วิโรจน์ สงสัย โจรเผด็จการแก้กฎหมายง่าย แต่โสภณ ตีตกร่างที่ ประชาชนเข้าชื่อเสนอ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5966694
.
.
วิโรจน์ สงสัย โจรเผด็จการแก้กฎหมายง่าย แต่โสภณ ตีตกร่างที่ ประชาชนเข้าชื่อเสนอ
.
วันที่ 8 พฤศจิกายน นาย
วิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
ทำไมโจรเผด็จการแก้กฎหมายได้อย่างง่ายดาย แต่ประชาชนกลับถูกปิดกั้น
.
ผมสงสัยจริงๆ ครับว่า ตกลงแล้วประเทศไทยของเรานั้น อำนาจอธิปไตยยังเป็นของปวงชนชาวไทยจริงหรือไม่ หรือว่าแท้ที่จริงแล้วประเทศของเรายังคงตกอยู่ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหาร
.
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม คณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้ออกคำสั่งฉบับที่ 41 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2519 แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพิ่มโทษจำคุกในความผิดหลายฐานที่เกี่ยวข้องกับ “การแสดงความคิดเห็นของประชาชน” โดยไม่เคยผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเลย
.
50 ปีผ่านไป เมื่อประชาชนเกือบ 60,000 คน ต้องการแก้ไขกฎหมายที่คณะรัฐประหารทิ้งไว้ กลับถูกนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัยไม่ให้ริเริ่มเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
.
เหตุผลของนายโสภณ คือ การกำหนดโทษอาญาเป็นอำนาจของรัฐ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หมวด 6 แต่ถ้าพิจารณามาตรา 64 ซึ่งอธิบายสถานะของแนวนโยบายแห่งรัฐ และมาตรา 68 ซึ่งกำหนดให้รัฐจัดระบบกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ก็ไม่มีข้อความในสองมาตรานี้ที่ห้ามประชาชนเสนอร่างกฎหมายซึ่งมีผลต่ออัตราโทษอาญา
.
รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ได้กำหนดให้รัฐปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็น และวางหลักว่า พึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง
.
ยิ่งไปกว่านั้น พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2564 มาตรา 6 ยังระบุว่าร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอจะต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของมาตรา 77 อีกด้วย มาตรานี้จึงเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักในการขอทบทวนความจำเป็นและความได้สัดส่วนของโทษอาญา และเมื่อพิจารณาร่วมกับมาตรา 26 และ 34 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ จึงมีเหตุผลที่จะตีความว่าการเสนอแก้ไขอัตราโทษในความผิดเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นอาจอยู่ในขอบเขตของหมวด 3 ได้
.
ผมเข้าใจว่าคงจะมีความกังวลอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่คณะรัฐประหารมีการเพิ่มอัตราโทษจากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ซึ่งเคยมีคำวินิจฉัยทำนองเดียวกันมาแล้วเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2555 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ไม่รับร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอ เพราะเห็นว่าไม่เข้าข่ายหมวดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่การตีความในครั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องและต้องถูกใช้เป็นบรรทัดฐานเสมอไป
.
อยากให้นายโสภณคิดดูว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่คู่ระบอบประชาธิปไตยไปตลอดกาล ไม่ควรเลยที่จะให้โจรที่ก่อการรัฐประหารเป็นผู้กำหนดโทษ ควรจะให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของชาติได้มีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จะสมพระเกียรติยศมากกว่า
.
รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 (3) รับรองสิทธิของประชาชนไม่น้อยกว่า 10,000 คน ในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และ มาตรา 34 ก็ยังรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน และการสื่อความหมาย
.
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วผมก็สงสัยว่าการเสนอให้ลดโทษจำคุกที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญตรงไหน
.
พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2564 มาตรา 8 ให้อำนาจประธานสภาพิจารณาร่างกฎหมายที่ประชาชนริเริ่มเสนอได้ก็จริง แต่ประธานสภาไม่ควรตีความอย่างคับแคบจนประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิได้
.
ที่สำคัญ การที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะสามารถแก้กฎหมายได้ทุกอย่างตามอำเภอใจ เพราะยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและลงมติของรัฐสภาตามปกติ
.
