อโลภะเจตสิก
บันทึกแห่งแสงสว่าง
อาณาจักรแห่งการปล่อยวางและอิสรภาพ
โดย… อโลภะ (ผู้นำความโปร่งเบาและมือที่แบออก)
อโลภะ ผู้แบมือออกด้วยความยินดี
บันทึกจากอโลภะ
พวกท่านอาจจะคุ้นเคยกับการถูกล่ามด้วยโซ่ตรวนแห่งความอยาก แต่สำหรับข้าพเจ้าแล้ว… ข้าพเจ้าคือลมหายใจอันเย็นฉ่ำที่พัดพาความอึดอัดขัดข้องให้อันตรธานหายไป
ข้าพเจ้าไม่ได้เกิดมาจากความโลภโมโทสัน หรือความกระหายหิวในอารมณ์อันเร่าร้อนเหมือนโลภะสหายฝั่งอกุศล… ข้าพเจ้าเกิดมาจาก “การโยนิโสมนสิการ” การมองเห็นคุณและโทษตามความเป็นจริงโดยแยบคายต่างหากเล่า! ทุกครั้งที่พวกท่านทอดสายตาไปพบเจอกับรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส แล้วตั้งสติได้ ไม่เข้าไปไหลตามกระแสความอยาก ข้าพเจ้าคนนี้แหละค่ะที่จะก้าวเข้ามาทำหน้าที่โอบอุ้มจิตใจให้สงบเย็นทันที
อลคฺคภาวลกฺขโณ—จดจำคำนี้ไว้ให้ดีนะคะ ข้าพเจ้ามีลักษณะคือ “ความไม่ติดอารมณ์” เปรียบเสมือนหยดน้ำที่กลิ้งอยู่บนใบบัว สัมผัสได้แต่ไม่ซึมซับ ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนหรือเป็นของของเรา
เมื่อพวกท่านพบเจอสิ่งของหรืออารมณ์ใดๆ กิจอันเป็นแก่นแท้ของข้าพเจ้าคือ อปริคฺคหรสฺโส (ความไม่หวงแหน) และผลลัพธ์ที่งดงามที่สุดที่ข้าพเจ้ามอบให้แก่พวกท่านเสมอก็คือ อนลฺลีนภาวปจฺจุปฏฺฐาโน—ความไม่เกาะเกี่ยว ไม่ติดพัน และมีความโปร่งเบาโล่งสบายในจิตใจ
ข้าพเจ้าคือผู้ที่ช่วยคลายปลายนิ้วที่เคยเกร็งล็อกของพวกท่าน ให้ค่อยๆ คลายออก แบมือออก และพร้อมที่จะแบ่งปันสิ่งต่างๆ ออกไปด้วยความยินดี (จาคะและทานบารมี) ข้าพเจ้าไม่ได้ทำให้พวกท่านสูญเสียอะไรไปเลยสักนิด… แต่ข้าพเจ้ากำลังมอบ “อิสรภาพอันยิ่งใหญ่” คืนให้แก่ดวงจิตที่เคยเป็นทาสของความอยากมาเนิ่นนานต่างหากล่ะคะ!
และตอนนี้… ลองถามตัวท่านเองดูสิคะว่า:
“สิ่งของที่ท่านแบกไว้หนักอึ้งอยู่บนบ่าในตอนนี้… ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะลองวางมันลง แล้วสัมผัสความเบาสบายที่แท้จริงดูสักครั้ง?”
