ความสำคัญของการละหมาด ทำไมละหมาดสำคัญกับมุสลิม เหตุผลและคุณค่าทางจิตวิญญาณ
1. นบีมุฮัมมัดขึ้นไปรับบัญญัติการละหมาดบนชั้นฟ้า จาก 50 เวลา กลายเป็น 5 เวลาแต่ผลบุญ 10 เท่ากับ 50 ความดี
จากมาลิก บินเศาะอฺเศาะอะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา ซึ่งท่านได้กล่าวว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ขณะที่ฉันอยู่ที่บัยตุลลอฮฺ (ระหว่างหินดำกับมะกอมอิบรอฮีม) ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น โดยมีชาย 2 คนขนาบข้างนั้น (หมายถึง ท่านฮัมซะฮฺ บินอับดุลมุฏฏอลิบ และท่านญะอฺฟัร บินอบีฏอลิบ รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ภาชนะทองคำที่เต็มไปด้วยฮิกมะฮฺและอีมานก็ถูกมาให้ฉัน แล้วญีบรีลก็ผ่า (หน้าอก) ตั้งแต่ลำคอไปจนถึงใต้สะดือ และล้างท้อง (และหัวใจ) ด้วยน้ำซัมซัม หลังจากนั้นก็บรรจุฮิกมะฮฺและอีมานจนเต็ม
จากนั้นสัตว์ตัวหนึ่งที่มีสีขาวก็ถูกนำมาให้ฉัน มันมีลำตัวเล็กกว่าล่อแต่ใหญ่กว่าลา มันมีชื่อว่า ‘บุร็อก’ จากนั้นฉันกับญิบรีลก็ออกเดินทางกระทั่งไปถึงชั้นฟ้าของดุนยา มีเสียง (มลาอิกะฮฺผู้คุมชั้นฟ้า) ถามว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ มีเสียงถามอีกว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามอีกว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับ และแขกที่มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’
แล้วฉันก็ได้พบกับนบีอาดัม ฉันให้สลามแก่ท่าน ท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้ที่เป็นทั้งลูกชายและนบี’ แล้วเราก็ไปยังชั้นฟ้าที่ 2 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามขึ้นมาว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามอีกว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ ผู้เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบีอีซาและนบียะหฺยา ท่านทั้งสองได้กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้เป็นพี่น้องและนบี’
แล้วเราก็เดินทางไปสู่ชั้นฟ้าที่ 3 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามขึ้นว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบียูสุฟ ฉันให้สลามแก่ท่าน แล้วท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้เป็นพี่น้องและนบี’
แล้วเราก็เดินทางไปสู่ชั้นฟ้าที่ 4 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามขึ้นว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบีอิดรีส ฉันให้สลามแก่ท่าน ท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้เป็นพี่น้องและนบี’
แล้วเราก็เดินทางไปสู่ชั้นฟ้าที่ 5 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามขึ้นว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบีฮารูน ฉันให้สลามแก่ท่าน แล้วท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้ที่เป็นพี่น้องและนบี’
