จากเงินลงทุนเพียง 180 ดอลลาร์ สู่ทรัพย์สินกว่า 7 ล้านดอลลาร์

กระทู้สนทนา
            ที่มาภาพ
จากเงินลงทุนแค่ 180 ดอลลาร์ สู่ทรัพย์สินกว่า 245 ล้านบาท เรื่องจริงของเลขานุการธรรมดาที่กลายเป็นเศรษฐีโดยแทบไม่มีใครรู้
ถ้าวันนี้มีคนมาบอกเราว่า เงินจำนวนไม่กี่พันบาท สามารถกลายเป็นเงินหลายร้อยล้านบาทได้ในอนาคต หลายคนคงคิดว่าเป็นเรื่องหลอกลวง หรือไม่ก็เป็นโฆษณาชวนลงทุนอะไรสักอย่าง

แต่วันนี้ผมมีเรื่องจริงของผู้หญิงคนหนึ่งมาเล่าให้ฟังครับ

เธอไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจใหญ่โต ไม่ได้เป็นนักลงทุนชื่อดัง และไม่ได้มีรายได้มหาศาล เธอเป็นเพียงเลขานุการธรรมดาที่ทำงานอยู่ในบริษัทแห่งหนึ่งเป็นเวลากว่า 40 ปี สิ่งที่น่าสนใจมากๆ ก็คือ เธอเคยนำเงินจำนวน 180 ดอลลาร์ไปซื้อหุ้นเพียง 3 หุ้น แล้วถือเอาไว้เป็นเวลาหลายสิบปี

วันเวลาผ่านไป การลงทุนเล็ก ๆ ในวันนั้นกลับเติบโตจนกลายเป็นทรัพย์สินมูลค่าหลายล้านดอลลาร์ แต่ที่น่าประหลาดใจกว่านั้นคือ คนรอบข้างแทบไม่มีใครรู้เลยว่าเธอร่ำรวยขนาดไหน

เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงของหญิงชาวอเมริกันที่มีชื่อ เกรซ โกรเนอร์ (Grace Groner) ครับ

ชีวิตที่ไม่ได้เริ่มต้นด้วยความร่ำรวย โดยเกรซเกิดเมื่อปี ค.ศ. 1909 ในรัฐอิลลินอยส์ สหรัฐอเมริกา เธอมีพี่น้องฝาแฝดชื่อแกลดิส ทั้งสองเติบโตมาในครอบครัวที่ไม่ได้ร่ำรวย แถมชีวิตในวัยเด็กของเธอไม่ได้ราบรื่นนัก พออายุได้เพียง 12 ปี พ่อและแม่ของเกรซก็เสียชีวิตลง แต่โชคดีที่ครอบครัวแอนเดอร์สัน ซึ่งเป็นคนรู้จักของครอบครัว ได้รับเด็กทั้งสองไปเลี้ยงดูและส่งเสียให้ได้รับการศึกษา
เกรซจึงมีโอกาสเรียนต่อจนจบจาก Lake Forest College ในปี 1931

หลังจากเรียนจบ เธอเข้าทำงานเป็นเลขานุการให้กับบริษัท Abbott Laboratories ซึ่งเป็นบริษัทด้านสุขภาพและเวชภัณฑ์ของสหรัฐอเมริกา
เธอทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งนี้นานถึง 43 ปี ถ้าหากเรามองจากภายนอก ชีวิตของเกรซก็ดูเหมือนชีวิตพนักงานบริษัทธรรมดาทั่วไป
ไปทำงาน รับเงินเดือน เก็บเงิน แล้วค่อย ๆ ใช้ชีวิตไปตามวัย

แต่ในช่วงเริ่มต้นชีวิตการทำงาน เธอได้ตัดสินใจทำสิ่งหนึ่ง ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญทางการเงินของเธอ ด้วยเงิน 180 ดอลลาร์ที่เปลี่ยนชีวิต
เรื่องนี้ย้อนกลับไปในปี ค.ศ. 1935 เกรซตัดสินใจซื้อหุ้นของ Abbott Laboratories บริษัทที่เธอทำงานอยู่ โดยซื้อทั้งหมด 3 หุ้น ในราคาหุ้นละ 60 ดอลลาร์
รวมเป็นเงิน 180 ดอลลาร์

