สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (6 พ.ย. 2569)--สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (6 พ.ย. 69)--รัฐบาลเกาหลีเหนือมอบรางวัลตอบแทนแฮกเกอร์ระดับหัวกะทิที่อยู่เบื้องหลังการโจรกรรมคริปโทเคอร์เรนซีครั้งประวัติศาสตร์บนแพลตฟอร์มไบแนนซ์ (Binance) ซึ่งกวาดเงินไปถึง 6.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ด้วยสิทธิพิเศษทั้งการมอบอะพาร์ตเมนต์กว้างขวางใจกลางกรุงเปียงยางและเงินรางวัลในรูปเงินตราต่างประเทศจำนวนมหาศาล
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างข้อมูลจากกลุ่มผู้แปรพักตร์และนักวิเคราะห์ว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ สร้างกองทัพแฮกเกอร์ระดับโลกด้วยโครงการเฟ้นหาช้างเผือกที่ดำเนินต่อเนื่องมากว่า 10 ปี โดยคัดเลือกเด็กมัธยมต้นที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดปีละราว 200 คนไปเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
การปั้นบุคลากรนี้ผลิดอกออกผลคุ้มค่ามหาศาล แม้จะมีเด็กเพียงหยิบมือที่ฝึกจนขึ้นชั้นเป็นแฮกเกอร์ได้จริง จากยุคแรกที่ทำเพียงเปิดเว็บพนันผิดกฎหมาย จนพัฒนามาก่อเหตุโจรกรรมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อเดือนก่อน
แม้สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) และไบแนนซ์จะยืนยันตรงกันว่าเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ เช่นเดียวกับบริษัทตรวจสอบบล็อกเชนที่ชี้เป้าไปยังกลุ่ม “เทรเดอร์เทรเตอร์” (TraderTraitor) แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือยังคงปฏิเสธตามเคย
เกณฑ์เด็กหัวกะทิฝึกเข้ม ปั้นแนวหน้าสงครามไซเบอร์
เกาหลีเหนือตั้งหน่วยไซเบอร์ขึ้นตั้งแต่ปี 2541 และยกระดับความสำคัญขึ้นทันทีที่คิม จองอึน ขึ้นสู่อำนาจ โดยเขาเคยประกาศไว้เมื่อปี 2556 ว่า สงครามไซเบอร์เปรียบเสมือน “ดาบสารพัดประโยชน์” ที่จำเป็นต่อขีดความสามารถในการโจมตีของประเทศ ไม่ต่างจากอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
การคัดเลือกเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น ตอนเด็กอายุเพียง 11-12 ปี ทางการจะเลือกเด็กแววดีปีละ 150-200 คนไปเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ เมื่ออายุครบ 17 ปี คนที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดจะถูกส่งไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ และต้องผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวดอีกหลายขั้น จนเหลือเพียงไม่กี่คนที่จะได้บรรจุเข้าหน่วยไซเบอร์ของกองทัพ
หลักสูตรฝึกเข้มมีตั้งแต่โพรโทคอลคริปโทเคอร์เรนซี การทำวิศวกรรมย้อนกลับฮาร์ดแวร์ต่างชาติ ไปจนถึงวิชาคณิตศาสตร์ชั้นสูงและภาษาต่างประเทศ ส่วนคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เป็นแฮกเกอร์ จะได้รับการฝึกฝนเพื่อไปเขียนซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันรับงานทางไกลให้บริษัทในชาติตะวันตก