แล้วเราก็เดินทางไปสู่ชั้นฟ้าที่ 6 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามขึ้นว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบีมูซา ฉันให้สลามแก่ท่าน แล้วท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้เป็นพี่น้องและนบี’ และเมื่อฉันจากนบีมูซามา ท่านก็ร้องไห้ จึงมีเสียงถามว่า ‘ท่านร้องไห้ทำไมหรือ?’ นบีมูซาก็ตอบว่า ‘โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน พระองค์ส่งชายผู้นี้มาหลังจากฉัน แต่ประชาชาติของเขาได้เข้าสวรรค์มากกว่าประชาชาติของฉัน’
แล้วเราก็เดินทางไปสู่ชั้นฟ้าที่ 7 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบีอิบรอฮีม ฉันให้สลามแก่ท่าน แล้วท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้เป็นลูกชายและนบี’
จากนั้นบัยตุลมะอฺมูรก็ปรากฏขึ้นแก่ฉัน ฉันจึงถามญิบรีล (ว่ามันคืออะไร?) ญิบรีลตอบว่า ‘นี่คือบัยตุลมะอฺมูร ที่ซึ่งมลาอิกะฮฺจะเข้าไปทำอิบาดะฮฺที่นั่นในทุก ๆ วันมากถึง 70,000 ท่าน ซึ่งเมื่อพวกเขาออกมาแล้วก็จะไม่หวนกลับไปอีกเป็นครั้งที่สอง จากนั้นสิดเราะตุลมุนตะฮาก็ปรากฏแก่ฉัน โดยที่ผลของมันคล้ายกับโอ่งน้ำ (กุลละฮฺ) ของเมืองฮะญัร (ในเยเมน) และใบของมันคล้ายกับหูช้าง ที่ฐานของมัน (ซิดเราะตุลมุนตะฮา) มีแม่น้ำ 4 สาย โดย 2 สายถูกเก็บซ่อนเอาไว้ ส่วนอีก 2 สายนั้นปรากฏให้เห็น’ ฉันจึงถามท่านญิบรีล (ว่ามันคืออะไร?) ญิบรีลก็ตอบว่า ‘แม่น้ำ 2 สายที่ถูกเก็บซ่อนนั้นคืออยู่ในสวนสวรรค์ (คือแม่น้ำอัสสัลสะบีลและอัลเกาษัร) ส่วน 2 สายที่ปรากฏให้เห็นนั้นคือแม่น้ำไนล์และแม่น้ำฟุรอต (ยูเฟรติส)’
จากนั้นการละหมาด 50 เวลาก็ได้ถูกบัญญัติแก่ (ประชาชาติของ) ฉัน ฉันก็กลับมาจนได้พบนบีมูซา ท่านถามว่า ‘อัลลอฮฺบัญชาสิ่งใดแก่ท่านหรือ?’ ฉันตอบว่า ‘อัลลอฮฺทรงบัญญัติให้ประชาชาติของฉันละหมาด 50 เวลา (ต่อวัน)’ นบีมูซาจึงกล่าวว่า ‘ฉันรู้สภาพของผู้คนมากกว่าท่าน เพราะฉันเคยพยายามประคับประคองบนีอิสรออีลอย่างเต็มที่มาแล้ว และประชาชาติของท่านนั้นไม่สามารถทำมันได้หรอก ท่านจงกลับไปหาพระผู้อภิบาลของท่าน แล้วขอ (การลดหย่อน) ต่อพระองค์เถิด’
ฉันจึงกลับไปและขอต่อพระองค์ ซึ่งพระองค์ก็ได้ลดหย่อนเหลือ 40 เวลา หลังจากนั้นฉันก็ทำเช่นนั้นอีก พระองค์ก็ลดหย่อนเหลือ 30 เวลา จากนั้นก็ทำเช่นนั้นอีก พระองค์ก็ลดหย่อนเหลือ 20 เวลา จากนั้นฉันก็ทำเช่นนั้นอีก พระองค์ก็ได้ลดหย่อนเหลือ 10 เวลา แล้วฉันก็ได้มาพบกับนบีมูซา ท่านบอกให้ทำเช่นนั้นอีก แล้วพระองค์ก็ลดหย่อนจนเหลือ 5 เวลา แล้วฉันก็ได้มาพบนบีมูซาอีกครั้ง ท่านก็ถามว่า ‘อัลลอฮฺทรงบัญญัติสิ่งใดแก่ท่านหรือ?’ ฉันตอบว่า ‘พระองค์ได้ลดหย่อนเหลือ 5 เวลาแล้ว’ นบีมูซาก็บอกให้ขอลดหย่อนอีก ฉันจึงกล่าวว่า ‘ฉันน้อมรับแล้ว’ ขณะนั้นเองก็มีเสียงประกาศขึ้นมาว่า ‘แท้จริงข้าเสร็จสิ้นการบัญญัติของข้าแล้ว และข้าได้ลดหย่อนให้แก่บ่าวของข้าแล้ว และข้าจะตอบแทนการทำความดีหนึ่งด้วยผลบุญ 10 เท่า (คือละหมาด 5 เวลาแต่ได้ผลบุญเท่ากับละหมาด 50 เวลา)’”
(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 3207)
2. ละหมาดทำหน้าที่ยับยั้งความชั่ว
เมื่อคุณภาพการละหมาดดี คำพูด ข้อความ การกระทำของเขาจะไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
