++ ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกดีอยู่อย่าง คือ มันเป็นงานที่เหมือน nostalgia หนังผีในยุคปลาย 90's ถึงยุค 2000 ต้น ๆ กลิ่นอายแบบที่เรารู้สึกคุ้นเคยกับมันกลับมาอีกครั้ง งานแบบนี้แหละที่เป็นลายเซ็นของพี่น้อง Oxide และ Danny Pang ผกก. ฝีมือดีจากยุคมิลเลนเนียม ทั้งจาก Bangkok Dangerous (1999), The Eye (2002) และ The Storm Warriors (2009) ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเหมือนจะผ่านมาไม่นาน แต่ตอนนี้พี่น้องตระกูล Pang นั้น มีอายุ 60 - 61 ปีกันแล้ว จขกท. ยังจำภาพพี่น้องชาวฮ่องกง ผมยาว ๆ คนนึงใส่แว่น ดูแนว ๆ เท่ ๆ พูดไทยสำเนียงจีน ที่เป็นเหมือนคลื่นลูกใหม่ในวงการหนังได้อยู่เลย โอ้! เวลาและวารีนั้นไม่เคยคอยใครจริง ๆ ส่วน The Mage คนเก็บผี เรื่องนี้ ก็คือการกลับมาร่วมงานกำกับหนังกันในรอบ 12 ปีของทั้งคู่ อืม! น่าสนใจครับ...
++ หนังเล่าเรื่องของ เจ๊หล่าน (Josie Ho / เหอเฉาอี้) หญิงปริศนาที่ชอบแต่งตัวซอมซ่อสกปรก ที่วัน ๆ เอาแต่เดินเก็บขยะตามริมทาง แล้วก็พูดอะไรแปลก ๆ อยู่คนเดียว แต่เธอมีความแปลกมาก ๆ อยู่อย่างนึง คือ เมื่อเกิดเหตุคนเสียชีวิตแบบแปลก ๆ ที่ใด เจ๊หล่านจะไปปรากฏตัวอยู่ที่นั่นทุกครั้ง เหตุการณ์นี้ทำให้ จ่าหว่อง (Carlos Chan / เฉินเจียเล่อ) นายตำรวจหน่วยสืบสวนสอบสวน ที่เกิดความสงสัยในตัวนาง จ่าหว่องจึงไปจับตัวนางมาสอบสวน จนได้รู้ประวัติของนางว่า นางเกิดมาเป็นเด็กกำพร้า แล้วมีคนเก็บมาเลี้ยง จนกระทั่งนางไปเจอกับอาจารย์อู๋ซือ จอมขมังเวทย์แบบจีน และอาจารย์ได้สอนวิชาดูดวงและวิชาเก็บวิญญาณผีตายโหงเพื่อนำไปปลดปล่อยให้ จนนางได้นำมาใช้หากินตอนโต แต่จากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้นางเสียใจมาก ๆ จนเกิด trauma ทำให้นางเลิกดูดวง และยังมีอาการกลัวน้ำกลัวฝนตกอีก จนหันมาเก็บวิญญาณเพียงอย่างเดียว แต่เหตุใดนางจึงโผล่ไปในช่วงเวลาที่มีคดีคนตายแปลก ๆ ทุกครั้ง เบื้องลึกเบื้องหลังคืออะไร ต้องติดตามครับ...