ถ้า ส.ส. ไม่เห็นด้วยกับการลดโทษ ก็สามารถอภิปรายคัดค้านและลงมติไม่เห็นชอบได้อยู่แล้ว ทำไมจึงต้องปิดประตู ไม่ให้ประชาชนมีโอกาสเสนอร่างเข้าสู่กระบวนการตั้งแต่แรก
.
ผมอยากให้นายโสภณลองพิจารณาดูนะครับว่า เรื่องนี้มันย้อนแย้งขนาดไหน ตอนคณะรัฐประหารใช้กำลังปล้นอำนาจจากประชาชน สามารถออกคำสั่งแก้กฎหมายเพิ่มโทษจำคุกประชาชนได้โดยไม่ต้องถามใคร แต่เมื่อประชาชนต้องการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอให้ทบทวนโทษจำคุกที่คณะรัฐประหารเคยกำหนดไว้ กลับต้องมาเผชิญการตีความที่ปิดกั้นสิทธิของตนเอง
.
ผมไม่ได้เรียกร้องให้รัฐสภาต้องเห็นชอบกับร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ ผมเพียงเรียกร้องให้ประชาชนได้ใช้สิทธิในการเสนอร่างกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้
.
เพราะในระบอบประชาธิปไตย อำนาจที่เกิดจากการปล้นอำนาจประชาชน ไม่ควรได้รับการปกป้อง ในขณะที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจกลับถูกปิดกั้นไม่ให้เสนอแก้ไขกฎหมายที่คณะรัฐประหารทิ้งไว้
.
ถ้าเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผมเกรงว่าอำนาจนิติบัญญัติกำลังส่งสัญญาณที่อันตรายต่อสังคมว่า “ถ้าอยากแก้ไขกฎหมาย ต้องใช้รถถังเท่านั้น” ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่สามารถยอมรับได้ แล้วเราจะสอนลูกหลานให้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติรัฐได้อย่างไรครับ
.
ประชาชนที่มีความคิดก้าวหน้า และมีความสามารถ คงไม่สนับสนุนการทำรัฐประหารอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาจะทำก็คือ การออกไปเติบโตและแสวงหาความก้าวหน้าในประเทศอื่น ที่พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และปล่อยให้ประเทศไทยของเรากลายเป็นประเทศต้องสาปที่ไม่มีวันพัฒนาได้เลย ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid038L9TX1XfS4SD1ityZr9QvLpYvZkZfU1bobNZhMP7jMANN9bzV7w9rQUFt3C36oBcl
.
.
ศศินันท์ ซัด โสภณ ปัด 6 หมื่นชื่อไม่รับร่างลบมรดก 6 ตุลาฯ ชี้กระทบสิทธิปชช.โดยตรง จี้รัฐคืนความเป็นธรรมคดีการเมือง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5966464
.
‘ศศินันท์’ ซัด ‘โสภณ’ เมิน 6 หมื่นเสียง ปัดตกร่างกฎหมายล้างมรดก 6 ตุลาฯ ชี้เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพปชช.โดยตรง แนะ ทบทวนคำวินิจฉัย-ชง สส.ทุกพรรคยื่นประกบ จี้ ‘รัฐบาล’ เร่งคืนความเป็นธรรมผู้ตกหล่นจากคดีแสดงออกทางการเมือง
.
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน น.ส.
ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นาย
โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำวินิจฉัยไม่รับร่างพระราชบัญญั ติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญเกือบ 6 หมื่นคน ว่า การกำหนดบทลงโทษทางอาญาที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ย่อมเป็นเรื่องที่ผูกพันกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่ออกหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้เข้าไปแก้ไขเพิ่มอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญาถึง 12 ฐานความผิด ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการแสดงออก การสื่อสาร และการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และดูหมิ่นศาล
.
น.ส.
ศศินันท์ กล่าวต่อว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเดิมตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่คำสั่งของคณะรัฐประหารฉบับที่ 41 ได้ปรับเพิ่มโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวเลขในตัวบทกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนชะตากรรมและผลกระทบทางกฎหมายที่ประชาชนต้องเผชิญจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก
.
น.ส.
