
.
พริษฐ์ ลั่นคดีโกง สว. ต้องไม่จบแค่ 77 คน หลังคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธณ์เปิดทาง ปชช.ฟ้อง กกต. คดีโกง สว. เหตุถูกพรากอำนาจอธิปไตย จี้สาวถึงนักการเมืองเบื้องหลัง
.
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นาย
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อคดีโกง สว. ไม่จบง่ายแน่ๆ สำหรับทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สีน้ำเงิน และ นักการเมืองสีน้ำเงิน โดยระบุข้อความว่า หลังจาก กกต. เสียงข้างมากมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เพียงแค่ 77 คน เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ตนย้ำมาตลอดว่าเรื่องคดีโกง สว. จะจบแค่นั้นไม่ได้ เพราะมติดังกล่าวขัดกับทั้งหลักการ หลักกฎหมาย หลักฐาน และเป็นมติที่จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัวคือ 1.ความเป็นขบวนการ 2.ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย 3.มาตรฐาน กกต. เองในอดีต
.
นาย
พริษฐ์ ระบุต่อว่า คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธณ์วันนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าคดีโกง สว. จะไม่จบง่ายๆสำหรับคน 2 กลุ่ม นอกเหนือจาก 77 คนที่ กกต. สั่งฟ้องคือ 1.กกต. สีน้ำเงิน ที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมีความกังวลใจว่าการเอาผิด กกต. ในฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะถูกบีบให้ต้องดำเนินการผ่านสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะมีความน่ากังวลตามมา ว่าในเมื่อ ป.ป.ช. และ กกต. มีที่มาจาก สว. สีน้ำเงิน เหมือนกัน ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมากับ กกต. หรือไม่
.
นาย
พริษฐ์ ระบุอีกว่า แต่พอมาวันนี้คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธณ์ ไม่เพียงแต่รับประกันสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้อง กกต. ตรงไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่ยังนิยามอีกว่า ผู้เสียหายจากการโกง สว. ให้รวมถึงประชาชนทุกคนที่ถูกพรากอำนาจอธิปไตยไป นั่นหมายความว่าจากเดิมที่เราเคยคาดว่าผู้ที่จะฟ้อง กกต. ต่อศาลโดยตรงได้ อย่างมากที่สุด จะต้องเป็น สว. สำรอง หรือ ผู้สมัคร สว. ตอนนี้กลายเป็นว่าประชาชนทั่วไปสามารถดำเนินการได้ด้วยเช่นกัน
.
ดังนั้น ทันทีที่ กกต. เผยแพร่คำวินิจฉัยเกี่ยวกับมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องเผยแพร่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลงมติ หรือภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. ก็จะปรากฏชัด และจะเป็นเนื้อหาและเอกสารชิ้นสำคัญที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ฟ้อง กกต. ต่อศาลได้
.
2. นักการเมืองสีน้ำเงินที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อ กกต. มีการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คนไปที่ศาลฎีกา ซึ่งจะต้องสั่งฟ้องภายใน 60 วันนับแต่วันที่ กกต. จัดทำคำวินิจฉัยเสร็จ หรือภายในวันที่ 12 มกราคม ศาลฎีกาจะมีอํานาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 โดยหากข้อเท็จจริงและหลักฐานดังกล่าวที่ศาลไต่สวน ปรากฏชัดว่ามีผู้กระทำความผิดคนอื่น เช่น ระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. กรรมการบริหารพรรค กกต. ก็มีหน้าที่ต้องนับว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความปรากฏ ที่เป็นเหตุให้ กกต. สั่งฟ้องกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาที่ศาลฎีกาเพิ่มเติมจาก 77 คน
.
“
หาก ณ เวลานั้น กกต. กำลังถูกฟ้องไปที่ศาลเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามข้อ 1 กกต. ก็คงต้องคิดหนักหากจะกระทำการใดๆ ที่จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซ้ำสอง อาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งนี้ จะต้องไม่ถูกตัดตอนให้เหลือการเอาผิดแค่ 77 คน” นาย
พริษฐ์ ระบุ
.
https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid08BdTjBBNCjaF5qV7F3ibfpaRqC6SHAKSkJvzSicCnNx7ZpH6SvvxN2DMvxcEdojWl
.
.
