🔴 130 ปี ‘อะยัม ปลากระป๋อง’ เปลี่ยนภาพ ‘อาหารราคาถูก’ กลายเป็นพรีเมียมด้วยจุดต่างที่แข็งแกร่ง

🔴 130 ปี ‘อะยัม ปลากระป๋อง’ เปลี่ยนภาพ ‘อาหารราคาถูก’ กลายเป็นพรีเมียมด้วยจุดต่างที่แข็งแกร่ง

ถ้าพูดถึง “ปลากระป๋อง” คนส่วนใหญ่มักนึกถึงอาหารราคาประหยัด กระป๋องละไม่กี่สิบบาท
.
แต่ในเชลฟ์เดียวกัน กลับมีแบรนด์อย่าง “อะยัม (Ayam Brand)” ที่ตั้งราคาตั้งแต่ 36 บาทไปจนถึงเกือบ 100 บาท ซึ่งสูงกว่ายี่ห้อทั่วไปเกือบเท่าตัว จนมีคนเอาไปตั้งกระทู้ถามใน Pantip ว่า “ทำไมปลากระป๋องอะยัมถึงแพงกว่ายี่ห้ออื่น?”
.
อะไรที่ทำให้ปลากระป๋องแบรนด์นี้ขายราคานี้ได้ แล้วทำไมคนยังยอมซื้อกินอยู่ตลอด คำตอบซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์กว่า 130 ปี และคุณภาพที่ต่างจากแบรนด์อื่นอย่างชัดเจน
.
🟥จุดเริ่มต้นจากชาวฝรั่งเศส สู่แบรนด์ปลากระป๋องระดับตำนาน
.
เรื่องราวของอะยัมไม่ได้เริ่มต้นจากการทำปลากระป๋องตั้งแต่แรก แต่เริ่มขึ้นในปี 1890 จาก มร. อัลเฟรด คูเอท์ (Alfred Clouët) นักผจญภัยชาวฝรั่งเศสจากเมืองเลออาฟวร์ ผู้หลงใหลในรสชาติอาหาร เขาตัดสินใจละทิ้งธุรกิจช่างตัดเสื้อของผู้เป็นพ่อ เพื่อออกเดินทางมาพิสูจน์ตัวเองในทวีปเอเชีย
.
จนกระทั่งในปี 1892 เขาได้จดทะเบียนเปิดบริษัทนำเข้า-ส่งออกของตัวเองขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ (ซึ่งอยู่ในยุคอาณานิคมขณะนั้น) ในนาม A. Clouët & Co. เริ่มจากการเป็นผู้จัดหาเสบียงและวัสดุก่อสร้างให้กับชาวยุโรป พร้อมนำเข้าสินค้าระดับพรีเมียมเข้ามาขาย ทั้งช็อกโกแลตเมเนียร์ ไวน์จากบอร์กโดซ์ ไปจนถึงน้ำหอม
.
อัลเฟรดใช้เวลากว่า 7 ปีในการพัฒนาธุรกิจให้มั่นคง และออกสำรวจเพื่อค้นหารสชาติแปลกใหม่ในเอเชียที่ไม่เคยเป็นที่รู้จักมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องเทศ เครื่องปรุงรส เครื่องแกง กะทิ และวัตถุดิบพื้นเมืองต่างๆ
.
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1899 เมื่อบริษัท A. Clouët มองเห็นโอกาสในสินค้ากลุ่มอาหารกระป๋องซึ่งในสมัยนั้นถือเป็นนวัตกรรมสุดล้ำและเป็นของพรีเมียมที่มีไว้สำหรับบริโภคเฉพาะกลุ่ม เพราะเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่ช่วยรักษาวินัยทางอาหารและเก็บไว้ได้นาน
.
แต่อัลเฟรดกลับมุ่งมั่นที่จะทำให้คนทั่วไปได้กินสินค้ากลุ่มนี้ด้วย เขาจึงกลายเป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกการทำการตลาดอาหารกระป๋องยุคแรกๆ ในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเริ่มจากปลาซาร์ดีน เห็ด และเมล็ดถั่ว ซึ่งปลาซาร์ดีนบรรจุกระป๋องได้รับความนิยมสูงเป็นพิเศษ
.
ด้วยคุณภาพ สินค้าของ A. Clouët จึงขายดีและติดตลาดอย่างรวดเร็ว เนื่องจากโลโก้สินค้าเป็นรูป “ไก่แจ้” ลูกค้าส่วนใหญ่จึงมักจะพากันเรียกว่า “Chop Ayam” (แปลว่า “ตราไก่” ในภาษามาเลย์)
.