ศศินันท์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ และการสื่อความหมาย เมื่อกฎหมายกำหนดโทษต่อการแสดงออก การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวย่อมเชื่อมโยงโดยตรงกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าร่างกฎหมายนี้มีบทลงโทษทางอาญาหรือไม่ แต่คือร่างกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่
.
“
หากการแก้ไขกฎหมายอาญาทุกฉบับถูกตีความว่าเป็นเรื่องอำนาจรัฐโดยตรงจนประชาชนไม่สามารถริเริ่มเสนอกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ สิทธิการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนตามรัฐธรรมนูญจะยังมีความหมายอะไร และอำนาจของประธานสภาฯ ไม่ควรถูกนำมาใช้ตัดตอนเจตจำนงของประชาชนเช่นนี้” น.ส.ศศินันท์ กล่าว
.
น.ส.
ศศินันท์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ที่จบไปแล้ว แต่บาดแผลจากมรดกรัฐประหาร 6 ตุลายังคงส่งผลกระทบและขังอิสรภาพของประชาชนอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยยังมีผู้ถูกคุมขังในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกทางการเมืองหรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างน้อย 51 คน ในจำนวนนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 ถึง 33 คน และมีผู้ที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีถึง 23 คน ขณะที่สถิติคดีมาตรา 112 จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วไม่น้อยกว่า 228 คดี ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอัตราโทษจากคำสั่งคณะรัฐประหารเมื่อ 50 ปีก่อน ยังคงส่งผลต่อชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน
.
น.ส.
ศศินันท์ กล่าวอีกว่า แม้ปัจจุบันจะมี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 บังคับใช้แล้ว แต่กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับดังกล่าว กลับมีข้อยกเว้นไม่ครอบคลุมคดีมาตรา 112 แม้กระทั่งกรณีของเยาวชนที่กระทำความผิดขณะอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำให้มีประชาชนจำนวนมากยังคงตกหล่นและต้องเผชิญกับผลพวงของกฎหมายที่มาจากคำสั่งรัฐประหาร ในฐานะทนายความที่เคยว่าความคดีเหล่านี้
.
น.ส.
ศศินันท์ กล่าวด้วยว่า ตนเข้าใจดีว่าโทษจำคุกไม่ใช่แค่ตัวเลขในคำพิพากษา แต่หมายถึงเวลาชีวิตที่สูญหาย ความแตกสลายของครอบครัว และอนาคตที่ไม่อาจเรียกคืน ความปรองดองที่แท้จริงย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลและรัฐสภายังปล่อยให้กฎหมายจากยุคมืดส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของประชาชนโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการทบทวน
.
น.ส.
ศศินันท์ กล่าวอีกว่า ฉะนั้น ตนจึงขอเสนอแนะ 3 ข้อ เพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว คือ 1.ประธานสภาฯ ควรทบทวนคำวินิจฉัย พร้อมทั้งเปิดเผยบันทึกเหตุผลและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายอย่างครบถ้วนและโปร่งใสต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจได้ 2.สภาผู้แทนราษฎรต้องเปิดพื้นที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ โดยควรผลักดันผ่านช่องทางการเสนอร่างกฎหมายของ สส. จากทุกพรรคการเมือง เพื่อนำหลักการยกเลิกมรดกกฎหมายจากคณะรัฐประหารเข้าสู่การถกเถียงในรัฐสภาอย่างเป็นทางการ และ 3.รัฐบาลต้องเร่งคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ตกหล่น โดยเฉพาะผู้ที่ยังคงถูกคุมขังหรือได้รับผลกระทบจากคดีความที่มีมูลเหตุมาจากการแสดงออกทางการเมือง
.
“
50 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เราไม่ควรปล่อยให้มรดกจากวันนั้นยังเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายด้วยอิสรภาพของตัวเอง และเสียงของประชาชนเกือบ 60,000 คนที่ร่วมกันลงชื่อตามรัฐธรรมนูญ ไม่ควรถูกหยุดยั้งไว้เพียงเพราะดุลพินิจและการตีความของคนเพียงคนเดียว” น.ส.
ศศินันท์ กล่าว.
