อย่าละเลยเพิกเฉยกับสิ่งเล็กๆน้อยๆครับ.............. ยาวหน่อย(ไม่หน่อยแหละ ยาวมากเลย)แต่อยากให้อ่านจริงๆครับ

กระทู้สนทนา
ชายหนุ่มคนหนึ่งไม่เคยมีความสุขกับการอยู่ร่วมบ้านกับพ่อเลย เพราะไม่ว่าเขาจะทำอะไร พ่อก็มักคอยทักท้วงและเตือนอยู่เสมอ แม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยเพียงใดก็ตาม
“ถ้าไม่ใช้พัดลม ก็ปิดเสียสิ!”
“ไม่มีใครดูโทรทัศน์ แล้วจะเปิดทิ้งไว้ทำไม?”
“เดินผ่านประตูแล้วก็ปิดให้เรียบร้อยด้วย!”
“อย่าใช้น้ำสิ้นเปลืองนัก!”
แทบทุกวันจะมีเรื่องใหม่ให้พ่อเตือนอยู่เสมอ สำหรับชายหนุ่มแล้ว คำพูดเหล่านั้นไม่ต่างอะไรกับการจู้จี้จุกจิก เขาไม่เข้าใจเลยว่าทำไมพ่อถึงต้องใส่ใจกับเรื่องเล็กน้อยที่ดูเหมือนไม่มีความสำคัญเหล่านี้นักหนา

เขาทนฟังคำเตือนเหล่านั้นมาหลายปี กระทั่งวันหนึ่งได้รับจดหมายเชิญให้ไปสัมภาษณ์งานกับบริษัทแห่งหนึ่งในต่างเมือง
เขาดีใจจนแทบเก็บอาการไม่อยู่
ทันทีที่ได้งานนี้ ฉันจะย้ายออกไปอยู่ข้างนอกเสียที เขาคิดในใจ ในที่สุดก็จะมีที่อยู่เป็นของตัวเอง ไม่ต้องทนฟังพ่อบ่นเรื่องเล็กเรื่องน้อยทุกวันอีกแล้ว
เช้าวันสัมภาษณ์ พ่อให้คำแนะนำกับเขาเป็นครั้งสุดท้าย
“ตั้งใจฟังคำถามให้ดี ตอบด้วยความมั่นใจ ถ้าไม่รู้อะไรก็บอกไปตามตรง แต่อย่าปล่อยให้ความประหม่าเอาชนะเราได้”
จากนั้นพ่อก็ยื่นเงินค่าเดินทางและค่าอาหารกลางวันให้ ซึ่งมากกว่าที่เขาจำเป็นต้องใช้เสียอีก
ชายหนุ่มรับเงินมา กล่าวขอบคุณพ่อ แล้วออกเดินทางไปสัมภาษณ์งาน

เมื่อมาถึงบริษัท เขาสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติบางอย่าง ทางเข้าไม่มีทั้งเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยและพนักงานต้อนรับ ประตูรั้วด้านหน้าถูกเปิดทิ้งไว้ แถมยังเปิดกีดขวางทางเดิน ทำให้คนที่สัญจรผ่านไปมาต้องเดินหลบอย่างลำบาก
เขาสามารถเดินผ่านไปได้โดยไม่ต้องสนใจ แต่ไม่รู้ทำไมจึงหยุดฝีเท้าลง
ชายหนุ่มหันกลับไปปิดประตูรั้วให้เรียบร้อย ก่อนจะเดินเข้าไปด้านใน
สองข้างทางที่มุ่งสู่ตัวอาคารเต็มไปด้วยดอกไม้สวยงามและพุ่มไม้ที่ตัดแต่งอย่างเป็นระเบียบ แต่มีสายยางรดน้ำต้นไม้วางทิ้งไว้ น้ำกำลังไหลออกมาอย่างต่อเนื่องจนเอ่อท่วมทางเดิน
เขามองไปรอบ ๆ แต่ไม่เห็นคนสวนอยู่แถวนั้นเลย
ชายหนุ่มจึงหยิบสายยางขึ้นมา แล้วนำไปวางไว้บริเวณแปลงดอกไม้ที่ยังต้องการน้ำ โดยไม่ได้คิดอะไรมาก