“เจ้าจงอ่านสิ่งที่ถูกวะฮีย์แก่เจ้าจากคัมภีร์ และจงดำรงการละหมาด (เพราะ) แท้จริงการละหมาด (ตัฟซีร: คือการละะหมาดที่ถูกต้องทุกประการทั้งรูปแบบและการถ่อมตนจะยับยั้งการกระทำที่เลวร้ายได้) นั้นจะยับยั้งการทำลามกและความชั่วและการรำลึกถึงอัลลอฮฺนั้น ยิ่งใหญ่มาก และอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอังกะบูต 45 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
3. เมื่อขาดละหมาด หัวใจอ่อนไหว ชัยฏอนเข้าใกล้ เสี่ยงโรคทางใจ
“แท้จริงมนุษย์นั้นถูกบังเกิดมาเป็นคนหวั่นไหว เมื่อความทุกข์ยากประสบแก่เขา ก็ตีโพยตีพายกลัดกลุ้ม และเมื่อคุณความดีประสบแก่เขา ก็หวงแหน (ตัฟซีร: คือมนุษย์นั้นมีสัญชาตญาณเป็นผู้หวั่นไหว ไม่อดทนต่อการทดสอบ ไม่ขอบคุณต่อความโปรดปรานที่ได้รับ นี่คือลักษณะประจำตัวของมนุษย์ ทั้งในยามได้รับความทุกข์ยากและได้รับความดี ดังนั้น การอีมานศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา จึงนับได้ว่าเป็นบทบาทสำคัญที่จะเข้ามาควบคุมลักษณะประจำตัวของมนุษย์) นอกจากบรรดาผู้กระทำละหมาด บรรดาผู้ที่ดำรงมั่นอยู่ในการทำละหมาดของพวกเขาเป็นประจำ” (ตัฟซีร: คุณลักษณะของมนุษย์ที่จะกล่าวต่อไปนี้สามารถที่จะขจัดโรคร้ายดังกล่าวได้คือ การดำรงมั่นอยู่ในการละหมาด คือปฏิบัติละหมาดอยู่เป็นประจำทั้งในเวลากลางคืน และเวลากลางวัน ทั้งนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้วยการศรัทธาและหวังในการตอบแทนจากอัลลอฮฺ โดยปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักการที่เป็นวาญิบและเป็นซุนนะฮฺ) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลมะอาริจญ์ 19-23 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
4. เป็นการงานแรกที่จะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ (วันฟื้นคืนชีพ)
จากอนัส อิบนุ มาลิก รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “สิ่งแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนด้วยกับมันในวันกิยามะฮฺ คือการละหมาด ดังนั้นหากว่าถูกต้องสมบูรณ์ การงานทั้งหมดที่เหลือของเขาก็ถูกต้องสมบูรณ์ไปด้วย และหากว่าขาดตกบกพร่อง การงานทั้งหมดที่เหลือของเขาก็ขาดตกบกพร่องไปด้วย” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ฏ็อบรอนีย์ เลขที่ 1859)
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงสิ่งแรกที่มนุษย์จะถูกสอบถามในวันกิยามะฮฺจากการงานของพวกเขา ก็คือ การละหมาด หากพบว่าการละหมาดของเขาสมบูรณ์ เขาก็จะถูกประทับตรารับรองว่าสมบูรณ์ แต่หากการละหมาดของเขาบกพร่องส่วนหนึ่งส่วนใด อัลลอฮฺจะตรัสแก่มลาอิกะฮฺ ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงรอบรู้ดียิ่งว่า ‘พวกเจ้า จงดูซิว่า บ่าวของข้าคนนี้มีละหมาดสุนัตบ้างไหม? หากว่าเขามีละหมาดซุนนะฮฺ ก็จงทำให้การละหมาดฟัรฎูของบ่าวผู้นี้สมบูรณ์ ด้วยการละหมาดซุนนะฮฺของเขา แล้วกิจการงานอื่นๆ ก็จะถูกสอบสวนในทำนองนี้’” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอันนะซาอียฺ และอิบนุมาญะฮฺ)
วัลลอฮุอะอฺลัม
ความสำคัญของการละหมาด ทำไมละหมาดสำคัญกับมุสลิม เหตุผลและคุณค่าทางจิตวิญญาณ