เปิดสิทธิพิเศษเพียบ ทั้งอะพาร์ตเมนต์หรู-เงินดอลลาร์-ตั๋วแต่งงานตระกูลดัง
นอกจากนี้ แฮกเกอร์ยังได้สิทธิพิเศษมากมาย ทั้งสิทธิเดินทางไปต่างประเทศ เช่น จีน หากปฏิบัติการเจาะระบบสำเร็จ หน่วยทหารต้นสังกัดอาจได้รับส่วนแบ่งเงินดอลลาร์ที่โจรกรรมมาได้สูงถึง 30% ซ้ำยังได้รางวัลเป็นอะพาร์ตเมนต์ในกรุงเปียงยางที่พาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ โดยมีรายงานว่าบุคลากรไซเบอร์ฝีมือดีได้รับอะพาร์ตเมนต์ในเปียงยางที่มีพื้นที่กว้างถึง 132 ตารางเมตร ขณะที่อดีตผู้แปรพักตร์รายหนึ่งระบุว่า แฮกเกอร์กลุ่มนี้ยังได้โควตาเป็นสมาชิกพรรครัฐบาล และได้แต่งงานเข้าตระกูลชนชั้นสูงอีกด้วย
อย่างไรก็ดี แฮกเกอร์ระดับหัวกะทิมีเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น โดยหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ (NIS) ประเมินเมื่อปี 2567 ว่า เกาหลีเหนือมีบุคลากรในสงครามไซเบอร์ราว 8,400 คน แม้สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือไม่เคยป่าวประกาศความสำเร็จของแฮกเกอร์เหล่านี้ แต่ก็มักยกย่องเด็กนักเรียนที่มีพรสวรรค์ด้านการเขียนโค้ดอยู่เสมอ โดยทางการเกาหลีเหนือเรียกสถานะของแฮกเกอร์เหล่านี้ว่า “นักวิทยาศาสตร์” หรือ “นักวิจัย”
รัฐหนุนหลังเต็มตัว-ใช้ AI นำร่องเจาะระบบ
นอกจากกลุ่มเทรเดอร์เทรเตอร์แล้ว เกาหลีเหนือยังมีกลุ่มแฮกเกอร์ชื่อกระฉ่อนอย่าง “ลาซารัส” (Lazarus Group) หรือกลุ่ม APT38 ซึ่งสหรัฐฯ เคยกล่าวหาว่าขโมยคริปโทฯ มูลค่ามหาศาลจากเครือข่ายบล็อกเชนโรนิน (Ronin) เมื่อปี 2565 โดยเอฟบีไอระบุว่ากลุ่มเทรเดอร์เทรเตอร์ก็เป็นเครือข่ายเดียวกับลาซารัส
นักวิเคราะห์มองว่า การที่รัฐหนุนหลังเต็มตัวยิ่งทำให้แฮกเกอร์เกาหลีเหนือน่ากลัวและรับมือยาก เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะโดนกฎหมายในประเทศเล่นงาน จึงลองผิดลองถูกและลับฝีมือได้เรื่อย ๆ
ขณะเดียวกัน คนทำงานไอทีเกาหลีเหนือที่หารายได้เข้าประเทศด้วยการรับงานจากบริษัทตะวันตก ยังขึ้นชื่อเรื่องมีวินัย มารยาทสุภาพ และใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเชี่ยวชาญ
ไบแนนซ์เปิดเผยว่า แฮกเกอร์ใช้วิธีลวงสัมภาษณ์งานและซอฟต์แวร์อันตรายที่แฝงมากับโฆษณาเพื่อเจาะคอมพิวเตอร์พนักงาน ก่อนจะนำเครื่องมือ AI ภายในองค์กรมาใช้ควบคุมระบบ ซึ่งข้อมูลเมื่อปี 2568 จากคณะตรวจสอบมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ (UN) พบว่า กลุ่มเทรเดอร์เทรเตอร์เข้าถึงบัญชี ChatGPT และ DeepSeek ได้แล้ว
แรงกดดันมหาศาล สู่แนวโน้ม “ล่าเหยื่อรายใหญ่”
ทว่าเบื้องหลังความเป็นยอดฝีมือ ชีวิตจริงกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะเมื่อต้องไปทำงานในต่างประเทศ อดีตคนทำงานไอทีและกลุ่มสิทธิมนุษยชนเผยว่า พวกเขาต้องอยู่อย่างแออัด ทำงานหนักเกิน 10 ชั่วโมงต่อวัน ถูกจับตาดูตลอดเวลา และต้องทำยอดหาเงินก้อนโต
