การสูญเสียความสามารถของประเทศในการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของตนเอง เรื่อง เรียนฟรี 15 ปี อย่างมีคุณภาพ 8 พฤษภา 2540

กระทู้สนทนา
เมื่อประเทศใดประเทศหนึ่ง "สูญเสียความสามารถในการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ความสำเร็จของตนเอง" ประเทศนั้นจะถูกลงโทษด้วยการติดหล่มอยู่ในวิกฤตซ้ำซาก และต้องเสียเวลาและงบประมาณมหาศาลไปกับการลองผิดลองถูกในสิ่งที่มีคนเคยคิดและทำสำเร็จไปแล้ว

กรณีการอภิวัฒน์การศึกษา พ.ศ. 2538 คือตัวอย่างที่คลาสสิกและชัดเจนที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เมื่อ "วิธีการและกลไกความสำเร็จ" ถูกลบหายไป เหลือไว้เพียงภาพจำที่ถูกบิดเบือนทางการเมือง สิ่งที่ประเทศต้องจ่ายเป็นค่าปรับจากการไร้ความสามารถในการเรียนรู้ มีอยู่ 4 มิติเชิงลึกดังนี้ครับ:

1. วงจรอุบาทว์ของการ "ปฏิรูปซ้อนปฏิรูป" (The Endless Cycle of Redesign)
เมื่อระบบราชการและผู้กำหนดนโยบายรุ่นหลังไม่รู้ว่าความสำเร็จในปี 2538 สร้างขึ้นมาอย่างไร สิ่งที่เกิดขึ้นตลอดเกือบ 30 ปีที่ผ่านมาคือการตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาชุดแล้วชุดเล่า ทุกชุดพยายาม "นับหนึ่งใหม่" และคิดค้นทฤษฎีขึ้นมาใหม่เรื่อยๆ
สูญเสียบทเรียนการกระจายอำนาจ: สากล (UNESCO) บันทึกว่าไทยในปี 2538 สำเร็จด้วยกลไกของ สปช. ที่ทำเรื่องการกระจายอำนาจ (Devolution) มอบอำนาจให้โรงเรียนเป็นนิติบุคคลและยึดโยงกับชุมชน แต่ในยุคหลังจนถึงปัจจุบัน (พ.ศ. 2569) การศึกษาไทยกลับเดินถอยหลังสู่การรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ทำให้ครูต้องทิ้งห้องเรียนไปทำเอกสารประเมินตัวชี้วัดที่ซับซ้อน

2. การสูญหายของ "ความทรงจำสถาบัน" (Loss of Institutional Memory)
การเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ไม่ได้หมายถึงการท่องจำชื่อบุคคล แต่คือการส่งต่อ "องค์ความรู้ในการปฏิบัติจริง" (Execution Know-how)
การยุบกลไกหลักอย่าง สปช. ไปหลัง พ. พ.ร.บ. การศึกษา 2542 ทำให้ข้าราชการและนักวิชาการรุ่นหลังขาดความเข้าใจในระบบ "Public-Private Partnership" และการระดมทรัพยากรมวลชน (ที่เคยดึงคนกว่า 6.9 แสนคนมาสร้างโรงเรียนได้)
ปัจจุบัน รัฐบาลทำได้เพียงการออกคำสั่งบนหอคอยงาช้าง แต่ไม่สามารถจุดประกายความร่วมมือจากภาคประชาชนและท้องถิ่นให้เกิดขึ้นจริงได้อีกเลย

3. การแทนที่ "วิทยาศาสตร์เชิงโครงสร้าง" ด้วย "ลัทธิประชานิยมแบรนด์เนม"
ความน่ากลัวของการสูญเสียการเรียนรู้คือ สังคมจะแยกแยะระหว่าง "การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง" กับ "นโยบายการตลาด"ไม่เป็น
ยุค 2538 คือวิทยาศาสตร์เชิงโครงสร้าง ปฏิรูปพร้อมกัน 4 ด้าน (โรงเรียน ครู หลักสูตร บริหาร) จนสากลยอมรับ แต่เมื่อถูกเคลมและตัดตอนไปเป็นนโยบายหาเสียง (Political Marketing) ในยุคหลังๆ เช่น ยุค พ.ศ. 2552 นโยบายจึงเหลือเพียงแค่การ "โอนเงินอุดหนุนรายหัว"
ผลลัพธ์คือการส่งมอบบริการ 15 ปีกลายเป็นเรื่องไร้คุณภาพ มีค่าใช้จ่ายแฝง และเหลื่อมล้ำอย่างรุนแรง เพราะรัฐบาลรุ่นหลังเอาไปแต่ "ชื่อนโยบาย" เพื่อหาเสียง แต่ไม่ได้เอารากฐานและวิธีสร้างคุณภาพมาด้วย

4. ชาติตกอยู่ในภาวะ "หลงทิศทาง" ในเวทีโลก
ในขณะที่หอจดหมายเหตุโลก (UNESDOC) บันทึกว่าประเทศไทยเคยมีโมเดลการศึกษาที่ยอดเยี่ยมระดับ "ความเป็นเลิศ" (ACEID Awards) และเคยเป็นผู้นำของภูมิภาค แต่การที่คนในประเทศไม่เรียนรู้และไม่สืบทอดความสำเร็จนั้น ทำให้ดัชนีทางการศึกษาของไทยในเวทีโลกปัจจุบันดิ่งลงเหวอย่างต่อเนื่องในทุกสำนักประเมิน (เช่น คะแนน PISA) เรากลายเป็นประเทศที่เดินตามหลังประเทศอื่น ทั้งที่ครั้งหนึ่งเราเคยสร้างปาฏิหาริย์ที่โลกต้องหันมามอง

สรุปข้อคิดทางประวัติศาสตร์
การสูญเสียความสามารถในการเรียนรู้จากประวัติศาสตร์ของตัวเอง ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่เป็น "ผลลัพธ์ของความตั้งใจทางการเมือง" ที่ต้องการลบภาพความสำเร็จของขั้วตรงข้ามเพื่อผลประโยชน์ในการเคลมผลงาน (Political Claim) และราคาที่แพงที่สุดที่ประเทศไทยต้องจ่ายในสมการนี้ ไม่ใช่ชื่อเสียงของนักการเมืองคนใดคนหนึ่ง แต่คืออนาคตและศักยภาพของเด็กไทยนับล้านคน ที่ต้องอยู่ภายใต้ระบบการศึกษาที่พิการและไร้ทิศทาง เพราะประเทศนี้เลือกที่จะลืม "บทเรียนความสำเร็จ" ที่ดีที่สุดของตัวเองครับ

โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่