++ ความรู้สึกหลังดูหนังจบ คือ หนังมีสารตั้งต้นที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่จะออกมากลมกล่อมตลอดทั้งเรื่องได้หรือไม่ ต้องติดตามรีวิวต่อจากนี้กันครับ อย่างที่บอกว่าหนังมีลายเซ็นของพี่น้องตระกูล Pang อย่างชัดเจน การถ่ายทำที่มีลูกเล่นด้านงานภาพ ถ้าในสมัยก่อนยุคหนังฟิล์มก็คงเรียกว่า การเล่นกับฟิลเตอร์ภาพ แต่ในสมัยนี้ง่ายกว่ามาก เพราะสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยปลายนิ้วเดียวกระดก ที่เห็นได้ชัดเลย คือ การให้สีภาพที่เป็นเรื่องราวในอดีตหรือย้อนอดีตเป็นภาพโทนสีขาวดำ อันนี้ความจริงมันเป็นอะไรที่ทำให้คนดูเข้าใจง่ายดีนะ แต่ถ้าในโลกยุคปัจจุบันก็ต้องบอกว่ามันเชยไปแล้ว ในหนังสมัยใหม่มันมีรูปแบบของภาพที่แสดงการเล่าเรื่องย้อนอดีตได้หลายแบบมาก ๆ แต่ส่วนตัว จขกท. กลับมองว่าการให้สีขาวดำแบบนี้มันเป็น Classic Cinema Style มากกว่า หรือการเล่นกับการใส่เกรนหนัก ๆ ลงในภาพ เพื่อใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึกหรืออะไรก็ตามแต่ รวมทั้งมุมกล้อง อะไรต่าง ๆ ก็ดี มันดูได้อารมณ์แบบงานยุคสมัยนั้นมาก ๆ การแสดงออกในความเป็นหนังยุค 90's ถึงต้นปี 2000 ยังมาในรูปแบบของงานออกแบบศิลป์ต่าง ๆ ทั้งการออกแบบเสื้อผ้าหน้าผมนักแสดง ที่ต้องให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นคนจน คนรวย เป็นตำรวจ เป็นคนซกมก อะไรแบบนี้ คือ มองปุ๊ปรู้ปั๊บเลย และการใช้งาน Practical Effects เกือบทั้งหมด เช่น การใช้ Dummy หรือ Fake Corpse เป็นศพ หรือการใช้ Special Effects Makeup ในการแต่งแผล แต่งศพ แต่งผี หรือแม้แต่แต่งหน้าคนก็ตาม แทบไม่ใช้งาน CGI มาช่วยเลย ทำให้หนังมันดูมีความดิบ ๆ เป็นต้นครับ...
++ มาที่เรื่องราวของ บท เนื้อเรื่อง การเล่าเรื่อง การตัดต่อ อันนี้ จขกท. ขัดใจอยู่อย่าง ไม่ใช่แค่เฉพาะหนังเรื่องนี้นะ คือ หนังฮ่องกง หรือหนังจีนยุคใหม่นั้น เค้าชอบตัดภาพสลับแบบเร็ว ๆ เร็วแบบ shuffle ฉากเลยอ่ะ มันทำให้ความต่อเนื่องของแต่ละฉากนั้นแทบไม่มี เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่ยังดีที่ไม่ได้เป็นทั้งเรื่อง ส่วนเรื่องของบทและบรรยากาศของหนัง ในช่วงแรกทำออกมาได้ดีมาก ๆ ให้ความรู้สึกไม่ไว้วางใจ สงสัย และตั้งคำถามกับตัวละคร ซึ่งก็คือเจ๊หล่านได้เป็นอย่างดี เริ่มมาตั้งแต่ฉากเปิดตัวของหนังเลย สร้างซีน jumpscare ได้แบบดีมาก ๆ แต่พอหนังเดินทางมาถึงกลาง ๆ เรื่อง หนังก็เปลี่ยนตัวเองไปเป็นหนังแนว Crime Investigation โดยใช้ความสามารถพิเศษจากหมอผีซึ่งก็คือเจ๊หล่านอีกนั่นแหละ ช่วงนี้ก็ถือว่ายังสนุกดีอยู่ อาจจะเป็นช่วงที่สนุกที่สุดด้วย เหมือนมันเป็นการทำงานเป็นทีมด้วยกันของเจ๊หล่านและจ่าหว่องด้วย หนังเลยดูมีชีวิตชีวามาก แต่พอมาถึงองก์สุดทัายของหนัง เมื่อสถานการณ์มันพลิกผันใหญ่โต กลายเป็นการต่อสู้กันด้วยไสยเวทย์ระหว่างฝ่ายดีกับฝ่ายร้าย ออกแนว feel โปเยโปโลเยมาก ตรงนี้ จขกท. ว่าหนังมันเกือบจะตกม้าตายตอนจบเลย อาจจะเพราะการปูเรื่องที่ไม่กลมกล่อมพอ แล้วหนังสั้นแค่ 97 นาที ตอนองก์สุดท้ายจึงเหมือนรวบรัดตัดตอนจนเกินไปครับ...
