- ช่วงนี้มีเครื่องดื่มตัวหนึ่งแมสมาก ชนิดที่ว่ามีคนเอาไปทำเป็นอาชีพจริงจัง นั่นคือ “เลิฟซ่า” น้ำอัดลมรสผลไม้ ของคุณซุง-ศตาวิน นาคทองเพชร หนึ่งในผู้ร่วมก่อตั้งแบรนด์เครื่องสำอางชื่อดัง Love Potion
https://www.facebook.com/share/p/1FZffK9cQh/?mibextid=wwXIfr
ที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้คุณซุงเคยทำธุรกิจ “น้ำเปล่าแต่งกลิ่นผลไม้” ที่มีชื่อว่า LOVELY DRINK มาก่อนแต่ไปไม่รอด และขาดทุนไปหลักสิบล้านบาท
หลังจากนั้นเขาก็เอาฟีดแบ็กต่าง ๆ มาพัฒนาเป็นเลิฟซ่า และเพิ่งเริ่มทำตลาดจริง ๆ จัง ๆ ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2569 ที่ผ่านมานี้เอง
ความฮิตของเลิฟซ่า เริ่มจากงานวัดไร่ขิง ที่มีแม่ค้าคนหนึ่งเอาเลิฟซ่ามาทำเป็นเมนูสเลอปี้ขายจนแมส
ร้านอื่น ๆ ก็เลยเอาไปทำตามกัน จนตอนนี้เลิฟซ่ากลายเป็นอาชีพใหม่ของพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ และเริ่มกลายเป็นของหายากที่คนตามหากันแล้ว..
ทีนี้ด้วยความแมสระดับนี้ ก็ไม่แปลกเลยที่คนจะสงสัยว่า ทำไมคุณซุงถึงไม่เอาเลิฟซ่าเข้า 7-Eleven ให้หาซื้อง่ายกว่านี้สักหน่อย ?
เรื่องนี้ คุณซุงเคยทำคลิปเฉลยไว้แล้วบนเฟซบุ๊กส่วนตัว
เรื่องนี้ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ที่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยอยากให้ “ชั้นวางสินค้าของตัวเองว่าง” กันสักเท่าไร
เพราะถ้าลูกค้าเข้ามาซื้อของที่อยากได้แล้วไม่เจอ ต่อให้จะเป็นสินค้าแค่ 1 ชิ้นจาก 10 ชิ้นที่ลูกค้าจะซื้อ ลูกค้าก็มีโอกาสย้ายไปร้านคู่แข่ง ที่คิดว่าจะซื้อสินค้าได้ครบทั้ง 10 ชิ้นแทน
กลายเป็นว่าร้านสะดวกซื้อที่มีของไม่ครบ จะเสียโอกาสสร้างรายได้จากลูกค้าคนนั้นไปเลย
แถมร้านสะดวกซื้อส่วนใหญ่ยังมีรายได้มาจาก “ส่วนแบ่งจากสินค้าที่เอามาฝากขาย” หรือ “ส่วนต่างกำไรของสินค้าที่วางอยู่บนชั้น”
ถ้าฝั่งแบรนด์ไม่สามารถส่งของมาให้ร้านสะดวกซื้อวางขายได้
ฝั่งร้านสะดวกซื้อก็จะเสียโอกาสสร้างรายได้จากช่องวางสินค้าในร้านตัวเองไปฟรี ๆ
พอเป็นแบบนี้ ร้านสะดวกซื้อรวมไปถึงร้านค้าปลีกอื่น ๆ เลยมักจะมีกติกาบังคับให้ฝั่งแบรนด์ ที่อยากเอาของเข้ามาขายว่าต้องสามารถส่งของได้ “ครบ” และ “ตรงเวลา” ด้วย
อย่างที่ต่างประเทศ จะมี KPI ชื่อว่า “OTIF ย่อมาจาก On-Time In-Full” เอามาวัดผลว่าแบรนด์ส่งของตรงเวลา และครบจำนวนไหม