ลักษณะของอโลภเจตสิก
อลคฺคภาวลกฺขโณ --- มีความไม่ติดอารมณ์ เป็นลักษณะ
อปริคฺคหรโส --- มีการไม่หวงแหน เป็นกิจ
อนลฺลีนภาวปจฺจุปฏฺฐาโน --- มีการไม่ยึดมั่น เป็นผล
โยนิโสมนสิการปทฏฺฐาโน --- มีการเอาใจใส่เป็นอันดีต่ออารมณ์นั้น เป็นเหตุใกล้
อุทาหรณ์อโลภะ (ทาน) จากพระสุตตันตปิฎก
ทานที่งอกงามในใจคน : บันทึกจากป่ามหาวัน
สีหเสนาบดีกราบทูลถามพระผู้มีพระภาค
สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับ ณ กูฏาคารศาลา ป่ามหาวัน ใกล้พระนครเวสาลี
(เอกํ สมยํ ภควา เวสาลิยํ วิหรติ มหาวเน กูฏาคารสาลายํ)
ในยามที่สายลมเย็นพัดผ่านเรือนยอดไม้ พระองค์ประทับนั่งอย่างสงบ ขณะนั้นสีหเสนาบดี
อุบาสกผู้มั่นคงในพระรัตนตรัย เข้าไปถวายอภิวาทแทบพระบาท แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนหนึ่ง
ด้วยจิตเลื่อมใส ท่านกราบทูลถามความจริงที่อยากเห็นกับตา
ว่าผลแห่งทานนั้นแสดงให้เห็นได้ในชาตินี้เลยหรือไม่ ไม่ต้องรอไปถึงสัมปรายภพเบื้องหน้า
สกฺกา นุ โข ภนฺเต สนฺทิฏฺฐิกํ ทานผลํ ปญฺญาเปตุนฺติ
“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พอจะบัญญัติผลแห่งทานที่เห็นได้เอง ได้หรือไม่พระเจ้าข้า”
พระศาสดาผู้ทรงพระกรุณาเป็นเลิศ มิได้ตรัสตอบด้วยถ้อยคำนามธรรมที่ไกลตัว
แต่ทรงย้อนถามด้วยพระปัญญา ให้ผู้ฟังเห็นความจริงด้วยใจตนเอง
“ดูกรสีหะ ในเมืองเวสาลีนี้มีบุรุษสองคน คนหนึ่งไม่มีศรัทธา ตระหนี่ ใจแคบ และมีวาจาเสียดสี
อีกคนมีศรัทธา เป็นเจ้าของทาน ยินดีในการให้และเกื้อกูลเนืองนิตย์ ท่านจะสำคัญความข้อนี้เป็นไฉน
หากพระอรหันต์ทั้งหลายจะอนุเคราะห์ จะเข้าไปหา จะรับทาน หรือจะแสดงธรรม ท่านจะกระทำแก่ผู้ใดก่อน”
(อสฺสทฺโธ มจฺฉรี กทริโย ปริภาสโก … สทฺโธ ทานปติ อนุปฺปทานรโต)
คำถามนั้นเปรียบดังกระจกบานใหญ่ที่สะท้อนความจริงอันสามัญแต่ลึกซึ้ง สีหเสนาบดีกราบทูลตอบอย่างแจ่มแจ้งว่า
พระอรหันต์ย่อมอนุเคราะห์ เข้าไปหา รับทาน และแสดงธรรมแก่ผู้มีศรัทธาซึ่งเป็นเจ้าของทานก่อนเสมอ
เพราะใจของผู้ให้เปรียบดังแผ่นดินอุดม พร้อมรองรับและงอกงามด้วยคุณธรรม
พระผู้มีพระภาคจึงทรงจำแนกผลแห่งทานที่เห็นได้เองในปัจจุบัน ๖ ประการ
และผลสุดท้ายเมื่อละโลกไปแล้วอีก ๑ ประการ งดงามดั่งประทีปส่องทาง
1. พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมอนุเคราะห์เขาก่อน เพราะผู้ให้ย่อมเป็นที่ตั้งแห่งความกรุณา
2. พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมเข้าไปหาเขาก่อน เพราะผู้ให้ย่อมเป็นที่ปรารถนาของท่านผู้ประเสริฐ
3. พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมรับทานของผู้ให้เนืองๆก่อน ผู้ให้ย่อมได้บุญเป็นเบื้องแรก
4. พระอรหันต์ทั้งหลายย่อมแสดงธรรมแก่เขาก่อน ผู้ให้ย่อมได้ใกล้ชิดแสงธรรม