1. นบีมุฮัมมัดขึ้นไปรับบัญญัติการละหมาดบนชั้นฟ้า จาก 50 เวลา กลายเป็น 5 เวลาแต่ผลบุญ 10 เท่ากับ 50 ความดี
จากมาลิก บินเศาะอฺเศาะอะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา ซึ่งท่านได้กล่าวว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ขณะที่ฉันอยู่ที่บัยตุลลอฮฺ (ระหว่างหินดำกับมะกอมอิบรอฮีม) ในอาการครึ่งหลับครึ่งตื่น โดยมีชาย 2 คนขนาบข้างนั้น (หมายถึง ท่านฮัมซะฮฺ บินอับดุลมุฏฏอลิบ และท่านญะอฺฟัร บินอบีฏอลิบ รอฎิยัลลอฮุอันฮุมา) ภาชนะทองคำที่เต็มไปด้วยฮิกมะฮฺและอีมานก็ถูกมาให้ฉัน แล้วญีบรีลก็ผ่า (หน้าอก) ตั้งแต่ลำคอไปจนถึงใต้สะดือ และล้างท้อง (และหัวใจ) ด้วยน้ำซัมซัม หลังจากนั้นก็บรรจุฮิกมะฮฺและอีมานจนเต็ม
จากนั้นสัตว์ตัวหนึ่งที่มีสีขาวก็ถูกนำมาให้ฉัน มันมีลำตัวเล็กกว่าล่อแต่ใหญ่กว่าลา มันมีชื่อว่า ‘บุร็อก’ จากนั้นฉันกับญิบรีลก็ออกเดินทางกระทั่งไปถึงชั้นฟ้าของดุนยา มีเสียง (มลาอิกะฮฺผู้คุมชั้นฟ้า) ถามว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ มีเสียงถามอีกว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามอีกว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับ และแขกที่มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’
แล้วฉันก็ได้พบกับนบีอาดัม ฉันให้สลามแก่ท่าน ท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้ที่เป็นทั้งลูกชายและนบี’ แล้วเราก็ไปยังชั้นฟ้าที่ 2 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามขึ้นมาว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามอีกว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ ผู้เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบีอีซาและนบียะหฺยา ท่านทั้งสองได้กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้เป็นพี่น้องและนบี’
แล้วเราก็เดินทางไปสู่ชั้นฟ้าที่ 3 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามขึ้นว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบียูสุฟ ฉันให้สลามแก่ท่าน แล้วท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้เป็นพี่น้องและนบี’
แล้วเราก็เดินทางไปสู่ชั้นฟ้าที่ 4 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามขึ้นว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบีอิดรีส ฉันให้สลามแก่ท่าน ท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้เป็นพี่น้องและนบี’
แล้วเราก็เดินทางไปสู่ชั้นฟ้าที่ 5 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามขึ้นว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบีฮารูน ฉันให้สลามแก่ท่าน แล้วท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้ที่เป็นพี่น้องและนบี’
แล้วเราก็เดินทางไปสู่ชั้นฟ้าที่ 6 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามขึ้นว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบีมูซา ฉันให้สลามแก่ท่าน แล้วท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้เป็นพี่น้องและนบี’ และเมื่อฉันจากนบีมูซามา ท่านก็ร้องไห้ จึงมีเสียงถามว่า ‘ท่านร้องไห้ทำไมหรือ?’ นบีมูซาก็ตอบว่า ‘โอ้พระผู้อภิบาลของฉัน พระองค์ส่งชายผู้นี้มาหลังจากฉัน แต่ประชาชาติของเขาได้เข้าสวรรค์มากกว่าประชาชาติของฉัน’