ตัดมาที่คุณซุงเล่าให้ฟังว่า ถ้าเอาเลิฟซ่าเข้า 7-Eleven แล้วเกิดของหมดหรือส่งของไม่ทันตามเกณฑ์ที่กำหนดก็จะโดนค่าปรับเหมือนกัน
ดังนั้น การลงของไปขายใน 7-Eleven จะต้องชัวร์และแม่นยำมาก ๆ
แถมตอนนี้ ตัวเขายังมีปัญหาเรื่อง “เงินทุน” ในการผลิตสินค้าให้ได้ตามที่ 7-Eleven ต้องการ
อย่างตอนนี้เลิฟซ่าวางขายในร้านสะดวกซื้อ CJ เป็นหลัก ซึ่งคุณซุงเล่าว่า CJ ต้องการให้ผลิตเดือนละ 1,000,000 กระป๋อง เพื่อให้มีสินค้าครอบคลุมทุกสาขา
แต่ 7-Eleven มีสาขามากกว่า CJ อย่างต่ำ 5 เท่า
โดยตอนนี้ 7-Eleven มีสาขาราว 15,000 แห่งทั่วประเทศ
คุณซุงคำนวณให้ดูคร่าว ๆ ว่า ถ้าจะเอาเลิฟซ่าเข้า 7-Eleven จริง ๆ ต้องผลิตให้ได้ประมาณ 5,000,000 กระป๋องต่อเดือน
ซึ่งการผลิตเลิฟซ่า 5,000,000 กระป๋อง อาจต้องใช้เงินลงทุนราว 90 ล้านบาท
แถมหัวเชื้อของเลิฟซ่ายังต้องนำเข้า ซึ่งใช้เวลาราว 2 เดือน และต้องจ่ายเงินสั่งของไปก่อน
หมายความว่า ถ้าคุณซุงอยากให้เลิฟซ่ามีของวางใน 7-Eleven ได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องเตรียมผลิตเลิฟซ่าให้ได้ล่วงหน้า 2 เดือน หรือราว ๆ 10,000,000 กระป๋อง
เมื่อตีเป็นจำนวนเงิน ก็อยู่ที่ราว 180 ล้านบาท ซึ่งคุณซุงยังไม่มีในตอนนี้..
โดยวิธีแก้ที่คุณซุงเล็งไว้คือ “เอาบริษัทไปค้ำ” เพื่อกู้เงินออกมา แต่ก็ค่อนข้างเสี่ยง ก็เลยยังไม่กล้าตัดสินใจ
ส่วนเรื่องอื่น คุณซุงบอกว่าพร้อมแล้ว
โดยโรงงานที่ผลิตเลิฟซ่าก็คือโรงงานในเครือของ “คาราบาว” หนึ่งในผู้เล่นเครื่องดื่มรายใหญ่ของไทย ที่มีกำลังการผลิตเยอะหลักล้านกระป๋องต่อวัน
จนเรียกได้ว่า สามารถผลิตเครื่องดื่มเข้า 7-Eleven ได้สบาย ๆ
ถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเครื่องดื่มที่แมสมากอย่าง เลิฟซ่า ถึงไม่มีขายใน 7-Eleven
คำตอบก็คือ เรื่องของเงินทุนและความพร้อมในด้านต่าง ๆ ที่เลิฟซ่าอาจจะยังไม่พร้อมในตอนนี้
ซึ่งก็น่าคิดมาก ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งคุณซุงเอาเลิฟซ่าเข้าไปขายใน 7-Eleven ได้จริง ๆ
เรื่องนี้น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก ๆ ครั้งหนึ่งในโลกธุรกิจเลย
ถ้าดูจากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ในวันแรก ๆ ที่ตัวคุณซุงเอาเลิฟซ่าไปตระเวนขอให้ร้านค้าหรือโชห่วยท้องถิ่นเอาเลิฟซ่าไปวางขาย
ปรากฏว่าแทบไม่มีใครยอมเอาเลิฟซ่าไปวางขายเลย และส่วนใหญ่จะบอกว่า “ไม่รู้จัก จะขายได้อย่างไร..”