พณ.ชี้เงินเฟ้อ ต.ค.พุ่ง 3.90% สูงสุดรอบ 45 เดือน เหตุน้ำมันแพง-ท่วม ซ้ำหนี้พุ่งฉุดเชื่อมั่นดิ่ง
https://www.matichon.co.th/economy/news_5964990
.
พณ.ชี้เงินเฟ้อ ต.ค.พุ่ง 3.90% สูงสุดรอบ 45 เดือน เหตุน้ำมันแพง-ท่วม ดันราคาผักสด-อาหารบางกลุ่มสูงขึ้น ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคหดตัว เหตุหนี้ครัวเรือนสูง
.
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นาย
นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่ว(เงินเฟ้อ) เดือนตุลาคม 2569 เท่ากับ 103.90 สูงขึ้น 3.90% เทียบเดือนตุลาคมปีก่อน และสูงขึ้น 0.94% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเงินเฟ้อสูง 3.90% นับว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 45 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 โดยปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น 29.18 % และสูงขึ้นทุกชนิดเมื่อเทียบเดือนเดียวกันปีก่อน รวมถึงราคาผักสดและอาหารบางกลุ่มสูงขึ้นในช่วงน้ำท่วม
.
ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน(หักกลุ่มพลังงานและอาหาร) สูงขึ้น 1.58% ทำให้ 10 เดือนแรกปี 2569 เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยสูงขึ้น 1.77% และเงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้น 1.06%
.
นาย
นันทพงษ์ กล่าวว่า รายการสินค้าที่ใช้ในการคำนวณเงินเฟ้อ 464 รายการ ในเดือนตุลาคม สินค้าราคาสูงขึ้น 306 รายการ ไม่เปลี่ยนแปลง 30 รายการ และลดลง 128 รายการ โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 4.26% เร่งจากเดือนกันยายนที่ 3.07% ขณะที่หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 3.66% จากเดือนก่อนที่ 2.67%
.
นาย
นันทพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า สนค.ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน 5,585 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 46.5 ปรับลดลงจากระดับ 48.9 ในเดือนก่อนหน้า และอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 โดยความเชื่อมั่นยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย
.
อย่างไรก็ตาม ภาระค่าใช้จ่ายและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของกำลังซื้อและการบริโภค ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และการค้าโลก รวมถึงอุทกภัยที่ผ่านมากระทบต่อรายได้การประกอบอาชีพ และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูความเสียหาย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคมปรับลดลง
.
ร.อ.หญิง
ภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง โดยมุ่งเน้นการผลักดันปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ และการแพทย์แม่นยำ สู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและอายุยืนแห่งเอเชีย โดยตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2575
.
โดยการขับเคลื่อนครั้งนี้ เป็นผลสรุปจากการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย ครั้งที่ 1 ซึ่งเห็นชอบแนวทางการพัฒนาประเทศสู่ Scientific Wellness Economy ผ่าน 3 เสาหลักยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การพัฒนาระบบตรวจวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึกและบริการป้องกันโรค 2. การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการฟื้นฟูสุขภาพ และ 3. การเร่งรัดนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เป็นของคนไทย
.
.
จีนเผชิญวิกฤตแต่งงาน คู่รักจดทะเบียนสมรส 9 เดือน ต่ำสุดในรอบ 18 ปี
.
จีนเผยตัวเลขคู่รักจดทะเบียนสมรสช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ เหลือเพียง 4.65 ล้านคู่ ต่ำสุดในรอบ 18 ปี ท่ามกลางความกังวลเรื่องอัตราการเกิดที่ลดลงและสังคมสูงวัย แม้รัฐบาลจะจูงใจให้คนแต่งงานและมีลูก
.
จีนกำลังเผชิญความท้าทายด้านประชากรครั้งสำคัญ หลังจำนวนคู่รักที่จดทะเบียนสมรสในช่วง 9 เดือนแรกของปีนี้ลดลงอย่างมาก แตะระดับต่ำสุดในรอบ 18 ปี สร้างความกังวลต่อแนวโน้มอัตราการเกิดที่ลดลงและปัญหาโครงสร้างประชากรในระยะยาว เนื่องจากการมีบุตรในจีนยังคงมีความเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับการแต่งงาน
.
