ช่องโหว่ในคดีบุ๋ม ปนัดดา ที่อาจจะเป็นทางรอด

นักกฎหมายบางส่วน ยังมองว่า คดีนี้อาจจะเป็นเพียงคดียักยอกเงินของมูลนิธิ ไม่น่าจะเข้าข่ายฉ้อโกงประชาชน

สมมุติว่าแนวคิดนี้ถูกต้องว่า คดีนี้ต้องเป็นคดียักยอก

เมื่อเป็นยักยอก  ผู้เสียหายตัวจริง ก็คือมูลนิธิ

ดังนั้น มูลนิธิจะต้องเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนเพื่อให้ดำเนินคดีอาญาแก่ผู้กระทำผิดภายใน 3 เดือนนับแต่วันที่รู้เรื่องการกระทำผิด มิฉะนั้น จะขาดอายุความ

ซึ่งเมื่อวาน กรรมการมูลนิธิทั้ง 3 คน เข้ายื่นคำร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

แต่ปัญหาคือ หนึ่งในกรรมการ ก็คือ ทนายเปิ้ล ได้เคยยื่นหนังสือลาออกจากการเป็นกรรมการของมูลนิธิไปแล้วตั้งแต่ปลายปี 2568

เพียงแต่กระบวนการของทางราชการ ใช้เวลานาน จนถึงตอนนี้ก็ยังเดินเรื่องเปลี่ยนแปลงชื่อกรรมการในมูลนิธิไม่ได้

คำถามคือ ทนายเปิ้ล ยังมีสถานะเป็นกรรมการของมูลนิธิฯ หรือไม่

ถ้าใช่ การแจ้งความร้องทุกข์เมื่อวาน ก็ถูกต้อง ไม่มีข้อบกพร่อง

แต่ถ้าทนายเปิ้ล ไม่มีสถานะเป็นกรรมการมูลนิธิแล้ว  การร้องทุกข์เมื่อวาน อาจจะไม่สมบูรณ์

(แต่ต้องดูข้อบังคับของมูลนิธิว่า ต้องใช้จำนวนกรรมการกี่คนในการกระทำการแทนมูลนิธิ)

ถ้าการร้องทุกข์ไม่ถูกต้อง  แล้วจะกลับมาร้องทุกข์ใหม่ ก็อาจจะหมดอายุความร้องทุกข์แล้ว

ทนายเพชร เป็นทนายสายวิชาการที่ความรู้และเทคนิคแพรวพราว อาจจะพาลูกความรอดคุกได้

ถ้าจะเป็น ฉ้อโกงประชาชน ได้  ก็จะต้องพิสูจน์เจตนาตั้งแต่ต้นว่า จำเลยมีเจตนามาตั้งแต่แรกที่จะฉ้อโกง ประกาศโครงการเรี่ยไรบริจาคแต่ละครั้ง พอได้เงินแล้ว ก็ไม่ได้เอาไปทำตามที่รับปากไว้เลย หรือทำบ้างพอเป็นพิธี  แต่เงินส่วนใหญ่ถูกโอนออกไปบำรุงบำเรอความสุขส่วนตัว หรือไปเปย์ตัวผู้

คดีนี้น่าจะเป็นคดีที่น่าสนใจสำหรับบรรดาทนายและนักกฎหมาย

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่