นอกจากนี้ แฮกเกอร์เกาหลีเหนือต้องแบกรับแรงกดดันตลอดเวลาในการหาเงินเข้าประเทศ มีความเครียดสะสมจนสุขภาพพัง และถ้าทำยอดดอลลาร์ไม่ได้ตามเป้าแต่ละเดือน ก็จะถูกประจานและลงโทษ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจากการโจรกรรมไบแนนซ์ยิ่งทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือฮึกเหิมและทะเยอทะยานขึ้น โดยเริ่มเห็นแนวโน้มชัดเจนว่าเกาหลีเหนือกำลังหันมาล่าเหยื่อรายใหญ่มากขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่องค์กรยักษ์ใหญ่ที่มีคลังเงินมหาศาล แม้จะเจาะยากกว่าเดิม แต่ผลตอบแทนก็พิสูจน์แล้วว่าคุ้มค่าเหนื่อย
คริปโต กล้ายเป็นเงินฟรีเอามาให้ประเทศเฉย
เปิดเบื้องหลังกองทัพไซเบอร์เกาหลีเหนือ คัดเด็กม.ต้นหัวกะทิปั้นอาวุธล่าคริปโทฯ ได้ทั้งบ้านหรู-แต่งงานตระกูลดัง
สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานโดยอ้างข้อมูลจากกลุ่มผู้แปรพักตร์และนักวิเคราะห์ว่า คิม จองอึน ผู้นำสูงสุดเกาหลีเหนือ สร้างกองทัพแฮกเกอร์ระดับโลกด้วยโครงการเฟ้นหาช้างเผือกที่ดำเนินต่อเนื่องมากว่า 10 ปี โดยคัดเลือกเด็กมัธยมต้นที่ฉลาดปราดเปรื่องที่สุดปีละราว 200 คนไปเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์
การปั้นบุคลากรนี้ผลิดอกออกผลคุ้มค่ามหาศาล แม้จะมีเด็กเพียงหยิบมือที่ฝึกจนขึ้นชั้นเป็นแฮกเกอร์ได้จริง จากยุคแรกที่ทำเพียงเปิดเว็บพนันผิดกฎหมาย จนพัฒนามาก่อเหตุโจรกรรมทางไซเบอร์ครั้งใหญ่ที่สุดในโลกเมื่อเดือนก่อน
แม้สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) และไบแนนซ์จะยืนยันตรงกันว่าเกาหลีเหนืออยู่เบื้องหลังเหตุการณ์นี้ เช่นเดียวกับบริษัทตรวจสอบบล็อกเชนที่ชี้เป้าไปยังกลุ่ม “เทรเดอร์เทรเตอร์” (TraderTraitor) แต่รัฐบาลเกาหลีเหนือยังคงปฏิเสธตามเคย
เกณฑ์เด็กหัวกะทิฝึกเข้ม ปั้นแนวหน้าสงครามไซเบอร์
เกาหลีเหนือตั้งหน่วยไซเบอร์ขึ้นตั้งแต่ปี 2541 และยกระดับความสำคัญขึ้นทันทีที่คิม จองอึน ขึ้นสู่อำนาจ โดยเขาเคยประกาศไว้เมื่อปี 2556 ว่า สงครามไซเบอร์เปรียบเสมือน “ดาบสารพัดประโยชน์” ที่จำเป็นต่อขีดความสามารถในการโจมตีของประเทศ ไม่ต่างจากอาวุธนิวเคลียร์และขีปนาวุธ
การคัดเลือกเริ่มต้นตั้งแต่ชั้นมัธยมต้น ตอนเด็กอายุเพียง 11-12 ปี ทางการจะเลือกเด็กแววดีปีละ 150-200 คนไปเรียนวิทยาการคอมพิวเตอร์ เมื่ออายุครบ 17 ปี คนที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมที่สุดจะถูกส่งไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศ และต้องผ่านการคัดกรองอย่างเข้มงวดอีกหลายขั้น จนเหลือเพียงไม่กี่คนที่จะได้บรรจุเข้าหน่วยไซเบอร์ของกองทัพ
หลักสูตรฝึกเข้มมีตั้งแต่โพรโทคอลคริปโทเคอร์เรนซี การทำวิศวกรรมย้อนกลับฮาร์ดแวร์ต่างชาติ ไปจนถึงวิชาคณิตศาสตร์ชั้นสูงและภาษาต่างประเทศ ส่วนคนที่ไม่ผ่านเกณฑ์เป็นแฮกเกอร์ จะได้รับการฝึกฝนเพื่อไปเขียนซอฟต์แวร์หรือแอปพลิเคชันรับงานทางไกลให้บริษัทในชาติตะวันตก
เปิดสิทธิพิเศษเพียบ ทั้งอะพาร์ตเมนต์หรู-เงินดอลลาร์-ตั๋วแต่งงานตระกูลดัง