สำหรับยุคนั้น เงิน 180 ดอลลาร์ไม่ใช่เงินเล็กน้อยเลยครับ เพราะเป็นช่วงที่อเมริกายังเผชิญผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ แต่ตอนนั้นเกรซไม่ได้ซื้อหุ้นเพราะหวังว่าจะร่ำรวยภายในเวลาไม่กี่เดือน เธอเลือกที่จะถือหุ้นเหล่านั้นเอาไว้ เวลาผ่านไป 1ปี 2 ปี มาจนถึง 20 ปี... เธอก็ยังคงถือหุ้นอยู่

บริษัทเติบโต หุ้นมีการแตกพาร์หลายครั้ง และเธอยังนำเงินปันผลที่ได้รับกลับไปซื้อหุ้นเพิ่ม นั่นทำให้จำนวนหุ้นและมูลค่าเงินลงทุนของเธอค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตลอดหลายสิบปี จากหุ้นเพียง 3 หุ้นในวันแรก ในเวลาต่อมากลายเป็นหุ้นมากกว่า 100,000 หุ้น
และเมื่อเธอเสียชีวิตในปี 2010 ทรัพย์สินของเธอมีมูลค่ากว่า 7 ล้านดอลลาร์ โดยมูลค่าหุ้นที่สะสมมานั้นเป็นส่วนสำคัญของความมั่งคั่งทั้งหมด

ลองคิดดูครับ

เงินเริ่มต้นเพียง 180 ดอลลาร์ กลับเติบโตจนมีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์หลังผ่านไปประมาณ 75 ปี เรื่องนี้ทำให้เห็นว่า เวลาอาจเป็นปัจจัยสำคัญอย่างหนึ่งในการสร้างความมั่งคั่ง แต่ที่น่าสนใจคือ แม้เกรซจะมีทรัพย์สินมหาศาล เธอกลับไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเศรษฐีเลย เศรษฐีแบบเกรซที่ยังอยู่บ้านหลังเล็กและซื้อเสื้อผ้ามือสอง ตลอดชีวิต เกรซใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายมากครับ

เธออาศัยอยู่ในบ้านชั้นเดียวหลังเล็ก มีเพียงห้องนอนเดียว เฟอร์นิเจอร์ภายในบ้านก็เป็นของธรรมดา ไม่ได้ตกแต่งหรูหรา เสื้อผ้าของเธอหลายชิ้นซื้อมาจากร้านขายของมือสองหรือของใช้ราคาประหยัด มีเรื่องเล่าว่า หลังจากรถยนต์ของเธอถูกขโมยไป เธอก็ไม่ได้ซื้อรถคันใหม่ แต่เลือกเดินแทน จะมีเศรษฐีกี่คนเลือกทำแบบนี้

                                                                 https://www.gronerfoundation.com/grace-s-story

ลองนึกภาพดูครับ ผู้หญิงสูงอายุคนหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ใส่เสื้อผ้าธรรมดา และเดินไปทำธุระด้วยตัวเอง ใครจะคิดว่าเธอมีทรัพย์สินมากถึงหลายล้านดอลลาร์? แต่เรื่องนี้ไม่ได้หมายความว่าเกรซเป็นคนตระหนี่จนไม่ยอมใช้เงินเลยนะครับ เธอยังคงเดินทางท่องเที่ยวหลังเกษียณ มีเพื่อนฝูง และช่วยเหลือคนอื่นอยู่เสมอ เธอเคยบริจาคเงินให้คนที่ประสบปัญหาทางการเงินโดยไม่เปิดเผยชื่อด้วย ดูเหมือนว่าเกรซไม่ได้ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายเพราะไม่มีเงิน
แต่เพราะเธอพอใจกับวิถีชีวิตแบบนั้นจริง ๆ