เมื่อเดินมาถึงโถงต้อนรับ เคาน์เตอร์ประชาสัมพันธ์กลับว่างเปล่า มีเพียงป้ายแจ้งให้ผู้สมัครงานขึ้นไปยังห้องสัมภาษณ์ที่ชั้นบน
เขาเริ่มเดินขึ้นบันได และสังเกตเห็นว่าไฟหลายดวงบนเพดานยังเปิดอยู่ ทั้งที่ขณะนั้นเป็นเวลาสิบโมงเช้า แสงแดดส่องผ่านหน้าต่างเข้ามาจนทั่วบริเวณ
ทันใดนั้น เสียงของพ่อก็ดังขึ้นในความคิดของเขา
“ไม่มีใครต้องใช้ไฟ แล้วจะเปิดทิ้งไว้ทำไม?”
ชายหนุ่มแทบอยากกลอกตาด้วยความหงุดหงิด
แม้พ่อจะไม่ได้อยู่ที่นี่ แต่ฉันก็ยังหนีเสียงบ่นของพ่อไม่พ้น เขาคิด
ถึงอย่างนั้น เขาก็เดินไปหาสวิตช์ แล้วปิดไฟดวงที่ไม่จำเป็น ก่อนจะเดินขึ้นบันไดต่อไป

เมื่อไปถึงบริเวณห้องรับรองขนาดใหญ่ เขาพบว่ามีผู้สมัครงานนั่งรออยู่ก่อนแล้วหลายสิบคน
ความมั่นใจที่มีอยู่เริ่มลดน้อยลง
คนมาสมัครกันมากขนาดนี้ แล้วเราจะมีโอกาสได้งานสักแค่ไหนกันนะ เขาคิดในใจ
ระหว่างเดินไปยังทางเข้า เขาเหยียบพรมเช็ดเท้าที่วางกลับหัวกลับหางอยู่พอดี
ชายหนุ่มหยุดเดิน ก้มลงจัดพรมให้เข้าที่ แล้วส่ายหน้าเบา ๆ อย่างอดขำตัวเองไม่ได้
ดูเหมือนนิสัยเก่า ๆ จะติดตัวเราไปจนได้สินะ

ภายในห้องรับรอง ผู้สมัครส่วนใหญ่นั่งรวมกันอยู่บริเวณด้านหน้า ส่วนเก้าอี้หลายแถวด้านหลังกลับว่างเปล่า แต่พัดลมเพดานเหนือเก้าอี้เหล่านั้นยังคงหมุนเต็มกำลัง
คราวนี้เขาแทบได้ยินเสียงพ่อดังขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่มีคนนั่งอยู่ตรงนั้น แล้วจะเปิดพัดลมทิ้งไว้ทำไม?”
ชายหนุ่มถอนหายใจ เดินไปปิดพัดลมที่ไม่มีใครใช้ แล้วกลับมานั่งรอสัมภาษณ์

ระหว่างนั้น เขาสังเกตเห็นผู้สมัครคนอื่น ๆ ทยอยเดินเข้าไปในห้องสัมภาษณ์ทีละคน แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ เพียงไม่กี่นาทีต่อมา แต่ละคนกลับเดินออกมาทางประตูอีกบานหนึ่ง
ไม่มีใครเดินย้อนกลับมาที่ห้องรับรองเลยแม้แต่คนเดียว จึงไม่มีทางรู้ได้ว่ากรรมการสัมภาษณ์ถามคำถามอะไรบ้าง
ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกประหม่ามากขึ้นเรื่อย ๆ

ในที่สุดก็ถึงคิวของเขา
เมื่อได้ยินชื่อของตัวเอง เขาลุกขึ้นจัดเสื้อให้เรียบร้อย สูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วเดินเข้าไปในห้องสัมภาษณ์
ผู้จัดการฝ่ายบุคคลกล่าวทักทาย รับประวัติส่วนตัวของเขาไปวางไว้บนโต๊ะ โดยไม่ได้เปิดดูแม้แต่น้อย
จากนั้นก็ถามเพียงคำถามเดียวว่า
“คุณเริ่มงานได้เมื่อไหร่?”
ชายหนุ่มถึงกับนิ่งงันไปชั่วขณะ
เขาไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าตัวเองได้ยินถูกต้องหรือไม่
นี่เป็นคำถามหลอกหรือเปล่า? หรือว่าพวกเขากำลังจะรับฉันเข้าทำงานจริง ๆ? เขาคิดอย่างสับสน
เมื่อเห็นสีหน้างุนงงของชายหนุ่ม ผู้จัดการก็ยิ้มให้
“คุณคงกำลังสงสัยใช่ไหมว่า ทำไมเราถึงยังไม่ได้ถามเรื่องการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน หรือคุณสมบัติของคุณเลย”
ชายหนุ่มพยักหน้า
“เหตุผลก็คือ เราเชื่อว่าลักษณะนิสัยของคนคนหนึ่งบอกอะไรเราได้มากกว่าคำตอบที่เตรียมท่องจำมาเสียอีก ใคร ๆ ก็สามารถเตรียมคำตอบสวยหรูสำหรับการสัมภาษณ์งานได้ แต่สิ่งที่คนเราทำในเวลาที่คิดว่าไม่มีใครกำลังมองอยู่ต่างหาก ที่จะบอกให้รู้ว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนอย่างไร”

