนางหลังการประลองคล้ายดังพลังวัตรไร้รูปร่าง ไร้ขอบเขต ชาวบ้านต่างหลบอยู่ตามสุมทุมพุ่มไม้โดยไม่กล้าโผล่หน้ามาขัดจังหวะ พลันนั้นคนขายถ่านเหยียบกิ่งไม้หักดัง เป๊าะ ! ไซซีและเจิ้งตันจึงค่อยเฉลียวใจว่ามีคนอยู่บริเวณนั้นด้วย

“เอาล่ะ พวกเราแยกย้าย ทางใครทางมันดีกว่า”

“จ้ะ แล้วพบกันใหม่นะพี่เจิ้งตัน”

“อื้อ ได้เลย น้องไซซี”

เมื่อสองดรุณีแยกย้ายกันกลับบ้านใครบ้านมันแล้ว ชาวบ้านตามสุมทุมพุ่มไม้ค่อยโผล่ออกมามุงดูรอบบ่อ

“ดูสิ ภาพของทั้งสองนางยังประทับตราอยู่บนผิวน้ำอยู่เลย”

ชาวบ้านคนหนึ่งหันมาบอกเพื่อนที่ยังเดินมาไม่ถึง

“โอ... หรือจะเป็นปาฏิหาริย์”

เพื่อนที่เดินมาไม่ถึงนั้นพลันเชื่อเสียก่อนแล้ว

“ปาฏิหาริย์บิดาเจ้า ข้าให้จินตนาการ เจ้านึกออกไหม จินตนาการ”

“ตกลงมารดาเจ้า เรามาจินตนาการกันเถิด”

ชาวบ้านสนทนากันอย่างครื้นเครง ใครเลยจะรู้ว่า หลังจากนั้นอีกนานแสนนาน บ่อน้ำนั้นได้กลายเป็นสถานที่ในตำนาน ดึงดูดนักท่องเที่ยวจำนวนมหาศาลมารับฟังเรื่องเล่าเมื่อกาลครั้งหนึ่งนานแสนนานมาแล้ว ยังมีสองดรุณีมาชะโงกดูเงาในบ่อน้ำ จากนั้น ก็สุดแท้แต่ชาวบ้านจะแต่งเติมกันไปตามประสา...
....
....
....

ทางด้านไซซี เมื่อเดินออกจากหมู่บ้านเหมาเจียปู้ นางยังต้องแวะไปยังริมลำธารที่ตากผ้าทิ้งไว้แต่เช้า เพื่อเก็บผ้าและขนกลับบ้าน

ที่ริมลำธารนั้น นางเห็นบุรุษร่างใหญ่ผู้หนึ่ง อายุรุ่นราวคราวพ่อ บุรุษผู้นี้ไม่ใช่คนในหมู่บ้าน เห็นชัดว่าเป็นคนแปลกหน้า แต่ก็ไม่รู้สึกว่าเป็นภัย  ลักษณะการแต่งกายของเขาก็ไม่ใช่คนอดอยากยากไร้ ราวตากผ้าอยู่ไม่ไกล แต่ต้องเดินผ่านชายผู้นี้เสียก่อน  ไซซีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง แต่สิ่งที่ทำให้เด็กสาวตัดสินใจเดินเข้าไป ก็เพราะเห็นได้ชัดว่าเขากำลังนั่งตกปลาอยู่

“นั่นท่านทำอะไร”

ชายแปลกหน้าไม่ตอบคำถาม เขาถือคันเบ็ดอยู่หนึ่งคัน นั่งนิ่งเหมือนรูปปั้น ไม่ส่งเสียง ไซซีจึงเดินไปที่ริมฝั่งและชะโงกหน้าไปที่ลำธาร หมู่ปลาได้เห็นหน้าไซซีก็ต่างแหวกว่ายดำดิ่งหายไปจนเกือบหมด

“ทีนี้ท่านก็ไม่มีปลาให้ตกแล้ว ข้าว่า ท่านไปที่ลำธารอื่นดีกว่า”

คนตกปลาเห็นปรากฏการณ์ประหลาดจึงค่อยหันมามอง หนวดดกครึ้มของชายแปลกหน้าทำให้นึกถึงซินแสหรือไม่ก็นักพรตตามป่าตามเขา ท่าทางของบุรุษผู้นี้ดูหิวโหยและอ่อนเพลียเล็กน้อย เด็กสาวเห็นหน้าซินแสชราแล้วก็อดเวทนาไม่ได้ นางหยิบหมั่นโถในย่ามส่งให้ด้วยความรู้สึกผิด

“เอาอย่างนี้นะ ท่านกินหมั่นโถวของข้าแทนเถอะ”
ซินแสชราเอ่ยขอบใจแล้วรับหมั่นโถไปกัดทีละคำ เขาค่อยๆ ละเลียดกินหมั่นโถจนหมดแล้วค่อยยกคันเบ็ดขึ้นมาวางพาดบนบก คันเบ็ดนั้นไม่มีสายและไม่มีเหยื่อ

“อ้าว ท่านไม่ได้ตกปลาหรอกหรือ”
ซินแสชราส่ายหน้า เขาล้วงเข้าไปในย่ามของตนบ้าง จากนั้นหยิบไข่มุกเม็ดเล็กๆ แต่กลมเกลี้ยงและเนื้อดีไร้ที่ติให้ไซซีเม็ดหนึ่ง

“นี่ค่าหมั่นโถวของเจ้า”
ไซซีเห็นหมั่นโถวในมือซินแสชราแล้วสะบัดศีรษะไปมาสองหน

“ข้าไม่ได้ขายหมั่นโถว ข้าเพียงอยากให้ท่านเลิกตกปลา บางทีท่านรับทานหมั่นโถวแล้วถูกใจ ท่านพึงนำไข่มุกนี้ไปแลกหมั่นโถวที่ตลาด อาจแลกได้เป็นพันลูก”

วาจาฉะฉานของไซซี รับกับดวงหน้าที่นวลเนียนหมดจด ทำให้ซินแสชราไพล่คิดไปถึงสาวงามในวัง ที่ต่างพริ้มเพราด้วยเครื่องประดับและเครื่องประทินโฉม เด็กสาวตรงหน้าสวยสว่างไร้ไฝฝ้า ปราศจากรอยตำหนิราวกับไข่มุกเม็ดงาม น้ำใจและถ้อยคำยิ่งประเสริฐกว่าหน้าตา นับประสาอะไรกับสาวชาววังทั้งหลายที่ได้พานพบ

เบื้องหน้าชายผู้นี้ถึงกับเคยมีนางสนมในวัง 108 คนมายืนอยู่ตรงหน้า ทั้งหมดมีหน้าตาสะสวยแต่ก็เต็มไปด้วยจริตจก้าน แต่ละคนต่างหัวร่อต่อกระซิกทำทีท่าชม้ายชายตา

ภาพในอดีตถาโถมเข้ามา ในเวลาเพียงชั่วลัดนิ้วมือนั้น...
...

...
...


* •..,..,..• * * •..,..,..• * * •..,..,..• * * •..,..,..• *

แสดงความคิดเห็น
Preview
อ่านกระทู้อื่นที่พูดคุยเกี่ยวกับ  แต่งนิยาย