คนคุย
เริ่มใช้คำนี้ แสดงถึงนิยามความสัมพันธ์กันตั้งแต่ช่วงไหน และ ความหมายจริงๆ หมายถึงอะไรกันแน่?
-------------------------------
คำนี้น่าจะเป็นศัพท์ Gen Z
ที่นิยามมาเพื่อหาตำแหน่งตรงกลางระหว่าง แฟน และเพื่อน และหลีกเลี่ยงคำที่สื่อแทนความชู้สาวเช่น จีบ เดท
น่าจะเพื่อทำให้การมีแฟนดูไม่หนัก ดูไม่ต้องรับผิดชอบอะไรในแบบแฟน แต่ก็อยากทำอะไรๆได้อิสระแบบเกินเพื่อน รวมถึงการซั่มกินตับกันได้
เพื่อบอกตัวเองได้ว่า ไม่ได้กินตับกับเพื่อน แต่คนนี้ก็ไม่ใช่แฟนนะ ยังไม่มีสิทธิ์และหน้าที่ขนาดเป็นแฟน
ที่สำคัญ การมีแฟน ถ้ามีเพิ่มต้องเลิกของเก่าก่อนไม่งั้นผิด แต่การมีคนคุยเท่ากับ มีกี่คนก็ได้ ยังไม่จำกัดสิทธิ์
คำนี้ จึงเป็นคำที่ถูกสร้างมาเพื่อ "ปลอใจ" พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เท่านั้น
เพราะในความจริง หากจำกัดกันง่ายๆไปว่า จะมีสัมพันธ์กับใคร คนนั้นควรเป็นคนที่ตัดสินใจ"คบหา" หากไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องข้ามเส้นตรงนี้ก็เป็นเพียงเพื่อน เป็นคนสนิท ที่กำลังจีบกัน
หรือถ้าจะใจๆหน่อย ก็ทำตัวให้กล้ายอมรับความจริงไปซะ
"เพื่อนฉันแบ่งปันประโยชน์" หรือ "คืนเดียวเสียแล้วจบ" ไปจนระดับ "สังเวียนมวยปล้ำอาชีพ" กับ "สัมพันธ์เสรีเปิด"
ก็ไม่เห็นต้องมานิยาม จำกัดความอะไรกันให้วุ่นวายชีวิต แต่ต้อง มั่นหน้า ยืดอก บอกได้ว่าฉันดำเนินชีวิตแบบไหน อย่างไร ไม่ได้ผิดหรือถูก
"คนคุย" จึงเป็นคำที่สร้างมา แสดงถึงความ กล้าๆ กลัวๆ แต่อยากแสดงตัวตนของคนยุคนี้ ที่ เปิดช่องแห่งความชอบธรรมเท่านั้นเอง
ใครจำคำว่า "กิ๊ก" ได้บ้าง?
นี่ก็คำที่ถูกสร้างมาเพื่อทำให้คำว่า "ชู้" เบาลงเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็มาถกเถียงกันว่า กิ๊ก ทำอะไรได้บ้าง แค่ไหนถึงเป็นกิ๊ก แค่ไหน ถึงเป็นชู้
ทั้งๆที่คำว่า "กิ๊ก" แรกเริ่ม ก็มาจากคำว่า "กุ๊กกิ๊ก" ที่กลายเป็นกริยา ที่สื่อว่า กำลังจีบกัน แต่ยังไม่คบหานะ
เอาจริงๆ แรกๆ กิ๊ก ที่เป็นคำกริยา ก็ไม่ได้ต่างจากคำว่า คนคุย หรอก
"สมหมายกับสมศรีเค้ากิ๊กกัน"
ไม่ได้แปลว่า ทั้งสองสม เป็นมือที่สามกัน แต่หมายถึง กำลังจีบกัน
ต่อมาคำนี้ ถูกนำไปใช้แทนการนอกใจในช่วงปลาย 90s-2000s
"มีกิ๊ก" "เป็นกิ๊ก" เป็นคำที่เกิดจากการเปลี่ยนบริบทในช่วงนั้น
เป้าหมาย ก็อย่างที่บอกข้างต้น เพื่อ ลดความแรงของสิ่งที่กระทำนั่นเอง
"มากิ๊กกับเรามั้ย" คือประโยคที่ยุค MSN, hi5, Camfrog ใช้จีบหญิง จับหนุ่ม นัดเย็บ
โดยไม่ต้องถามอะไรกัน รู้กันว่า ไม่มีสิทธิ์เป็นแฟนนะ เพราะเป็นแค่กิ๊ก ไม่ว่าจะมีคู่เป็นตัวเป็นตนอยู่หรือไม่ ถ้าเป็นกิ๊ก ก็ได้สิทธิ์แค่กิ๊ก ไม่ใช่แฟน
คนคุย อีกมิติ จึงหมายถึง กิ๊ก ที่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทมือที่สามมาคิด จะมีหรือไม่ คนคุย ก็คือกิ๊ก ที่ไม่มช่เพื่อน ไม่ใช่แฟน ไม่ต้องมีสถานะ ไม่มีสิทธิ์หวง แต่ ดำเนินความสัมพันธ์กันไปได้แบบไม่ต้องมีเส้นแบ่งกั้นระดับ
"คนคุย" ทำอะไรได้บ้าง : คำถามที่เกิดจากนิยามแล้วทุกอย่างยุ่งเหยิงของคนเทร็นดี้เทสท์ดี๊ ดี
เริ่มใช้คำนี้ แสดงถึงนิยามความสัมพันธ์กันตั้งแต่ช่วงไหน และ ความหมายจริงๆ หมายถึงอะไรกันแน่?