วันที่ความลับมูลค่า 7 ล้านดอลลาร์ถูกเปิดเผย

เกรซเสียชีวิตในเดือนมกราคม ปี ค.ศ. 2010 ขณะมีอายุ 100 ปี หลังจากนั้นทนายความของเธอได้ติดต่อไปยัง Lake Forest College ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยเก่าของเธอ เพื่อแจ้งว่าเกรซได้ยกทรัพย์สินให้กับมูลนิธิที่จัดตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนนักศึกษาของมหาวิทยาลัย
แต่สิ่งที่ทำให้ผู้บริหารมหาวิทยาลัยตกใจก็คือ มูลค่าทรัพย์สินที่เธอทิ้งไว้สูงถึงประมาณ 7 ล้านดอลลาร์!
ประธานมหาวิทยาลัยในเวลานั้นแทบไม่อยากเชื่อว่า ผู้หญิงที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายคนนี้จะมีทรัพย์สินมากมายขนาดนั้น
แต่เกรซไม่ได้เพิ่งคิดจะช่วยเหลือนักศึกษาในช่วงสุดท้ายของชีวิต
ก่อนหน้านั้นเธอเคยบริจาคเงินถึง 180,000 ดอลลาร์ เพื่อสนับสนุนโครงการทุนการศึกษามาแล้ว
และในที่สุด เธอก็เลือกใช้ทรัพย์สินที่สะสมมาตลอดชีวิตเพื่อช่วยเหลือคนรุ่นใหม่
เงินที่เธอสะสมไว้ กลายเป็นโอกาสของคนอีกมากมาย

ทรัพย์สินของเกรซถูกนำไปสนับสนุน Grace Elizabeth Groner Foundation
มูลนิธินี้มีเป้าหมายช่วยเหลือนักศึกษาของ Lake Forest College ให้มีโอกาสได้รับประสบการณ์นอกห้องเรียน
ทั้งการฝึกงาน การศึกษาต่างประเทศ และการทำกิจกรรมเพื่อชุมชน
แม้แต่บ้านหลังเล็กที่เธอเคยอาศัยอยู่ ก็ถูกนำมาใช้ประโยชน์สำหรับนักศึกษา
สิ่งที่เกรซทิ้งไว้จึงไม่ใช่เพียงตัวเลขหลายล้านดอลลาร์
แต่เป็นโอกาสทางการศึกษาที่สามารถส่งต่อไปยังนักศึกษารุ่นแล้วรุ่นเล่า
สำหรับผม นี่อาจเป็นส่วนที่น่าประทับใจที่สุดของเรื่องนี้ครับ
เพราะเด็กผู้หญิงที่เคยได้รับความช่วยเหลือจากคนอื่นจนมีโอกาสเรียนหนังสือ กลับใช้ความมั่งคั่งของตัวเองช่วยเหลือให้คนรุ่นหลังได้รับโอกาสเช่นเดียวกัน

เหมือนเป็นการส่งต่อความช่วยเหลือจากคนรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง
ดอกเบี้ยทบต้นและผลตอบแทนทบต้น ทำให้เงินเติบโตได้อย่างไร?
เรื่องของเกรซทำให้หลายคนคงนึกถึงแนวคิดสำคัญทางการเงินอย่างหนึ่ง นั่นคือผลตอบแทนทบต้น
อธิบายง่าย ๆ ก็คือ เมื่อเรานำเงินไปลงทุนแล้วได้รับผลตอบแทน หากนำผลตอบแทนนั้นกลับไปลงทุนต่อ เงินลงทุนก็มีโอกาสเติบโตจากทั้งเงินต้นและผลตอบแทนที่สะสมไว้

ลองสมมติว่าเรามีเงิน 10,000 บาท และสามารถลงทุนจนได้รับผลตอบแทนเฉลี่ย 7% ต่อปี โดยนำผลตอบแทนกลับไปลงทุนทั้งหมด
ถ้าไม่ถอนเงินออกเลย ตัวเลขจะเป็นอย่างไร?
ระยะเวลามูลค่าเงินลงทุนโดยประมาณ

เริ่มต้น  10,000 บาท
10 ปี    19,672 บาท
20 ปี    38,697 บาท
30 ปี    76,123 บาท
40 ปี   149,745 บาท
50 ปี   294,570 บาท
(ตัวเลขไม่ชัวร์)

จะเห็นว่า เงิน 10,000 บาทสามารถเติบโตเป็นเกือบ 300,000 บาทได้ในระยะเวลา 50 ปี ภายใต้สมมติฐานนี้
ทั้งที่เราไม่ได้เติมเงินเข้าไปเพิ่มเลย แต่ต้องย้ำว่า ตัวเลขนี้เป็นเพียงตัวอย่างทางคณิตศาสตร์ ไม่ใช่ผลตอบแทนที่รับประกันได้จริง และยังไม่ได้หักภาษี ค่าธรรมเนียม หรือผลกระทบจากเงินเฟ้อ