นอกจากนี้ แฮกเกอร์ยังได้สิทธิพิเศษมากมาย ทั้งสิทธิเดินทางไปต่างประเทศ เช่น จีน หากปฏิบัติการเจาะระบบสำเร็จ หน่วยทหารต้นสังกัดอาจได้รับส่วนแบ่งเงินดอลลาร์ที่โจรกรรมมาได้สูงถึง 30% ซ้ำยังได้รางวัลเป็นอะพาร์ตเมนต์ในกรุงเปียงยางที่พาพ่อแม่มาอยู่ด้วยได้ โดยมีรายงานว่าบุคลากรไซเบอร์ฝีมือดีได้รับอะพาร์ตเมนต์ในเปียงยางที่มีพื้นที่กว้างถึง 132 ตารางเมตร ขณะที่อดีตผู้แปรพักตร์รายหนึ่งระบุว่า แฮกเกอร์กลุ่มนี้ยังได้โควตาเป็นสมาชิกพรรครัฐบาล และได้แต่งงานเข้าตระกูลชนชั้นสูงอีกด้วย
อย่างไรก็ดี แฮกเกอร์ระดับหัวกะทิมีเพียงกลุ่มเล็ก ๆ เท่านั้น โดยหน่วยข่าวกรองเกาหลีใต้ (NIS) ประเมินเมื่อปี 2567 ว่า เกาหลีเหนือมีบุคลากรในสงครามไซเบอร์ราว 8,400 คน แม้สื่อรัฐบาลเกาหลีเหนือไม่เคยป่าวประกาศความสำเร็จของแฮกเกอร์เหล่านี้ แต่ก็มักยกย่องเด็กนักเรียนที่มีพรสวรรค์ด้านการเขียนโค้ดอยู่เสมอ โดยทางการเกาหลีเหนือเรียกสถานะของแฮกเกอร์เหล่านี้ว่า “นักวิทยาศาสตร์” หรือ “นักวิจัย”
รัฐหนุนหลังเต็มตัว-ใช้ AI นำร่องเจาะระบบ
นอกจากกลุ่มเทรเดอร์เทรเตอร์แล้ว เกาหลีเหนือยังมีกลุ่มแฮกเกอร์ชื่อกระฉ่อนอย่าง “ลาซารัส” (Lazarus Group) หรือกลุ่ม APT38 ซึ่งสหรัฐฯ เคยกล่าวหาว่าขโมยคริปโทฯ มูลค่ามหาศาลจากเครือข่ายบล็อกเชนโรนิน (Ronin) เมื่อปี 2565 โดยเอฟบีไอระบุว่ากลุ่มเทรเดอร์เทรเตอร์ก็เป็นเครือข่ายเดียวกับลาซารัส
นักวิเคราะห์มองว่า การที่รัฐหนุนหลังเต็มตัวยิ่งทำให้แฮกเกอร์เกาหลีเหนือน่ากลัวและรับมือยาก เพราะไม่ต้องกลัวว่าจะโดนกฎหมายในประเทศเล่นงาน จึงลองผิดลองถูกและลับฝีมือได้เรื่อย ๆ
ขณะเดียวกัน คนทำงานไอทีเกาหลีเหนือที่หารายได้เข้าประเทศด้วยการรับงานจากบริษัทตะวันตก ยังขึ้นชื่อเรื่องมีวินัย มารยาทสุภาพ และใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเชี่ยวชาญ
ไบแนนซ์เปิดเผยว่า แฮกเกอร์ใช้วิธีลวงสัมภาษณ์งานและซอฟต์แวร์อันตรายที่แฝงมากับโฆษณาเพื่อเจาะคอมพิวเตอร์พนักงาน ก่อนจะนำเครื่องมือ AI ภายในองค์กรมาใช้ควบคุมระบบ ซึ่งข้อมูลเมื่อปี 2568 จากคณะตรวจสอบมาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติ (UN) พบว่า กลุ่มเทรเดอร์เทรเตอร์เข้าถึงบัญชี ChatGPT และ DeepSeek ได้แล้ว
แรงกดดันมหาศาล สู่แนวโน้ม “ล่าเหยื่อรายใหญ่”
ทว่าเบื้องหลังความเป็นยอดฝีมือ ชีวิตจริงกลับไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ โดยเฉพาะเมื่อต้องไปทำงานในต่างประเทศ อดีตคนทำงานไอทีและกลุ่มสิทธิมนุษยชนเผยว่า พวกเขาต้องอยู่อย่างแออัด ทำงานหนักเกิน 10 ชั่วโมงต่อวัน ถูกจับตาดูตลอดเวลา และต้องทำยอดหาเงินก้อนโต
นอกจากนี้ แฮกเกอร์เกาหลีเหนือต้องแบกรับแรงกดดันตลอดเวลาในการหาเงินเข้าประเทศ มีความเครียดสะสมจนสุขภาพพัง และถ้าทำยอดดอลลาร์ไม่ได้ตามเป้าแต่ละเดือน ก็จะถูกประจานและลงโทษ
อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจากการโจรกรรมไบแนนซ์ยิ่งทำให้ผู้นำเกาหลีเหนือฮึกเหิมและทะเยอทะยานขึ้น โดยเริ่มเห็นแนวโน้มชัดเจนว่าเกาหลีเหนือกำลังหันมาล่าเหยื่อรายใหญ่มากขึ้น โดยพุ่งเป้าไปที่องค์กรยักษ์ใหญ่ที่มีคลังเงินมหาศาล แม้จะเจาะยากกว่าเดิม แต่ผลตอบแทนก็พิสูจน์แล้วว่าคุ้มค่าเหนื่อย
คริปโต กล้ายเป็นเงินฟรีเอามาให้ประเทศเฉย