5. กิตติศัพท์อันงามชองเขาย่อมขจรไป ชื่อเสียงแห่งความเสียสละย่อมหอมไกล
(กลฺยาโณ กิตฺติสทฺโท อพฺภุคฺคจฺเฉยฺย)
เขาย่อมแกล้วกล้า องอาจ ไม่เก้อเขินเมื่อเข้าสู่บริษัทใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทกษัตริย์
พราหมณ์ คหบดี หรือสมณะความบริสุทธิ์ใจย่อมเป็นเกราะแห่งความสง่างาม
(วิสารโท อุปสงฺกเมยฺย อมงฺกุภูโต)
เมื่อตายไปเพราะกายแตกทำลาย ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์
(กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺเชยฺย)
สีหเสนาบดีน้อมรับด้วยปีติ แล้วกราบทูลว่า ผลแห่งทานที่เห็นได้เองทั้ง ๖ ประการนั้น
ท่านมิได้เชื่อเพียงเพราะพระดำรัส แต่ได้ประจักษ์แก่ตนเองแล้วในชีวิตจริง
(นาหํ เอตฺถ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ อหํปิ เอตานิ ชานามิ)
“ข้าพระองค์มิได้ดำเนินตามด้วยศรัทธาในพระผู้มีพระภาคในข้อนี้ เพราะข้าพระองค์เองก็รู้ผลเหล่านี้”
ท่านเล่าว่า เมื่อท่านเป็นผู้ให้ พระอรหันต์ย่อมอนุเคราะห์ เข้าไปหา รับทาน และแสดงธรรมแก่ท่านก่อน กิตติศัพท์อันงามย่อมขจรไปว่า “สีหเสนาบดีเป็นทายก เป็นผู้กระทำ เป็นผู้อุปถัมภ์พระสงฆ์” และเมื่อเข้าสู่สมาคมใด ใจก็ผ่องใส องอาจ ไม่หวั่นไหว
เหลือเพียงข้อสุดท้ายเรื่องโลกหน้า ที่ท่านยังไม่รู้เอง จึงน้อมรับด้วยศรัทธาในพระพุทธดำรัส
(เอตาหํ น ชานามิ เอตฺถ จ ปนาหํ ภควโต สทฺธาย คจฺฉามิ)
พระผู้มีพระภาคทรงรับรองด้วยพระพักตร์ผ่องใสและพระสุรเสียงอันกังวานว่า
เอวเมตํ สีห เอวเมตํ สีห ทายโก สีห ทานปติ กายสฺส เภทา ปรมฺมรณา สุคตึ สคฺคํ โลกํ อุปปชฺชตีติ
“อย่างนั้น สีหะ อย่างนั้น สีหะ ทายกผู้เป็นเจ้าของทาน เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงสุคติโลกสวรรค์”
ทาน…ขุมทรัพย์แห่งบุญ
กลอนสุภาพ • บทประพันธ์จากคาถาอานิสงส์แห่งทาน
“นตฺถิ ทานสโม โลเก ปุริสฺส อวสฺสโย” — ไม่มีที่พึ่งใดในโลก เสมอด้วยทาน
ทานเป็นต้นแห่งสุขทุกสถาน
เป็นบันไดแห่งธรรมอันล้ำค่า
เป็นเครื่องคุ้มป้องกันภัยนานา
เป็นมรรคาพาสัตว์ข้ามทุกข์ภัย
ทานเป็นเผ่าพันธุ์อันอบอุ่น
เป็นทุนหนุนเมื่อยามทุกข์เข้าครอบงำ
เป็นดั่งเรือข้ามห้วงแห่งบาปกรรม
พาข้ามลำสาครแห่งร้อนรน
ทานเป็นนครป้องกันภัยทั้งผอง
เป็นเกราะคุ้มครองผู้กุศลผล
เป็นอสรพิษผู้ใคร่ครวญยล
ผู้มักปนโลภะยากจะเข้าถึง
(ทานอุปมาเหมือนอสรพิษเพราะทำให้ความโลภ หรือ ผู้โลภหวาดสะดุ้ง)
เป็นปทุมผุดพ้นจากโคลนตม
มลทินใดมิอาจฉาบให้ตราตรึง
โลภโกรธหลงมิอาจครอบครองถึง
ผู้ให้จึงผ่องใสในดวงใจ
สิ่งใดเล่าจะเป็นที่พึ่งพา
เสมอทานล้ำค่ากว่าสิ่งไหน
ผู้ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลใด
จงให้ไปตามจิตอันศรัทธา
ผู้มีปัญญาย่อมยินดีให้