แล้วเราก็เดินทางไปสู่ชั้นฟ้าที่ 7 มีเสียง (ของมลาอิกะฮฺผู้คุมท้องฟ้าชั้นนี้) ถามว่า ‘ท่านเป็นใคร?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ญิบรีล’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘ใครมากับท่าน?’ ญิบรีลตอบว่า ‘มุฮัมมัด’ เสียงนั้นถามต่อว่า ‘เขาถูกส่งมาแล้วหรือ?’ ญิบรีลตอบว่า ‘ใช่แล้ว’ เสียงนั้นจึงกล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับและแขกผู้มีเกียรติที่สุดได้มาถึงแล้ว’ แล้วฉันก็ได้พบกับนบีอิบรอฮีม ฉันให้สลามแก่ท่าน แล้วท่านก็กล่าวว่า ‘ยินดีต้อนรับผู้เป็นลูกชายและนบี’
จากนั้นบัยตุลมะอฺมูรก็ปรากฏขึ้นแก่ฉัน ฉันจึงถามญิบรีล (ว่ามันคืออะไร?) ญิบรีลตอบว่า ‘นี่คือบัยตุลมะอฺมูร ที่ซึ่งมลาอิกะฮฺจะเข้าไปทำอิบาดะฮฺที่นั่นในทุก ๆ วันมากถึง 70,000 ท่าน ซึ่งเมื่อพวกเขาออกมาแล้วก็จะไม่หวนกลับไปอีกเป็นครั้งที่สอง จากนั้นสิดเราะตุลมุนตะฮาก็ปรากฏแก่ฉัน โดยที่ผลของมันคล้ายกับโอ่งน้ำ (กุลละฮฺ) ของเมืองฮะญัร (ในเยเมน) และใบของมันคล้ายกับหูช้าง ที่ฐานของมัน (ซิดเราะตุลมุนตะฮา) มีแม่น้ำ 4 สาย โดย 2 สายถูกเก็บซ่อนเอาไว้ ส่วนอีก 2 สายนั้นปรากฏให้เห็น’ ฉันจึงถามท่านญิบรีล (ว่ามันคืออะไร?) ญิบรีลก็ตอบว่า ‘แม่น้ำ 2 สายที่ถูกเก็บซ่อนนั้นคืออยู่ในสวนสวรรค์ (คือแม่น้ำอัสสัลสะบีลและอัลเกาษัร) ส่วน 2 สายที่ปรากฏให้เห็นนั้นคือแม่น้ำไนล์และแม่น้ำฟุรอต (ยูเฟรติส)’
จากนั้นการละหมาด 50 เวลาก็ได้ถูกบัญญัติแก่ (ประชาชาติของ) ฉัน ฉันก็กลับมาจนได้พบนบีมูซา ท่านถามว่า ‘อัลลอฮฺบัญชาสิ่งใดแก่ท่านหรือ?’ ฉันตอบว่า ‘อัลลอฮฺทรงบัญญัติให้ประชาชาติของฉันละหมาด 50 เวลา (ต่อวัน)’ นบีมูซาจึงกล่าวว่า ‘ฉันรู้สภาพของผู้คนมากกว่าท่าน เพราะฉันเคยพยายามประคับประคองบนีอิสรออีลอย่างเต็มที่มาแล้ว และประชาชาติของท่านนั้นไม่สามารถทำมันได้หรอก ท่านจงกลับไปหาพระผู้อภิบาลของท่าน แล้วขอ (การลดหย่อน) ต่อพระองค์เถิด’
ฉันจึงกลับไปและขอต่อพระองค์ ซึ่งพระองค์ก็ได้ลดหย่อนเหลือ 40 เวลา หลังจากนั้นฉันก็ทำเช่นนั้นอีก พระองค์ก็ลดหย่อนเหลือ 30 เวลา จากนั้นก็ทำเช่นนั้นอีก พระองค์ก็ลดหย่อนเหลือ 20 เวลา จากนั้นฉันก็ทำเช่นนั้นอีก พระองค์ก็ได้ลดหย่อนเหลือ 10 เวลา แล้วฉันก็ได้มาพบกับนบีมูซา ท่านบอกให้ทำเช่นนั้นอีก แล้วพระองค์ก็ลดหย่อนจนเหลือ 5 เวลา แล้วฉันก็ได้มาพบนบีมูซาอีกครั้ง ท่านก็ถามว่า ‘อัลลอฮฺทรงบัญญัติสิ่งใดแก่ท่านหรือ?’ ฉันตอบว่า ‘พระองค์ได้ลดหย่อนเหลือ 5 เวลาแล้ว’ นบีมูซาก็บอกให้ขอลดหย่อนอีก ฉันจึงกล่าวว่า ‘ฉันน้อมรับแล้ว’ ขณะนั้นเองก็มีเสียงประกาศขึ้นมาว่า ‘แท้จริงข้าเสร็จสิ้นการบัญญัติของข้าแล้ว และข้าได้ลดหย่อนให้แก่บ่าวของข้าแล้ว และข้าจะตอบแทนการทำความดีหนึ่งด้วยผลบุญ 10 เท่า (คือละหมาด 5 เวลาแต่ได้ผลบุญเท่ากับละหมาด 50 เวลา)’”
(หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย บุคอรี เลขที่ 3207)