ทำไม “เลิฟซ่า” ถึงเข้า 7-Eleven ไม่ได้ ทั้งที่ขายดี จนของขาดตลาด - MarketThink
https://www.facebook.com/share/p/1FZffK9cQh/?mibextid=wwXIfr
ที่น่าสนใจคือ ก่อนหน้านี้คุณซุงเคยทำธุรกิจ “น้ำเปล่าแต่งกลิ่นผลไม้” ที่มีชื่อว่า LOVELY DRINK มาก่อนแต่ไปไม่รอด และขาดทุนไปหลักสิบล้านบาท
หลังจากนั้นเขาก็เอาฟีดแบ็กต่าง ๆ มาพัฒนาเป็นเลิฟซ่า และเพิ่งเริ่มทำตลาดจริง ๆ จัง ๆ ในช่วงเดือนเมษายน ปี 2569 ที่ผ่านมานี้เอง
ความฮิตของเลิฟซ่า เริ่มจากงานวัดไร่ขิง ที่มีแม่ค้าคนหนึ่งเอาเลิฟซ่ามาทำเป็นเมนูสเลอปี้ขายจนแมส
ร้านอื่น ๆ ก็เลยเอาไปทำตามกัน จนตอนนี้เลิฟซ่ากลายเป็นอาชีพใหม่ของพ่อค้าแม่ค้าทั่วประเทศ และเริ่มกลายเป็นของหายากที่คนตามหากันแล้ว..
ทีนี้ด้วยความแมสระดับนี้ ก็ไม่แปลกเลยที่คนจะสงสัยว่า ทำไมคุณซุงถึงไม่เอาเลิฟซ่าเข้า 7-Eleven ให้หาซื้อง่ายกว่านี้สักหน่อย ?
เรื่องนี้ คุณซุงเคยทำคลิปเฉลยไว้แล้วบนเฟซบุ๊กส่วนตัว
เรื่องนี้ต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจธรรมชาติของธุรกิจร้านสะดวกซื้อ ที่ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยอยากให้ “ชั้นวางสินค้าของตัวเองว่าง” กันสักเท่าไร
เพราะถ้าลูกค้าเข้ามาซื้อของที่อยากได้แล้วไม่เจอ ต่อให้จะเป็นสินค้าแค่ 1 ชิ้นจาก 10 ชิ้นที่ลูกค้าจะซื้อ ลูกค้าก็มีโอกาสย้ายไปร้านคู่แข่ง ที่คิดว่าจะซื้อสินค้าได้ครบทั้ง 10 ชิ้นแทน
กลายเป็นว่าร้านสะดวกซื้อที่มีของไม่ครบ จะเสียโอกาสสร้างรายได้จากลูกค้าคนนั้นไปเลย
แถมร้านสะดวกซื้อส่วนใหญ่ยังมีรายได้มาจาก “ส่วนแบ่งจากสินค้าที่เอามาฝากขาย” หรือ “ส่วนต่างกำไรของสินค้าที่วางอยู่บนชั้น”
ถ้าฝั่งแบรนด์ไม่สามารถส่งของมาให้ร้านสะดวกซื้อวางขายได้
ฝั่งร้านสะดวกซื้อก็จะเสียโอกาสสร้างรายได้จากช่องวางสินค้าในร้านตัวเองไปฟรี ๆ
พอเป็นแบบนี้ ร้านสะดวกซื้อรวมไปถึงร้านค้าปลีกอื่น ๆ เลยมักจะมีกติกาบังคับให้ฝั่งแบรนด์ ที่อยากเอาของเข้ามาขายว่าต้องสามารถส่งของได้ “ครบ” และ “ตรงเวลา” ด้วย
อย่างที่ต่างประเทศ จะมี KPI ชื่อว่า “OTIF ย่อมาจาก On-Time In-Full” เอามาวัดผลว่าแบรนด์ส่งของตรงเวลา และครบจำนวนไหม