++ ด้านการเล่าเรื่องก็ตัดไปตัดมา อดีต ปัจจุบัน เอาซีนก่อนมาไว้หลัง เอาซีนหลังมาไว้ก่อน ไม่เป็นเส้นตรง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังดูยาก เพราะเส้นเรื่องมันไม่ได้ซับซ้อน ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร เรื่องของ Exposition หรือวิธีการเล่าเพื่อเปิดเผยเรื่องราวต่าง ๆ ในหนัง ก็ง่าย ๆ สไตล์หนังยุค 90's ถึง 2000 คือ ให้ตัวละครออกมาพูดเองเลย ก็ดีครับ ไม่ต้องให้คนดูคิดเอง เรื่องของงานสร้าง ก็ไม่ได้ถึงกับลงทุนมาก หรือแย่มากแต่ประการใด ก็กลาง ๆ แบบผ่าน ๆ แม้บางอย่างมันจะดูเหมือนตั้งใจสร้างภาพมากจนเกินไป สิ่งนี้รวมถึงด้านการแสดงในเรื่องด้วย บางอย่างก็มีความโอเว่อร์หรือเน้นย้ำไปนิด (ถ้าไปดูมาแล้วจะเข้าใจ เช่น เรื่องกลิ่นเหม็น ที่ก็เหม็นอยู่อย่างนั้นจนน่ารำคาญ) แต่ถ้าคุณคิดว่ามันคือหนังสไตล์ยุค 90's คุณก็จะเข้าใจและปล่อยผ่านไปเอง...
++ ปิดท้ายที่ความน่ากลัวของหนัง จขกท. สรุปว่าหนังไม่ได้น่ากลัว อาจมีสยองบ้าง แต่ไม่แหวะ เป็นหนังผีแนวสืบสวนสอบสวน หาต้นตอหลักฐานมากกว่า สำหรับ จขกท. งาน jumpscare ไม่ค่อยทำงาน ไม่สะดุ้ง เพราะจังหวะมันค่อนข้างจะบอกให้เรารู้ก่อน เดาทางได้ จุดหักมุมตอนท้ายเรื่อง ไม่ว้าว แต่งงมากกว่า หนังสนุกพอประมาณ พอดูได้ แต่ไม่ได้ดีเลิศ เหมือนดูเอา nostalgia มากกว่าครับ...
[ รีวิวหนังโรง ] The Mage คนเก็บผี (2026)
++ ดูหนังเรื่องนี้แล้วรู้สึกดีอยู่อย่าง คือ มันเป็นงานที่เหมือน nostalgia หนังผีในยุคปลาย 90's ถึงยุค 2000 ต้น ๆ กลิ่นอายแบบที่เรารู้สึกคุ้นเคยกับมันกลับมาอีกครั้ง งานแบบนี้แหละที่เป็นลายเซ็นของพี่น้อง Oxide และ Danny Pang ผกก. ฝีมือดีจากยุคมิลเลนเนียม ทั้งจาก Bangkok Dangerous (1999), The Eye (2002) และ The Storm Warriors (2009) ไม่น่าเชื่อว่าเวลาเหมือนจะผ่านมาไม่นาน แต่ตอนนี้พี่น้องตระกูล Pang นั้น มีอายุ 60 - 61 ปีกันแล้ว จขกท. ยังจำภาพพี่น้องชาวฮ่องกง ผมยาว ๆ คนนึงใส่แว่น ดูแนว ๆ เท่ ๆ พูดไทยสำเนียงจีน ที่เป็นเหมือนคลื่นลูกใหม่ในวงการหนังได้อยู่เลย โอ้! เวลาและวารีนั้นไม่เคยคอยใครจริง ๆ ส่วน The Mage คนเก็บผี เรื่องนี้ ก็คือการกลับมาร่วมงานกำกับหนังกันในรอบ 12 ปีของทั้งคู่ อืม! น่าสนใจครับ...