ในการลงทุนจริง มูลค่าทรัพย์สินมีโอกาสทั้งเพิ่มขึ้นและลดลง บางปีก็อาจขาดทุนได้
ที่สำคัญคือ เรื่องของเกรซเป็นกรณีพิเศษ เพราะบริษัทที่เธอเลือกลงทุนสามารถเติบโตในระยะยาวได้อย่างมาก
หากตอนนั้นเกรซดันเลือกบริษัทที่ล้มละลาย เรื่องราวอาจแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
ดังนั้น จึงไม่ควรนำเรื่องนี้ไปสรุปว่า ซื้อหุ้นบริษัทใดบริษัทหนึ่งแล้วถือไว้ตลอดชีวิตจะร่ำรวยเสมอ
การกระจายความเสี่ยงยังเป็นเรื่องสำคัญสำหรับนักลงทุนทั่วไป


สิ่งหนึ่งที่ทำให้ผมชอบเรื่องของเกรซก็คือ
เธอใช้เวลาหลายสิบปีสร้างความมั่งคั่ง แต่ไม่ได้ใช้เงินเหล่านั้นเพื่ออวดฐานะของตัวเอง
ในช่วงที่ยังมีชีวิตอยู่ เธอก็ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองพอใจ เดินทางท่องเที่ยว ช่วยเหลือเพื่อนมนุษย์ และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนรอบข้าง
ส่วนเงินที่เธอไม่ได้ใช้ ก็กลายเป็นโอกาสให้คนอีกมากมายหลังจากเธอจากไป
ถ้ามองแบบนี้ เงินอาจไม่ได้มีคุณค่าเพียงเพราะจำนวนตัวเลขที่อยู่ในบัญชี
แต่อยู่ที่ว่าเราจะนำเงินเหล่านั้นไปทำอะไรให้ชีวิตตัวเองและคนอื่นดีขึ้นได้บ้าง

จากเงินลงทุนเพียง 180 ดอลลาร์ในปี 1935 สู่ทรัพย์สินหลายล้านดอลลาร์ในปี 2010

เกรซใช้เวลาเกือบทั้งชีวิตสร้างสิ่งนี้ขึ้นมา
และสุดท้าย เธอก็เปลี่ยนเงินก้อนนั้นให้กลายเป็นโอกาสทางการศึกษาสำหรับคนอีกหลายรุ่น
เรื่องนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของผู้หญิงที่ลงทุนจนร่ำรวย
แต่ยังเป็นเรื่องของความอดทน การรู้จักใช้เงิน และการเลือกว่าจะทิ้งอะไรไว้ให้โลกเมื่อเราจากไป




แหล่งข้อมูลอ้างอิง
Grace Elizabeth Groner Foundation: Grace's Story
https://www.gronerfoundation.com/grace-s-story
Lake Forest College (14 มีนาคม 2010): Alumna Grace Groner '31 gives $7 million to Lake Forest College
https://www.lakeforest.edu/news/alumna-grace-groner-31-gives-7-million-to-lake-forest-college
Los Angeles Times (6 มีนาคม 2010): A hidden millionaire's college gift
https://www.latimes.com/archives/la-xpm-2010-mar-06-la-na-millionaire-donation6-2010mar06-story.html
Associated Press ผ่าน CBS News (5 มีนาคม 2010): Frugal Centenarian Left $7M to Alma Mater
https://www.cbsnews.com/news/frugal-centenarian-left-7m-to-alma-mater/
Lake Forest College: Grace Elizabeth Groner Foundation
https://www.lakeforest.edu/offices-and-departments/groner-foundation

หมายเหตุ: ตัวเลขเงินบาทใช้การแปลงด้วยอัตราสมมติ 35 บาทต่อดอลลาร์ ไม่ใช่มูลค่าปรับเงินเฟ้อนะครับ และตัวอย่างผลตอบแทน 7% เป็นเพียงสมมติฐานเพื่ออธิบายหลักการทบต้น ไม่ใช่คำแนะนำให้ซื้อหุ้นรายตัว
แก้ไขข้อความเมื่อ
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่