ตัดมาที่คุณซุงเล่าให้ฟังว่า ถ้าเอาเลิฟซ่าเข้า 7-Eleven แล้วเกิดของหมดหรือส่งของไม่ทันตามเกณฑ์ที่กำหนดก็จะโดนค่าปรับเหมือนกัน
ดังนั้น การลงของไปขายใน 7-Eleven จะต้องชัวร์และแม่นยำมาก ๆ
แถมตอนนี้ ตัวเขายังมีปัญหาเรื่อง “เงินทุน” ในการผลิตสินค้าให้ได้ตามที่ 7-Eleven ต้องการ
อย่างตอนนี้เลิฟซ่าวางขายในร้านสะดวกซื้อ CJ เป็นหลัก ซึ่งคุณซุงเล่าว่า CJ ต้องการให้ผลิตเดือนละ 1,000,000 กระป๋อง เพื่อให้มีสินค้าครอบคลุมทุกสาขา
แต่ 7-Eleven มีสาขามากกว่า CJ อย่างต่ำ 5 เท่า
โดยตอนนี้ 7-Eleven มีสาขาราว 15,000 แห่งทั่วประเทศ
คุณซุงคำนวณให้ดูคร่าว ๆ ว่า ถ้าจะเอาเลิฟซ่าเข้า 7-Eleven จริง ๆ ต้องผลิตให้ได้ประมาณ 5,000,000 กระป๋องต่อเดือน
ซึ่งการผลิตเลิฟซ่า 5,000,000 กระป๋อง อาจต้องใช้เงินลงทุนราว 90 ล้านบาท
แถมหัวเชื้อของเลิฟซ่ายังต้องนำเข้า ซึ่งใช้เวลาราว 2 เดือน และต้องจ่ายเงินสั่งของไปก่อน
หมายความว่า ถ้าคุณซุงอยากให้เลิฟซ่ามีของวางใน 7-Eleven ได้อย่างต่อเนื่อง ก็ต้องเตรียมผลิตเลิฟซ่าให้ได้ล่วงหน้า 2 เดือน หรือราว ๆ 10,000,000 กระป๋อง
เมื่อตีเป็นจำนวนเงิน ก็อยู่ที่ราว 180 ล้านบาท ซึ่งคุณซุงยังไม่มีในตอนนี้..
โดยวิธีแก้ที่คุณซุงเล็งไว้คือ “เอาบริษัทไปค้ำ” เพื่อกู้เงินออกมา แต่ก็ค่อนข้างเสี่ยง ก็เลยยังไม่กล้าตัดสินใจ
ส่วนเรื่องอื่น คุณซุงบอกว่าพร้อมแล้ว
โดยโรงงานที่ผลิตเลิฟซ่าก็คือโรงงานในเครือของ “คาราบาว” หนึ่งในผู้เล่นเครื่องดื่มรายใหญ่ของไทย ที่มีกำลังการผลิตเยอะหลักล้านกระป๋องต่อวัน
จนเรียกได้ว่า สามารถผลิตเครื่องดื่มเข้า 7-Eleven ได้สบาย ๆ
ถึงตรงนี้หลาย ๆ คนน่าจะเข้าใจแล้วว่าทำไมเครื่องดื่มที่แมสมากอย่าง เลิฟซ่า ถึงไม่มีขายใน 7-Eleven
คำตอบก็คือ เรื่องของเงินทุนและความพร้อมในด้านต่าง ๆ ที่เลิฟซ่าอาจจะยังไม่พร้อมในตอนนี้
ซึ่งก็น่าคิดมาก ๆ ว่า ถ้าวันหนึ่งคุณซุงเอาเลิฟซ่าเข้าไปขายใน 7-Eleven ได้จริง ๆ
เรื่องนี้น่าจะเป็นกรณีศึกษาที่ดีมาก ๆ ครั้งหนึ่งในโลกธุรกิจเลย
ถ้าดูจากจุดเริ่มต้นของแบรนด์ในวันแรก ๆ ที่ตัวคุณซุงเอาเลิฟซ่าไปตระเวนขอให้ร้านค้าหรือโชห่วยท้องถิ่นเอาเลิฟซ่าไปวางขาย
ปรากฏว่าแทบไม่มีใครยอมเอาเลิฟซ่าไปวางขายเลย และส่วนใหญ่จะบอกว่า “ไม่รู้จัก จะขายได้อย่างไร..”