JJNY : วิโรจน์สงสัย โจรเผด็จการแก้กม.ง่าย│ศศินันท์ซัดโสภณ│เฉลิมพงศ์ดักทางปราบมาเฟีย│สหรัฐหวั่นจีนล้วงความลับชิปเอไอ
https://www.matichon.co.th/politics/news_5966694
.
วิโรจน์ สงสัย โจรเผด็จการแก้กฎหมายง่าย แต่โสภณ ตีตกร่างที่ ประชาชนเข้าชื่อเสนอ
.
วันที่ 8 พฤศจิกายน นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
ทำไมโจรเผด็จการแก้กฎหมายได้อย่างง่ายดาย แต่ประชาชนกลับถูกปิดกั้น
.
ผมสงสัยจริงๆ ครับว่า ตกลงแล้วประเทศไทยของเรานั้น อำนาจอธิปไตยยังเป็นของปวงชนชาวไทยจริงหรือไม่ หรือว่าแท้ที่จริงแล้วประเทศของเรายังคงตกอยู่ภายใต้อำนาจของคณะรัฐประหาร
.
ย้อนกลับไปเมื่อปี 2519 หลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม คณะรัฐประหารที่เรียกตัวเองว่า “คณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน” ได้ออกคำสั่งฉบับที่ 41 เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2519 แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพิ่มโทษจำคุกในความผิดหลายฐานที่เกี่ยวข้องกับ “การแสดงความคิดเห็นของประชาชน” โดยไม่เคยผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎรเลย
.
50 ปีผ่านไป เมื่อประชาชนเกือบ 60,000 คน ต้องการแก้ไขกฎหมายที่คณะรัฐประหารทิ้งไว้ กลับถูกนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร วินิจฉัยไม่ให้ริเริ่มเข้าชื่อเสนอกฎหมาย
.
เหตุผลของนายโสภณ คือ การกำหนดโทษอาญาเป็นอำนาจของรัฐ เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ หมวด 6 แต่ถ้าพิจารณามาตรา 64 ซึ่งอธิบายสถานะของแนวนโยบายแห่งรัฐ และมาตรา 68 ซึ่งกำหนดให้รัฐจัดระบบกระบวนการยุติธรรมให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ ก็ไม่มีข้อความในสองมาตรานี้ที่ห้ามประชาชนเสนอร่างกฎหมายซึ่งมีผลต่ออัตราโทษอาญา
.
รัฐธรรมนูญ มาตรา 77 ได้กำหนดให้รัฐปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็น และวางหลักว่า พึงกำหนดโทษอาญาเฉพาะความผิดร้ายแรง
.
ยิ่งไปกว่านั้น พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2564 มาตรา 6 ยังระบุว่าร่างกฎหมายที่ประชาชนเสนอจะต้องสอดคล้องกับหลักเกณฑ์ของมาตรา 77 อีกด้วย มาตรานี้จึงเป็นเหตุผลที่มีน้ำหนักในการขอทบทวนความจำเป็นและความได้สัดส่วนของโทษอาญา และเมื่อพิจารณาร่วมกับมาตรา 26 และ 34 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งคุ้มครองสิทธิเสรีภาพ จึงมีเหตุผลที่จะตีความว่าการเสนอแก้ไขอัตราโทษในความผิดเกี่ยวกับการแสดงความคิดเห็นอาจอยู่ในขอบเขตของหมวด 3 ได้
.
ผมเข้าใจว่าคงจะมีความกังวลอยู่ที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่คณะรัฐประหารมีการเพิ่มอัตราโทษจากเดิมจำคุกไม่เกิน 7 ปี เป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปีถึง 15 ปี ซึ่งเคยมีคำวินิจฉัยทำนองเดียวกันมาแล้วเมื่อวันที่ 11 ตุลาคม 2555 นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานสภาผู้แทนราษฎรในขณะนั้น ไม่รับร่างแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอ เพราะเห็นว่าไม่เข้าข่ายหมวดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 แต่การตีความในครั้งนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะถูกต้องและต้องถูกใช้เป็นบรรทัดฐานเสมอไป
.