ผู้จัดการเอนหลังพิงเก้าอี้ ก่อนจะอธิบายต่อ
“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่วันนี้เราออกแบบกระบวนการคัดเลือกพนักงานขึ้นมาในรูปแบบที่แตกต่างจากการสัมภาษณ์ทั่วไป”
ชายหนุ่มตั้งใจฟังอย่างสนใจ
“เราจงใจเปิดประตูรั้วทิ้งไว้ ปล่อยสายยางให้น้ำไหล เปิดไฟทิ้งไว้ วางพรมเช็ดเท้าให้กลับหัวกลับหาง และเปิดพัดลมในบริเวณที่ไม่มีคนนั่ง”
ผู้จัดการชี้ไปยังจอภาพวงจรปิดบนโต๊ะ
“กล้องทุกตัวบันทึกสิ่งที่ผู้สมัครแต่ละคนทำ ตั้งแต่วินาทีแรกที่เดินเข้ามาในบริษัท”
จากนั้นเขาก็ยิ้มอีกครั้ง
“คุณอยากรู้ไหมว่าเราพบอะไร?”
ชายหนุ่มส่ายหน้า
“ผู้สมัครเกือบทุกคนเดินผ่านสิ่งเหล่านั้นไปโดยไม่สนใจ บางคนเดินหลบแอ่งน้ำ บางคนไม่สนใจประตูรั้วที่เปิดค้าง ไฟที่เปิดทิ้งไว้ หรือพัดลมที่กำลังหมุนอยู่ ไม่มีใครคิดจะจัดการแก้ไขอะไรเลย เพราะทุกคนต่างคิดว่านั่นไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง”
ผู้จัดการหยุดพูดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวต่อว่า
“ยกเว้นคุณ”

ชายหนุ่มจ้องมองเขาด้วยความประหลาดใจ
“คุณปิดประตูรั้วให้เรียบร้อย ย้ายสายยางไปยังแปลงดอกไม้เพื่อไม่ให้น้ำไหลทิ้งเปล่า ๆ ปิดไฟและพัดลมที่ไม่มีใครใช้ แม้แต่พรมเช็ดเท้าที่วางผิดด้าน คุณก็ยังก้มลงจัดให้เข้าที่”
ผู้จัดการยื่นมือออกมา
“การกระทำเล็ก ๆ เหล่านั้นแสดงให้เราเห็นว่าคุณเป็นคนมีความรับผิดชอบ ช่างสังเกต คำนึงถึงผู้อื่น และพร้อมทำสิ่งที่ถูกต้องโดยไม่ต้องรอให้ใครมาสั่ง นี่แหละคือคนที่เราอยากได้มาร่วมงานด้วย”
“ขอแสดงความยินดีด้วย คุณได้รับงานนี้แล้ว”

ชายหนุ่มนิ่งไปชั่วขณะ ราวกับไม่รู้จะพูดอะไรออกมา
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเคยรู้สึกรำคาญกับคำเตือนของพ่ออยู่เสมอ
เขาเคยคิดว่าพ่อเป็นเพียงคนชอบควบคุมชีวิตลูก ทำให้เรื่องเล็กน้อยกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทั้งที่บางอย่างก็ไม่ได้สำคัญอะไรเลย
แต่ในวินาทีที่เขายืนอยู่ตรงนั้น พร้อมกับจับมือของชายผู้เพิ่งมอบโอกาสในการทำงานครั้งแรกให้กับเขา ชายหนุ่มก็เข้าใจบางสิ่งขึ้นมาในที่สุด
สิ่งที่พ่อสอนเขามาตลอด ไม่ใช่แค่การปิดไฟ ปิดประตู หรือประหยัดน้ำเท่านั้น
แต่พ่อกำลังสอนให้เขารู้จักความรับผิดชอบ