-------------------------------
คำนี้น่าจะเป็นศัพท์ Gen Z
ที่นิยามมาเพื่อหาตำแหน่งตรงกลางระหว่าง แฟน และเพื่อน และหลีกเลี่ยงคำที่สื่อแทนความชู้สาวเช่น จีบ เดท
น่าจะเพื่อทำให้การมีแฟนดูไม่หนัก ดูไม่ต้องรับผิดชอบอะไรในแบบแฟน แต่ก็อยากทำอะไรๆได้อิสระแบบเกินเพื่อน รวมถึงการซั่มกินตับกันได้
เพื่อบอกตัวเองได้ว่า ไม่ได้กินตับกับเพื่อน แต่คนนี้ก็ไม่ใช่แฟนนะ ยังไม่มีสิทธิ์และหน้าที่ขนาดเป็นแฟน
ที่สำคัญ การมีแฟน ถ้ามีเพิ่มต้องเลิกของเก่าก่อนไม่งั้นผิด แต่การมีคนคุยเท่ากับ มีกี่คนก็ได้ ยังไม่จำกัดสิทธิ์
คำนี้ จึงเป็นคำที่ถูกสร้างมาเพื่อ "ปลอใจ" พฤติกรรมของคนรุ่นใหม่เท่านั้น
เพราะในความจริง หากจำกัดกันง่ายๆไปว่า จะมีสัมพันธ์กับใคร คนนั้นควรเป็นคนที่ตัดสินใจ"คบหา" หากไม่เช่นนั้นก็ไม่ต้องข้ามเส้นตรงนี้ก็เป็นเพียงเพื่อน เป็นคนสนิท ที่กำลังจีบกัน
หรือถ้าจะใจๆหน่อย ก็ทำตัวให้กล้ายอมรับความจริงไปซะ
"เพื่อนฉันแบ่งปันประโยชน์" หรือ "คืนเดียวเสียแล้วจบ" ไปจนระดับ "สังเวียนมวยปล้ำอาชีพ" กับ "สัมพันธ์เสรีเปิด"
ก็ไม่เห็นต้องมานิยาม จำกัดความอะไรกันให้วุ่นวายชีวิต แต่ต้อง มั่นหน้า ยืดอก บอกได้ว่าฉันดำเนินชีวิตแบบไหน อย่างไร ไม่ได้ผิดหรือถูก
"คนคุย" จึงเป็นคำที่สร้างมา แสดงถึงความ กล้าๆ กลัวๆ แต่อยากแสดงตัวตนของคนยุคนี้ ที่ เปิดช่องแห่งความชอบธรรมเท่านั้นเอง
ใครจำคำว่า "กิ๊ก" ได้บ้าง?
นี่ก็คำที่ถูกสร้างมาเพื่อทำให้คำว่า "ชู้" เบาลงเหมือนกัน แต่สุดท้ายก็มาถกเถียงกันว่า กิ๊ก ทำอะไรได้บ้าง แค่ไหนถึงเป็นกิ๊ก แค่ไหน ถึงเป็นชู้
ทั้งๆที่คำว่า "กิ๊ก" แรกเริ่ม ก็มาจากคำว่า "กุ๊กกิ๊ก" ที่กลายเป็นกริยา ที่สื่อว่า กำลังจีบกัน แต่ยังไม่คบหานะ
เอาจริงๆ แรกๆ กิ๊ก ที่เป็นคำกริยา ก็ไม่ได้ต่างจากคำว่า คนคุย หรอก
"สมหมายกับสมศรีเค้ากิ๊กกัน"
ไม่ได้แปลว่า ทั้งสองสม เป็นมือที่สามกัน แต่หมายถึง กำลังจีบกัน
ต่อมาคำนี้ ถูกนำไปใช้แทนการนอกใจในช่วงปลาย 90s-2000s
"มีกิ๊ก" "เป็นกิ๊ก" เป็นคำที่เกิดจากการเปลี่ยนบริบทในช่วงนั้น
เป้าหมาย ก็อย่างที่บอกข้างต้น เพื่อ ลดความแรงของสิ่งที่กระทำนั่นเอง
"มากิ๊กกับเรามั้ย" คือประโยคที่ยุค MSN, hi5, Camfrog ใช้จีบหญิง จับหนุ่ม นัดเย็บ
โดยไม่ต้องถามอะไรกัน รู้กันว่า ไม่มีสิทธิ์เป็นแฟนนะ เพราะเป็นแค่กิ๊ก ไม่ว่าจะมีคู่เป็นตัวเป็นตนอยู่หรือไม่ ถ้าเป็นกิ๊ก ก็ได้สิทธิ์แค่กิ๊ก ไม่ใช่แฟน
คนคุย อีกมิติ จึงหมายถึง กิ๊ก ที่ไม่จำเป็นต้องใช้บริบทมือที่สามมาคิด จะมีหรือไม่ คนคุย ก็คือกิ๊ก ที่ไม่มช่เพื่อน ไม่ใช่แฟน ไม่ต้องมีสถานะ ไม่มีสิทธิ์หวง แต่ ดำเนินความสัมพันธ์กันไปได้แบบไม่ต้องมีเส้นแบ่งกั้นระดับ