2. ละหมาดทำหน้าที่ยับยั้งความชั่ว
เมื่อคุณภาพการละหมาดดี คำพูด ข้อความ การกระทำของเขาจะไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
“เจ้าจงอ่านสิ่งที่ถูกวะฮีย์แก่เจ้าจากคัมภีร์ และจงดำรงการละหมาด (เพราะ) แท้จริงการละหมาด (ตัฟซีร: คือการละะหมาดที่ถูกต้องทุกประการทั้งรูปแบบและการถ่อมตนจะยับยั้งการกระทำที่เลวร้ายได้) นั้นจะยับยั้งการทำลามกและความชั่วและการรำลึกถึงอัลลอฮฺนั้น ยิ่งใหญ่มาก และอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลอังกะบูต 45 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
3. เมื่อขาดละหมาด หัวใจอ่อนไหว ชัยฏอนเข้าใกล้ เสี่ยงโรคทางใจ
“แท้จริงมนุษย์นั้นถูกบังเกิดมาเป็นคนหวั่นไหว เมื่อความทุกข์ยากประสบแก่เขา ก็ตีโพยตีพายกลัดกลุ้ม และเมื่อคุณความดีประสบแก่เขา ก็หวงแหน (ตัฟซีร: คือมนุษย์นั้นมีสัญชาตญาณเป็นผู้หวั่นไหว ไม่อดทนต่อการทดสอบ ไม่ขอบคุณต่อความโปรดปรานที่ได้รับ นี่คือลักษณะประจำตัวของมนุษย์ ทั้งในยามได้รับความทุกข์ยากและได้รับความดี ดังนั้น การอีมานศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ตะอาลา จึงนับได้ว่าเป็นบทบาทสำคัญที่จะเข้ามาควบคุมลักษณะประจำตัวของมนุษย์) นอกจากบรรดาผู้กระทำละหมาด บรรดาผู้ที่ดำรงมั่นอยู่ในการทำละหมาดของพวกเขาเป็นประจำ” (ตัฟซีร: คุณลักษณะของมนุษย์ที่จะกล่าวต่อไปนี้สามารถที่จะขจัดโรคร้ายดังกล่าวได้คือ การดำรงมั่นอยู่ในการละหมาด คือปฏิบัติละหมาดอยู่เป็นประจำทั้งในเวลากลางคืน และเวลากลางวัน ทั้งนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขด้วยการศรัทธาและหวังในการตอบแทนจากอัลลอฮฺ โดยปฏิบัติอย่างถูกต้องตามหลักการที่เป็นวาญิบและเป็นซุนนะฮฺ) (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัลมะอาริจญ์ 19-23 ตัฟซีรโดย สมาคมนักเรียนเก่าอาหรับ ประเทศไทย)
4. เป็นการงานแรกที่จะถูกสอบสวนในวันกิยามะฮฺ (วันฟื้นคืนชีพ)
จากอนัส อิบนุ มาลิก รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า “สิ่งแรกที่บ่าวจะถูกสอบสวนด้วยกับมันในวันกิยามะฮฺ คือการละหมาด ดังนั้นหากว่าถูกต้องสมบูรณ์ การงานทั้งหมดที่เหลือของเขาก็ถูกต้องสมบูรณ์ไปด้วย และหากว่าขาดตกบกพร่อง การงานทั้งหมดที่เหลือของเขาก็ขาดตกบกพร่องไปด้วย” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ฏ็อบรอนีย์ เลขที่ 1859)
ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงสิ่งแรกที่มนุษย์จะถูกสอบถามในวันกิยามะฮฺจากการงานของพวกเขา ก็คือ การละหมาด หากพบว่าการละหมาดของเขาสมบูรณ์ เขาก็จะถูกประทับตรารับรองว่าสมบูรณ์ แต่หากการละหมาดของเขาบกพร่องส่วนหนึ่งส่วนใด อัลลอฮฺจะตรัสแก่มลาอิกะฮฺ ทั้งๆ ที่พระองค์ทรงรอบรู้ดียิ่งว่า ‘พวกเจ้า จงดูซิว่า บ่าวของข้าคนนี้มีละหมาดสุนัตบ้างไหม? หากว่าเขามีละหมาดซุนนะฮฺ ก็จงทำให้การละหมาดฟัรฎูของบ่าวผู้นี้สมบูรณ์ ด้วยการละหมาดซุนนะฮฺของเขา แล้วกิจการงานอื่นๆ ก็จะถูกสอบสวนในทำนองนี้’” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยอันนะซาอียฺ และอิบนุมาญะฮฺ)
วัลลอฮุอะอฺลัม