อยากให้นายโสภณคิดดูว่า ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นกฎหมายที่มีเจตนารมณ์เพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ให้ดำรงอยู่คู่ระบอบประชาธิปไตยไปตลอดกาล ไม่ควรเลยที่จะให้โจรที่ก่อการรัฐประหารเป็นผู้กำหนดโทษ ควรจะให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยของชาติได้มีส่วนร่วมในการเสนอแก้ไขกฎหมายเพื่อปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ จะสมพระเกียรติยศมากกว่า
.
รัฐธรรมนูญ มาตรา 133 (3) รับรองสิทธิของประชาชนไม่น้อยกว่า 10,000 คน ในการเข้าชื่อเสนอกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับหมวด 3 ว่าด้วยสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย และ มาตรา 34 ก็ยังรับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน และการสื่อความหมาย
.
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วผมก็สงสัยว่าการเสนอให้ลดโทษจำคุกที่เกี่ยวข้องกับการแสดงความคิดเห็นของประชาชน ไม่เกี่ยวข้องกับสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญตรงไหน
.
พ.ร.บ.การเข้าชื่อเสนอกฎหมาย พ.ศ.2564 มาตรา 8 ให้อำนาจประธานสภาพิจารณาร่างกฎหมายที่ประชาชนริเริ่มเสนอได้ก็จริง แต่ประธานสภาไม่ควรตีความอย่างคับแคบจนประชาชนไม่สามารถใช้สิทธิได้
.
ที่สำคัญ การที่ประชาชนเข้าชื่อเสนอกฎหมาย ไม่ได้หมายความว่าประชาชนจะสามารถแก้กฎหมายได้ทุกอย่างตามอำเภอใจ เพราะยังต้องผ่านกระบวนการพิจารณาและลงมติของรัฐสภาตามปกติ
.
ถ้า ส.ส. ไม่เห็นด้วยกับการลดโทษ ก็สามารถอภิปรายคัดค้านและลงมติไม่เห็นชอบได้อยู่แล้ว ทำไมจึงต้องปิดประตู ไม่ให้ประชาชนมีโอกาสเสนอร่างเข้าสู่กระบวนการตั้งแต่แรก
.
ผมอยากให้นายโสภณลองพิจารณาดูนะครับว่า เรื่องนี้มันย้อนแย้งขนาดไหน ตอนคณะรัฐประหารใช้กำลังปล้นอำนาจจากประชาชน สามารถออกคำสั่งแก้กฎหมายเพิ่มโทษจำคุกประชาชนได้โดยไม่ต้องถามใคร แต่เมื่อประชาชนต้องการใช้สิทธิตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอให้ทบทวนโทษจำคุกที่คณะรัฐประหารเคยกำหนดไว้ กลับต้องมาเผชิญการตีความที่ปิดกั้นสิทธิของตนเอง
.
ผมไม่ได้เรียกร้องให้รัฐสภาต้องเห็นชอบกับร่างกฎหมายฉบับนี้นะครับ ผมเพียงเรียกร้องให้ประชาชนได้ใช้สิทธิในการเสนอร่างกฎหมายตามที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้
.
เพราะในระบอบประชาธิปไตย อำนาจที่เกิดจากการปล้นอำนาจประชาชน ไม่ควรได้รับการปกป้อง ในขณะที่ประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจกลับถูกปิดกั้นไม่ให้เสนอแก้ไขกฎหมายที่คณะรัฐประหารทิ้งไว้
.
ถ้าเราปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ผมเกรงว่าอำนาจนิติบัญญัติกำลังส่งสัญญาณที่อันตรายต่อสังคมว่า “ถ้าอยากแก้ไขกฎหมาย ต้องใช้รถถังเท่านั้น” ซึ่งไม่ใช่ความคิดที่สามารถยอมรับได้ แล้วเราจะสอนลูกหลานให้เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย และหลักนิติรัฐได้อย่างไรครับ
.
ประชาชนที่มีความคิดก้าวหน้า และมีความสามารถ คงไม่สนับสนุนการทำรัฐประหารอยู่แล้ว แต่สิ่งที่พวกเขาจะทำก็คือ การออกไปเติบโตและแสวงหาความก้าวหน้าในประเทศอื่น ที่พวกเขามีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ และปล่อยให้ประเทศไทยของเรากลายเป็นประเทศต้องสาปที่ไม่มีวันพัฒนาได้เลย ซึ่งผมไม่อยากให้เกิดขึ้นเลย
.
https://www.facebook.com/wirojlak/posts/pfbid038L9TX1XfS4SD1ityZr9QvLpYvZkZfU1bobNZhMP7jMANN9bzV7w9rQUFt3C36oBcl
.