++ หนังเล่าเรื่องของ เจ๊หล่าน (Josie Ho / เหอเฉาอี้) หญิงปริศนาที่ชอบแต่งตัวซอมซ่อสกปรก ที่วัน ๆ เอาแต่เดินเก็บขยะตามริมทาง แล้วก็พูดอะไรแปลก ๆ อยู่คนเดียว แต่เธอมีความแปลกมาก ๆ อยู่อย่างนึง คือ เมื่อเกิดเหตุคนเสียชีวิตแบบแปลก ๆ ที่ใด เจ๊หล่านจะไปปรากฏตัวอยู่ที่นั่นทุกครั้ง เหตุการณ์นี้ทำให้ จ่าหว่อง (Carlos Chan / เฉินเจียเล่อ) นายตำรวจหน่วยสืบสวนสอบสวน ที่เกิดความสงสัยในตัวนาง จ่าหว่องจึงไปจับตัวนางมาสอบสวน จนได้รู้ประวัติของนางว่า นางเกิดมาเป็นเด็กกำพร้า แล้วมีคนเก็บมาเลี้ยง จนกระทั่งนางไปเจอกับอาจารย์อู๋ซือ จอมขมังเวทย์แบบจีน และอาจารย์ได้สอนวิชาดูดวงและวิชาเก็บวิญญาณผีตายโหงเพื่อนำไปปลดปล่อยให้ จนนางได้นำมาใช้หากินตอนโต แต่จากเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทำให้นางเสียใจมาก ๆ จนเกิด trauma ทำให้นางเลิกดูดวง และยังมีอาการกลัวน้ำกลัวฝนตกอีก จนหันมาเก็บวิญญาณเพียงอย่างเดียว แต่เหตุใดนางจึงโผล่ไปในช่วงเวลาที่มีคดีคนตายแปลก ๆ ทุกครั้ง เบื้องลึกเบื้องหลังคืออะไร ต้องติดตามครับ...
++ ความรู้สึกหลังดูหนังจบ คือ หนังมีสารตั้งต้นที่ค่อนข้างดีเลยทีเดียว แต่จะออกมากลมกล่อมตลอดทั้งเรื่องได้หรือไม่ ต้องติดตามรีวิวต่อจากนี้กันครับ อย่างที่บอกว่าหนังมีลายเซ็นของพี่น้องตระกูล Pang อย่างชัดเจน การถ่ายทำที่มีลูกเล่นด้านงานภาพ ถ้าในสมัยก่อนยุคหนังฟิล์มก็คงเรียกว่า การเล่นกับฟิลเตอร์ภาพ แต่ในสมัยนี้ง่ายกว่ามาก เพราะสามารถทำทุกอย่างได้ด้วยปลายนิ้วเดียวกระดก ที่เห็นได้ชัดเลย คือ การให้สีภาพที่เป็นเรื่องราวในอดีตหรือย้อนอดีตเป็นภาพโทนสีขาวดำ อันนี้ความจริงมันเป็นอะไรที่ทำให้คนดูเข้าใจง่ายดีนะ แต่ถ้าในโลกยุคปัจจุบันก็ต้องบอกว่ามันเชยไปแล้ว ในหนังสมัยใหม่มันมีรูปแบบของภาพที่แสดงการเล่าเรื่องย้อนอดีตได้หลายแบบมาก ๆ แต่ส่วนตัว จขกท. กลับมองว่าการให้สีขาวดำแบบนี้มันเป็น Classic Cinema Style มากกว่า หรือการเล่นกับการใส่เกรนหนัก ๆ ลงในภาพ เพื่อใช้แสดงอารมณ์ความรู้สึกหรืออะไรก็ตามแต่ รวมทั้งมุมกล้อง อะไรต่าง ๆ ก็ดี มันดูได้อารมณ์แบบงานยุคสมัยนั้นมาก ๆ การแสดงออกในความเป็นหนังยุค 90's ถึงต้นปี 2000 ยังมาในรูปแบบของงานออกแบบศิลป์ต่าง ๆ ทั้งการออกแบบเสื้อผ้าหน้าผมนักแสดง ที่ต้องให้เห็นชัดไปเลยว่าเป็นคนจน คนรวย เป็นตำรวจ เป็นคนซกมก อะไรแบบนี้ คือ มองปุ๊ปรู้ปั๊บเลย และการใช้งาน Practical Effects เกือบทั้งหมด เช่น การใช้ Dummy หรือ Fake Corpse เป็นศพ หรือการใช้ Special Effects Makeup ในการแต่งแผล แต่งศพ แต่งผี หรือแม้แต่แต่งหน้าคนก็ตาม แทบไม่ใช้งาน CGI มาช่วยเลย ทำให้หนังมันดูมีความดิบ ๆ เป็นต้นครับ...