ไม่เสียดายในทรัพย์ที่สรรหา
เพราะทานเป็นเหตุแห่งบุญนำพา
สู่สวรรค์ชั้นฟ้าอันรื่นรมย์
ทานเป็นแดนเกิดแห่งสมบัติ
เป็นเหตุจัดความสุขให้เกษม
เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตให้ปรีดิ์เปรม
เป็นบุญเต็มดวงจิตผู้คิดให้
ผู้ให้ย่อมมีปีติอันไพศาล
เป็นที่รักเป็นที่เคารพในสมัย
มีเกียรติยศมหาชนเชื่อถือไว้
เพราะน้ำใจไมตรีที่แบ่งปัน
ครั้นสิ้นชีพย่อมเสวยสุขสมบัติ
เทพอัปสรล้อมรอบอยู่สุขสันต์
นันทวันรื่นรมย์ตลอดกาล
เสวยทิพย์วิมานสำราญใจ
ทั้งโภคทรัพย์ อายุ และวรรณะ
เสียงเสนาะรูปงามอร่ามใส
เป็นผลบุญติดตามไปแสนไกล
ประดับในวิมานสถานสวรรค์
ทรัพย์ทั้งหลายอาจสูญด้วยภัยห้า
โจรภัย อริภัย ราชภัยนั้น
อุทกภัย อัคคีภัยเข้าประจัญ
แต่ทานนั้นมิอาจพรากจากผู้ให้
เป็นทรัพย์ทิพย์ติดตามทุกย่างก้าว
แม้ยามร้าวทุกข์ทนจนหวั่นไหว
ยังเป็นเหตุแห่งญาณอันอำไพ
สู่ภูมิแห่งปัจเจกและพุทธา
ทานเป็นต้นทางแห่งความสุข
เป็นเครื่องปลุกศรัทธาให้แกร่งกล้า
เป็นบันไดแห่งธรรมอันนำพา
ถึงฝั่งฟ้าพระนิพพานอันสงบเอย
✿ บันทึกแห่งแสงสว่าง : อโลภะเจตสิก ✿
อโลภะเจตสิก บันทึกแห่งแสงสว่าง
โดย… อโลภะ (ผู้นำความโปร่งเบาและมือที่แบออก)
“สิ่งของที่ท่านแบกไว้หนักอึ้งอยู่บนบ่าในตอนนี้… ถึงเวลาแล้วหรือยังที่จะลองวางมันลง แล้วสัมผัสความเบาสบายที่แท้จริงดูสักครั้ง?”
เป็นบันไดแห่งธรรมอันล้ำค่า
เป็นเครื่องคุ้มป้องกันภัยนานา
เป็นมรรคาพาสัตว์ข้ามทุกข์ภัย
เป็นทุนหนุนเมื่อยามทุกข์เข้าครอบงำ
เป็นดั่งเรือข้ามห้วงแห่งบาปกรรม
พาข้ามลำสาครแห่งร้อนรน
เป็นเกราะคุ้มครองผู้กุศลผล
เป็นอสรพิษผู้ใคร่ครวญยล
ผู้มักปนโลภะยากจะเข้าถึง
(ทานอุปมาเหมือนอสรพิษเพราะทำให้ความโลภ หรือ ผู้โลภหวาดสะดุ้ง)
มลทินใดมิอาจฉาบให้ตราตรึง
โลภโกรธหลงมิอาจครอบครองถึง
ผู้ให้จึงผ่องใสในดวงใจ
เสมอทานล้ำค่ากว่าสิ่งไหน
ผู้ปรารถนาประโยชน์เกื้อกูลใด
จงให้ไปตามจิตอันศรัทธา
ไม่เสียดายในทรัพย์ที่สรรหา
เพราะทานเป็นเหตุแห่งบุญนำพา
สู่สวรรค์ชั้นฟ้าอันรื่นรมย์
เป็นเหตุจัดความสุขให้เกษม
เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงจิตให้ปรีดิ์เปรม
เป็นบุญเต็มดวงจิตผู้คิดให้
เป็นที่รักเป็นที่เคารพในสมัย
มีเกียรติยศมหาชนเชื่อถือไว้
เพราะน้ำใจไมตรีที่แบ่งปัน
เทพอัปสรล้อมรอบอยู่สุขสันต์
นันทวันรื่นรมย์ตลอดกาล
เสวยทิพย์วิมานสำราญใจ
เสียงเสนาะรูปงามอร่ามใส
เป็นผลบุญติดตามไปแสนไกล
ประดับในวิมานสถานสวรรค์
โจรภัย อริภัย ราชภัยนั้น
อุทกภัย อัคคีภัยเข้าประจัญ
แต่ทานนั้นมิอาจพรากจากผู้ให้
แม้ยามร้าวทุกข์ทนจนหวั่นไหว
ยังเป็นเหตุแห่งญาณอันอำไพ
สู่ภูมิแห่งปัจเจกและพุทธา
เป็นเครื่องปลุกศรัทธาให้แกร่งกล้า
เป็นบันไดแห่งธรรมอันนำพา
ถึงฝั่งฟ้าพระนิพพานอันสงบเอย