.
ศศินันท์ ซัด โสภณ ปัด 6 หมื่นชื่อไม่รับร่างลบมรดก 6 ตุลาฯ ชี้กระทบสิทธิปชช.โดยตรง จี้รัฐคืนความเป็นธรรมคดีการเมือง
https://www.matichon.co.th/politics/news_5966464
.
‘ศศินันท์’ ซัด ‘โสภณ’ เมิน 6 หมื่นเสียง ปัดตกร่างกฎหมายล้างมรดก 6 ตุลาฯ ชี้เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพปชช.โดยตรง แนะ ทบทวนคำวินิจฉัย-ชง สส.ทุกพรรคยื่นประกบ จี้ ‘รัฐบาล’ เร่งคืนความเป็นธรรมผู้ตกหล่นจากคดีแสดงออกทางการเมือง
.
เมื่อวันที่ 8 พฤศจิกายน น.ส.ศศินันท์ ธรรมนิฐินันท์ สส.กทม. พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่นายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร มีคำวินิจฉัยไม่รับร่างพระราชบัญญั ติ (พ.ร.บ.) ยกเลิกคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ลงวันที่ 21 ตุลาคม 2519 ซึ่งมีประชาชนร่วมเข้าชื่อเสนอกฎหมายตามรัฐธรรมนูญเกือบ 6 หมื่นคน ว่า การกำหนดบทลงโทษทางอาญาที่จำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น ย่อมเป็นเรื่องที่ผูกพันกับสิทธิเสรีภาพของประชาชนโดยตรง โดยคำสั่งคณะปฏิรูปการปกครองแผ่นดิน ฉบับที่ 41 ที่ออกหลังเหตุการณ์ 6 ตุลาคม 2519 ได้เข้าไปแก้ไขเพิ่มอัตราโทษในประมวลกฎหมายอาญาถึง 12 ฐานความผิด ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับการแสดงออก การสื่อสาร และการวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งความผิดฐานหมิ่นประมาทพระมหากษัตริย์ หมิ่นประมาทบุคคลทั่วไป ดูหมิ่นเจ้าพนักงาน และดูหมิ่นศาล
.
น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ซึ่งเดิมตามประมวลกฎหมายอาญา พ.ศ.2499 กำหนดโทษจำคุกไม่เกิน 7 ปี และไม่มีอัตราโทษขั้นต่ำ แต่คำสั่งของคณะรัฐประหารฉบับที่ 41 ได้ปรับเพิ่มโทษเป็นจำคุกตั้งแต่ 3 ปี ถึง 15 ปี นี่จึงไม่ใช่เพียงแค่การเปลี่ยนตัวเลขในตัวบทกฎหมาย แต่เป็นการเปลี่ยนชะตากรรมและผลกระทบทางกฎหมายที่ประชาชนต้องเผชิญจากการใช้เสรีภาพในการแสดงออก
.
น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 34 ได้รับรองเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ และการสื่อความหมาย เมื่อกฎหมายกำหนดโทษต่อการแสดงออก การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายดังกล่าวย่อมเชื่อมโยงโดยตรงกับการคุ้มครองสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าร่างกฎหมายนี้มีบทลงโทษทางอาญาหรือไม่ แต่คือร่างกฎหมายนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชนหรือไม่
.
“หากการแก้ไขกฎหมายอาญาทุกฉบับถูกตีความว่าเป็นเรื่องอำนาจรัฐโดยตรงจนประชาชนไม่สามารถริเริ่มเสนอกฎหมายเพื่อปกป้องสิทธิของตนเองได้ สิทธิการเข้าชื่อเสนอกฎหมายของประชาชนตามรัฐธรรมนูญจะยังมีความหมายอะไร และอำนาจของประธานสภาฯ ไม่ควรถูกนำมาใช้ตัดตอนเจตจำนงของประชาชนเช่นนี้” น.ส.ศศินันท์ กล่าว
.