++ มาที่เรื่องราวของ บท เนื้อเรื่อง การเล่าเรื่อง การตัดต่อ อันนี้ จขกท. ขัดใจอยู่อย่าง ไม่ใช่แค่เฉพาะหนังเรื่องนี้นะ คือ หนังฮ่องกง หรือหนังจีนยุคใหม่นั้น เค้าชอบตัดภาพสลับแบบเร็ว ๆ เร็วแบบ shuffle ฉากเลยอ่ะ มันทำให้ความต่อเนื่องของแต่ละฉากนั้นแทบไม่มี เรื่องนี้ก็เช่นกัน แต่ยังดีที่ไม่ได้เป็นทั้งเรื่อง ส่วนเรื่องของบทและบรรยากาศของหนัง ในช่วงแรกทำออกมาได้ดีมาก ๆ ให้ความรู้สึกไม่ไว้วางใจ สงสัย และตั้งคำถามกับตัวละคร ซึ่งก็คือเจ๊หล่านได้เป็นอย่างดี เริ่มมาตั้งแต่ฉากเปิดตัวของหนังเลย สร้างซีน jumpscare ได้แบบดีมาก ๆ แต่พอหนังเดินทางมาถึงกลาง ๆ เรื่อง หนังก็เปลี่ยนตัวเองไปเป็นหนังแนว Crime Investigation โดยใช้ความสามารถพิเศษจากหมอผีซึ่งก็คือเจ๊หล่านอีกนั่นแหละ ช่วงนี้ก็ถือว่ายังสนุกดีอยู่ อาจจะเป็นช่วงที่สนุกที่สุดด้วย เหมือนมันเป็นการทำงานเป็นทีมด้วยกันของเจ๊หล่านและจ่าหว่องด้วย หนังเลยดูมีชีวิตชีวามาก แต่พอมาถึงองก์สุดทัายของหนัง เมื่อสถานการณ์มันพลิกผันใหญ่โต กลายเป็นการต่อสู้กันด้วยไสยเวทย์ระหว่างฝ่ายดีกับฝ่ายร้าย ออกแนว feel โปเยโปโลเยมาก ตรงนี้ จขกท. ว่าหนังมันเกือบจะตกม้าตายตอนจบเลย อาจจะเพราะการปูเรื่องที่ไม่กลมกล่อมพอ แล้วหนังสั้นแค่ 97 นาที ตอนองก์สุดท้ายจึงเหมือนรวบรัดตัดตอนจนเกินไปครับ...
++ ด้านการเล่าเรื่องก็ตัดไปตัดมา อดีต ปัจจุบัน เอาซีนก่อนมาไว้หลัง เอาซีนหลังมาไว้ก่อน ไม่เป็นเส้นตรง แต่ก็ไม่ได้ทำให้หนังดูยาก เพราะเส้นเรื่องมันไม่ได้ซับซ้อน ก็เลยไม่มีปัญหาอะไร เรื่องของ Exposition หรือวิธีการเล่าเพื่อเปิดเผยเรื่องราวต่าง ๆ ในหนัง ก็ง่าย ๆ สไตล์หนังยุค 90's ถึง 2000 คือ ให้ตัวละครออกมาพูดเองเลย ก็ดีครับ ไม่ต้องให้คนดูคิดเอง เรื่องของงานสร้าง ก็ไม่ได้ถึงกับลงทุนมาก หรือแย่มากแต่ประการใด ก็กลาง ๆ แบบผ่าน ๆ แม้บางอย่างมันจะดูเหมือนตั้งใจสร้างภาพมากจนเกินไป สิ่งนี้รวมถึงด้านการแสดงในเรื่องด้วย บางอย่างก็มีความโอเว่อร์หรือเน้นย้ำไปนิด (ถ้าไปดูมาแล้วจะเข้าใจ เช่น เรื่องกลิ่นเหม็น ที่ก็เหม็นอยู่อย่างนั้นจนน่ารำคาญ) แต่ถ้าคุณคิดว่ามันคือหนังสไตล์ยุค 90's คุณก็จะเข้าใจและปล่อยผ่านไปเอง...
++ ปิดท้ายที่ความน่ากลัวของหนัง จขกท. สรุปว่าหนังไม่ได้น่ากลัว อาจมีสยองบ้าง แต่ไม่แหวะ เป็นหนังผีแนวสืบสวนสอบสวน หาต้นตอหลักฐานมากกว่า สำหรับ จขกท. งาน jumpscare ไม่ค่อยทำงาน ไม่สะดุ้ง เพราะจังหวะมันค่อนข้างจะบอกให้เรารู้ก่อน เดาทางได้ จุดหักมุมตอนท้ายเรื่อง ไม่ว้าว แต่งงมากกว่า หนังสนุกพอประมาณ พอดูได้ แต่ไม่ได้ดีเลิศ เหมือนดูเอา nostalgia มากกว่าครับ...