ข้อมูลจากกระทรวงกิจการพลเรือนของจีน ซึ่งเผยแพร่ในสัปดาห์นี้ ระบุว่า ตั้งแต่เดือนมกราคมจนถึงสิ้นเดือนกันยายน มีคู่รักจดทะเบียนสมรสรวม 4.65 ล้านคู่ ขณะที่มีคู่รักหย่าร้าง 2.08 ล้านคู่ โดยสำนักข่าวท้องถิ่น Yicai รายงานเมื่อวันศุกร์ว่า จำนวนการจดทะเบียนสมรสดังกล่าวต่ำที่สุดในรอบ 18 ปี
.
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทางการจีนพยายามออกมาตรการหลายด้านเพื่อส่งเสริมให้ประชาชนแต่งงานและมีบุตรมากขึ้น ทั้งการให้เงินอุดหนุนแก่ครอบครัว สนับสนุนบริการดูแลเด็ก และลดค่าใช้จ่ายทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับการคลอดบุตร
.
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้คำมั่นว่าจะนำประเด็นการพัฒนาเยาวชนมาบูรณาการเข้ากับการวางผังเมือง ทั้งด้านที่อยู่อาศัย สาธารณสุข การศึกษา และบริการสาธารณะ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมในเมืองที่เอื้อต่อการใช้ชีวิตของคนรุ่นใหม่ เด็ก และครอบครัวมากขึ้น
.
อย่างไรก็ตาม แม้รัฐบาลจะพยายามแก้ปัญหาอย่างต่อเนื่อง แต่จีนกำลังเผชิญสังคมสูงวัยอย่างชัดเจน โดยปัจจุบันจำนวนผู้สูงอายุที่ประชากรวัยทำงานต้องพึ่งพิงมีสัดส่วนสูงกว่าจำนวนเด็กเป็นครั้งแรก หลังอัตราส่วนพึ่งพิงผู้สูงอายุแซงหน้าอัตราส่วนพึ่งพิงเด็ก
.
ขณะเดียวกัน จำนวนประชากรจีนลดลงต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 ในปี 2568 หลังอัตราการเกิดลดลงแตะระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ทำให้นักประชากรศาสตร์เตือนว่า จำนวนประชากรจีนอาจลดลงต่อไปอีก
....
นอกจากนี้ จำนวนผู้หญิงจีนในวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดไว้ที่อายุ 15-49 ปี ยังมีแนวโน้มลดลงมากกว่าสองในสาม จนเหลือต่ำกว่า 100 ล้านคนภายในสิ้นศตวรรษนี้ ยิ่งเพิ่มความท้าทายต่อความพยายามของรัฐบาลจีนในการฟื้นฟูอัตราการเกิดและแก้ไขปัญหาโครงสร้างประชากรในระยะยาว.
.
.
https://www.reuters.com/world/china/chinas-marriage-rate-third-quarter-tumbles-18-year-low-2026-11-06/
JJNY : ไอติมชี้คำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์เปิดทางปชช.│เงินเฟ้อต.ค.พุ่ง 3.90% สูงสุดรอบ 45 ด.│จีนเผชิญวิกฤตแต่งงาน│ฝนถล่ม 40 จว.
https://www.matichon.co.th/politics/news_5965307
.
พริษฐ์ ลั่นคดีโกง สว. ต้องไม่จบแค่ 77 คน หลังคำวินิจฉัยประธานศาลอุทธณ์เปิดทาง ปชช.ฟ้อง กกต. คดีโกง สว. เหตุถูกพรากอำนาจอธิปไตย จี้สาวถึงนักการเมืองเบื้องหลัง
.
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กหัวข้อคดีโกง สว. ไม่จบง่ายแน่ๆ สำหรับทั้งคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สีน้ำเงิน และ นักการเมืองสีน้ำเงิน โดยระบุข้อความว่า หลังจาก กกต. เสียงข้างมากมีมติสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาในคดีโกง สว. เพียงแค่ 77 คน เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมา ตนย้ำมาตลอดว่าเรื่องคดีโกง สว. จะจบแค่นั้นไม่ได้ เพราะมติดังกล่าวขัดกับทั้งหลักการ หลักกฎหมาย หลักฐาน และเป็นมติที่จงใจมองไม่เห็นช้าง 3 ตัวคือ 1.ความเป็นขบวนการ 2.ความเชื่อมโยงกับพรรคภูมิใจไทย 3.มาตรฐาน กกต. เองในอดีต
.