น.ส.ศศินันท์ กล่าวต่อว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงประวัติศาสตร์ที่จบไปแล้ว แต่บาดแผลจากมรดกรัฐประหาร 6 ตุลายังคงส่งผลกระทบและขังอิสรภาพของประชาชนอยู่จนถึงปัจจุบัน โดยข้อมูลจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนเมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ระบุว่า ประเทศไทยยังมีผู้ถูกคุมขังในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการแสดงออกทางการเมืองหรือมีมูลเหตุจูงใจทางการเมืองอย่างน้อย 51 คน ในจำนวนนี้เป็นคดีตามมาตรา 112 ถึง 33 คน และมีผู้ที่ไม่ได้รับการประกันตัวระหว่างต่อสู้คดีถึง 23 คน ขณะที่สถิติคดีมาตรา 112 จนถึงสิ้นเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ศาลมีคำพิพากษาไปแล้วไม่น้อยกว่า 228 คดี ซึ่งตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอัตราโทษจากคำสั่งคณะรัฐประหารเมื่อ 50 ปีก่อน ยังคงส่งผลต่อชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน
.
น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า แม้ปัจจุบันจะมี พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ.2569 บังคับใช้แล้ว แต่กฎหมายนิรโทษกรรมฉบับดังกล่าว กลับมีข้อยกเว้นไม่ครอบคลุมคดีมาตรา 112 แม้กระทั่งกรณีของเยาวชนที่กระทำความผิดขณะอายุต่ำกว่า 18 ปี ทำให้มีประชาชนจำนวนมากยังคงตกหล่นและต้องเผชิญกับผลพวงของกฎหมายที่มาจากคำสั่งรัฐประหาร ในฐานะทนายความที่เคยว่าความคดีเหล่านี้
.
น.ส.ศศินันท์ กล่าวด้วยว่า ตนเข้าใจดีว่าโทษจำคุกไม่ใช่แค่ตัวเลขในคำพิพากษา แต่หมายถึงเวลาชีวิตที่สูญหาย ความแตกสลายของครอบครัว และอนาคตที่ไม่อาจเรียกคืน ความปรองดองที่แท้จริงย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้ หากรัฐบาลและรัฐสภายังปล่อยให้กฎหมายจากยุคมืดส่งผลกระทบต่อเสรีภาพของประชาชนโดยไม่เปิดโอกาสให้มีการทบทวน
.
น.ส.ศศินันท์ กล่าวอีกว่า ฉะนั้น ตนจึงขอเสนอแนะ 3 ข้อ เพื่อคลี่คลายปัญหาดังกล่าว คือ 1.ประธานสภาฯ ควรทบทวนคำวินิจฉัย พร้อมทั้งเปิดเผยบันทึกเหตุผลและหลักเกณฑ์ทางกฎหมายอย่างครบถ้วนและโปร่งใสต่อสาธารณะ เพื่อให้ประชาชนร่วมตรวจสอบการใช้อำนาจได้ 2.สภาผู้แทนราษฎรต้องเปิดพื้นที่พิจารณาร่างกฎหมายนี้ โดยควรผลักดันผ่านช่องทางการเสนอร่างกฎหมายของ สส. จากทุกพรรคการเมือง เพื่อนำหลักการยกเลิกมรดกกฎหมายจากคณะรัฐประหารเข้าสู่การถกเถียงในรัฐสภาอย่างเป็นทางการ และ 3.รัฐบาลต้องเร่งคืนความเป็นธรรมแก่ผู้ตกหล่น โดยเฉพาะผู้ที่ยังคงถูกคุมขังหรือได้รับผลกระทบจากคดีความที่มีมูลเหตุมาจากการแสดงออกทางการเมือง
.
“50 ปีหลังเหตุการณ์ 6 ตุลา เราไม่ควรปล่อยให้มรดกจากวันนั้นยังเป็นต้นทุนที่ประชาชนต้องจ่ายด้วยอิสรภาพของตัวเอง และเสียงของประชาชนเกือบ 60,000 คนที่ร่วมกันลงชื่อตามรัฐธรรมนูญ ไม่ควรถูกหยุดยั้งไว้เพียงเพราะดุลพินิจและการตีความของคนเพียงคนเดียว” น.ส.ศศินันท์ กล่าว.