พ่อกำลังทำให้เขาเข้าใจว่า อุปนิสัยและคุณค่าของคนเราไม่ได้เกิดขึ้นจากเรื่องใหญ่โตเพียงครั้งคราว หากค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นจากการเลือกทำสิ่งเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสิ่งที่ไม่มีใครมองเห็นหรือกล่าวชื่นชม
และบทเรียนเหล่านั้นเองที่กำลังเปิดประตูสู่อนาคตของเขา
ความขุ่นเคืองที่เคยมีต่อพ่อพลันมลายหายไปจนหมดสิ้น

เขาแทบรอไม่ไหวที่จะกลับบ้านไปเล่าข่าวดีนี้ให้พ่อฟัง
ขณะเดินออกจากอาคาร เขาให้คำมั่นกับตัวเองเงียบ ๆ ว่า เมื่อได้รับเงินเดือนงวดแรก จะพาพ่อไปเลี้ยงอาหารดี ๆ สักมื้อ เพื่อขอบคุณสำหรับทุกสิ่งที่พ่อทำให้มาตลอด
วันนั้นเขากลับบ้านด้วยความสุขเกินกว่าที่เคยจินตนาการไว้ ไม่ใช่เพียงเพราะได้งานทำเท่านั้น แต่ยังเป็นเพราะในที่สุดเขาก็ได้เรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งใช้เวลาหลายปีค่อย ๆ เตรียมความพร้อมให้เขาออกไปใช้ชีวิตในโลกกว้าง
บางครั้ง บทเรียนที่พ่อแม่พยายามสอนเรา อาจเป็นสิ่งที่เราต่อต้านมากที่สุดในช่วงหนึ่งของชีวิต แต่เมื่อเวลาผ่านไป บทเรียนเหล่านั้นกลับกลายเป็นรากฐานสำคัญที่ช่วยให้เราประสบความสำเร็จ

แน่นอนว่าพ่อแม่ไม่ได้ถูกต้องเสมอไป และลูกก็อาจไม่เข้าใจเจตนาของท่านในทุกเรื่อง แต่การชี้แนะด้วยความอดทน การตักเตือนด้วยความรัก และการเป็นแบบอย่างที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ล้วนมีส่วนหล่อหลอมให้ลูกเติบโตขึ้นพร้อมกับนิสัยและคุณค่าที่ดีงาม
เมื่อเราอายุห้าขวบ เราอาจมองพ่อเป็นวีรบุรุษและครูผู้ยิ่งใหญ่ แต่เมื่ออายุยี่สิบ เราอาจกลับมองว่าพ่อเป็นคนหัวโบราณที่ไม่เข้าใจโลกของเรา จนเมื่อเติบโตขึ้นอีกหน่อย เราจึงค่อย ๆ มองเห็นว่า ภายใต้คำพูดธรรมดา ๆ เหล่านั้น มีภูมิปัญญาและความปรารถนาดีซ่อนอยู่มากมายเพียงใด

โดยเฉพาะพ่อหลายคนที่ใช้ชีวิตมาอย่างเข้มแข็งและพึ่งพาตัวเองมาโดยตลอด อาจไม่ถนัดที่จะเอ่ยปากบอกลูกว่าตัวเองต้องการอะไร ไม่ว่าจะเป็นความเอาใจใส่ ความช่วยเหลือ หรือเพียงแค่ใครสักคนที่อยู่เป็นเพื่อน ทั้งที่บางครั้งท่านอาจต้องการสิ่งเหล่านั้นมากกว่าที่เราคิด
เพราะฉะนั้น อย่ารอให้พ่อแม่จากไปเสียก่อน จึงค่อยตระหนักถึงสิ่งที่ท่านเคยมอบให้

อย่าเก็บคำขอบคุณไว้กล่าวในวันงานศพ หรือเก็บถ้อยคำดี ๆ ไว้พูดถึงท่านเมื่อเหลือเพียงความทรงจำ
จงรัก เคารพ และหาเวลาอยู่กับท่านในวันที่ท่านยังอยู่ตรงนี้ เพราะวันหนึ่ง เสียงที่เคยเตือนให้เราปิดไฟทุกครั้งเมื่อไม่ได้ใช้อาจกลายเป็นเสียงที่เราเฝ้าปรารถนาจะได้ยินอีกสักครั้ง แม้จะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม


แก้ไข:-........ ขออภัยไม่ทราบที่มาครับ  เห็นบทความนี้ในไลน์กลุ่มครับ
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่