นายพริษฐ์ ระบุต่อว่า คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธณ์วันนี้ ยิ่งตอกย้ำว่าคดีโกง สว. จะไม่จบง่ายๆสำหรับคน 2 กลุ่ม นอกเหนือจาก 77 คนที่ กกต. สั่งฟ้องคือ 1.กกต. สีน้ำเงิน ที่ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายมีความกังวลใจว่าการเอาผิด กกต. ในฐานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ จะถูกบีบให้ต้องดำเนินการผ่านสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็จะมีความน่ากังวลตามมา ว่าในเมื่อ ป.ป.ช. และ กกต. มีที่มาจาก สว. สีน้ำเงิน เหมือนกัน ป.ป.ช. จะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมากับ กกต. หรือไม่
.
นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า แต่พอมาวันนี้คำวินิจฉัยของประธานศาลอุทธณ์ ไม่เพียงแต่รับประกันสิทธิของผู้เสียหายในการฟ้อง กกต. ตรงไปที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบ แต่ยังนิยามอีกว่า ผู้เสียหายจากการโกง สว. ให้รวมถึงประชาชนทุกคนที่ถูกพรากอำนาจอธิปไตยไป นั่นหมายความว่าจากเดิมที่เราเคยคาดว่าผู้ที่จะฟ้อง กกต. ต่อศาลโดยตรงได้ อย่างมากที่สุด จะต้องเป็น สว. สำรอง หรือ ผู้สมัคร สว. ตอนนี้กลายเป็นว่าประชาชนทั่วไปสามารถดำเนินการได้ด้วยเช่นกัน
.
ดังนั้น ทันทีที่ กกต. เผยแพร่คำวินิจฉัยเกี่ยวกับมติเมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะต้องเผยแพร่ภายใน 60 วันนับแต่วันที่ลงมติ หรือภายในวันที่ 13 พฤศจิกายน การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของ กกต. ก็จะปรากฏชัด และจะเป็นเนื้อหาและเอกสารชิ้นสำคัญที่ประชาชนสามารถนำไปใช้ฟ้อง กกต. ต่อศาลได้
.
2. นักการเมืองสีน้ำเงินที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อ กกต. มีการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหา 77 คนไปที่ศาลฎีกา ซึ่งจะต้องสั่งฟ้องภายใน 60 วันนับแต่วันที่ กกต. จัดทำคำวินิจฉัยเสร็จ หรือภายในวันที่ 12 มกราคม ศาลฎีกาจะมีอํานาจสั่งไต่สวนข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานเพิ่มเติมได้ ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 226 โดยหากข้อเท็จจริงและหลักฐานดังกล่าวที่ศาลไต่สวน ปรากฏชัดว่ามีผู้กระทำความผิดคนอื่น เช่น ระดับนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรี สส. กรรมการบริหารพรรค กกต. ก็มีหน้าที่ต้องนับว่าข้อมูลดังกล่าวเป็นความปรากฏ ที่เป็นเหตุให้ กกต. สั่งฟ้องกลุ่มบุคคลดังกล่าวมาที่ศาลฎีกาเพิ่มเติมจาก 77 คน
.
“หาก ณ เวลานั้น กกต. กำลังถูกฟ้องไปที่ศาลเรื่องการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามข้อ 1 กกต. ก็คงต้องคิดหนักหากจะกระทำการใดๆ ที่จะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบซ้ำสอง อาชญากรรมทางประชาธิปไตยครั้งนี้ จะต้องไม่ถูกตัดตอนให้เหลือการเอาผิดแค่ 77 คน” นายพริษฐ์ ระบุ
.
https://www.facebook.com/paritw/posts/pfbid08BdTjBBNCjaF5qV7F3ibfpaRqC6SHAKSkJvzSicCnNx7ZpH6SvvxN2DMvxcEdojWl
.
.
พณ.ชี้เงินเฟ้อ ต.ค.พุ่ง 3.90% สูงสุดรอบ 45 เดือน เหตุน้ำมันแพง-ท่วม ซ้ำหนี้พุ่งฉุดเชื่อมั่นดิ่ง
https://www.matichon.co.th/economy/news_5964990
.
พณ.ชี้เงินเฟ้อ ต.ค.พุ่ง 3.90% สูงสุดรอบ 45 เดือน เหตุน้ำมันแพง-ท่วม ดันราคาผักสด-อาหารบางกลุ่มสูงขึ้น ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภคหดตัว เหตุหนี้ครัวเรือนสูง
.
เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า(สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคทั่ว(เงินเฟ้อ) เดือนตุลาคม 2569 เท่ากับ 103.90 สูงขึ้น 3.90% เทียบเดือนตุลาคมปีก่อน และสูงขึ้น 0.94% จากเดือนก่อนหน้า ซึ่งเงินเฟ้อสูง 3.90% นับว่าเป็นอัตราเงินเฟ้อที่ขยายตัวสูงสุดในรอบ 45 เดือน นับตั้งแต่เดือนมกราคม 2566 โดยปัจจัยหลักมาจากราคาน้ำมันเชื้อเพลิงสูงขึ้น 29.18 % และสูงขึ้นทุกชนิดเมื่อเทียบเดือนเดียวกันปีก่อน รวมถึงราคาผักสดและอาหารบางกลุ่มสูงขึ้นในช่วงน้ำท่วม
.
ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐาน(หักกลุ่มพลังงานและอาหาร) สูงขึ้น 1.58% ทำให้ 10 เดือนแรกปี 2569 เงินเฟ้อทั่วไปเฉลี่ยสูงขึ้น 1.77% และเงินเฟ้อพื้นฐานสูงขึ้น 1.06%
.
นายนันทพงษ์ กล่าวว่า รายการสินค้าที่ใช้ในการคำนวณเงินเฟ้อ 464 รายการ ในเดือนตุลาคม สินค้าราคาสูงขึ้น 306 รายการ ไม่เปลี่ยนแปลง 30 รายการ และลดลง 128 รายการ โดยหมวดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์เพิ่มขึ้น 4.26% เร่งจากเดือนกันยายนที่ 3.07% ขณะที่หมวดอื่น ๆ ที่ไม่ใช่อาหารและเครื่องดื่มเพิ่มขึ้น 3.66% จากเดือนก่อนที่ 2.67%
.
นายนันทพงษ์ ยังกล่าวอีกว่า สนค.ได้ทำการสำรวจความคิดเห็นของประชาชน 5,585 รายทั่วประเทศ พบว่า ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวม เดือนตุลาคม 2569 อยู่ที่ระดับ 46.5 ปรับลดลงจากระดับ 48.9 ในเดือนก่อนหน้า และอยู่ต่ำกว่าช่วงเชื่อมั่นที่ระดับ 50 โดยความเชื่อมั่นยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาภาระค่าครองชีพและสนับสนุนรายได้ของผู้ประกอบการรายย่อย
.
อย่างไรก็ตาม ภาระค่าใช้จ่ายและหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงยังเป็นข้อจำกัดในการฟื้นตัวของกำลังซื้อและการบริโภค ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ที่ส่งผลต่อความผันผวนของราคาพลังงาน ต้นทุนการขนส่ง และการค้าโลก รวมถึงอุทกภัยที่ผ่านมากระทบต่อรายได้การประกอบอาชีพ และเพิ่มภาระค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟูความเสียหาย ส่งผลให้ความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนตุลาคมปรับลดลง
.
ร.อ.หญิงภัทร์ดารัสมิ์ ทองสลวยกร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เร่งขับเคลื่อนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ผ่านการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมขั้นสูง โดยมุ่งเน้นการผลักดันปัญญาประดิษฐ์ทางการแพทย์ และการแพทย์แม่นยำ สู่การใช้งานจริงในระบบสาธารณสุขทั่วประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางสุขภาพและอายุยืนแห่งเอเชีย โดยตั้งเป้าหมายสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจสูงถึง 3.5 ล้านล้านบาท ภายในปี 2575
.
โดยการขับเคลื่อนครั้งนี้ เป็นผลสรุปจากการประชุมคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาเศรษฐกิจสุขภาพของประเทศไทย ครั้งที่ 1 ซึ่งเห็นชอบแนวทางการพัฒนาประเทศสู่ Scientific Wellness Economy ผ่าน 3 เสาหลักยุทธศาสตร์ ได้แก่ 1. การพัฒนาระบบตรวจวิเคราะห์สุขภาพเชิงลึกและบริการป้องกันโรค 2. การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานท่องเที่ยวเชิงสุขภาพและการฟื้นฟูสุขภาพ และ 3. การเร่งรัดนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่เป็นของคนไทย
.
.
https://www.reuters.com/world/china/chinas-marriage-rate-third-quarter-tumbles-18-year-low-2026-11-06/