เมื่อเห็นดังนั้น กลุ่มผู้บริหารจึงตัดสินใจเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการเป็น ตรา อะยัม™ (Ayam Brand) เพื่อให้เข้าถึงและเป็นกันเองกับผู้บริโภคมากยิ่งขึ้น
.
ปี 1900: ด้วยการตลาดอันชาญฉลาด อัลเฟรดนำผลิตภัณฑ์ไปจัดแสดงที่งานนิทรรศการโลก ณ กรุงปารีส (Paris Universal Exhibition) และคว้าเหรียญรางวัลมาได้สำเร็จ ช่วยสร้างชื่อเสียงกระฉ่อนในระดับสากล
.
ปี 1954: กิจการถูกเข้าซื้อโดยกลุ่ม Denis Frères (ปัจจุบันคือ Denis Group) ธุรกิจครอบครัวชาวฝรั่งเศสที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่ปี 1862 โดย มร. เอเที่ยน เดนิส อะยัมจึงกลายเป็นแบรนด์เอเชียดั้งเดิมภายใต้การดูแลของฝรั่งเศส ที่พร้อมขยายตลาดไปทั่วโลก
.
ปัจจุบัน: อะยัมมีโรงงานผลิตถึง 5 แห่งในมาเลเซีย ควบคุมการผลิต ซึ่งผลิตสินค้ามากกว่า 60 ล้านกระป๋องต่อปี และขยายไลน์สินค้าไปกว่า 100 รายการ (ทั้งปลาแมกเคอเรล ทูน่า กะทิ เอเชี่ยนซอส เครื่องแกง ผักบรรจุกระป๋อง และเส้นหมี่) โดยส่งออกไปจำหน่ายมากกว่า 30 ประเทศใน 4 ทวีป เช่น ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา และแคนาดา
.
🟥ทำไมขายแพง แต่คนก็ยังยอมจ่าย (ฟังจากเสียงคนที่ซื้อจริง)
.
พอไปดูความคิดเห็นของคนที่กินอะยัมจริงๆ ใน Pantip จะพบว่าเหตุผลที่แบรนด์นี้ขายแพงกว่ายี่ห้ออื่นเกือบเท่าตัวได้ ไม่ใช่แค่การตั้งราคาตามใจชอบ แต่เกิดจาก 4 กลยุทธ์หลักนี้
.
1. วัตถุดิบต่างจากยี่ห้ออื่นอย่างเห็นได้ชัด
.
เปิดกระป๋องมาก็รู้ทันทีว่าไม่เหมือนปลากระป๋องทั่วไป
.
ใช้ปลาเกรดดีกว่า ปลากระป๋องราคาทั่วไปมักใช้ปลาตัวเล็ก เช่น ปลาตาโต ปลาทูแขก หรือปลาสีกุน แต่อะยัมเลือกใช้ ปลาแมกเคอเรลนำเข้า (ปลาสายพันธุ์เดียวกับซาบะ) รวมถึงปลาทูน่าและปลาซาร์ดีนเกรดพรีเมียม ได้เนื้อปลาชิ้นใหญ่ อ้วนแน่น นุ่ม ไม่แตกเนื้อร่วน
.
ซอสมะเขือเทศเข้มข้น ใช้น้ำซอสมะเขือเทศแท้ๆ รสชาติเข้มข้น ไม่เจือจางเหมือนแบรนด์ราคาทั่วไป
.
2. ไม่ใช่แค่ “อาหารกันตาย” แต่เป็น “วัตถุดิบทำอาหารชั้นดี”
.
ในขณะที่แบรนด์อื่นวางตำแหน่งปลากระป๋องเป็นอาหารยามประหยัด อะยัมวางตัวเองเป็นวัตถุดิบปรุงอาหารสไตล์โฮมเมด เพราะนอกจากปลากระป๋องแล้ว เขายังมีสินค้าอีกกว่า 100 รายการ เช่น กะทิ ซอสแกง ถั่วขาว และเส้นหมี่ ทำให้อะยัมเข้าไปอยู่ในเมนูอาหารอร่อยๆ ประจำบ้านได้ง่ายขึ้น
.
3. ความเก๋าและรสชาติที่ติดใจจนเปลี่ยนยี่ห้อไม่ได้
.
ด้วยความที่อยู่มานานกว่า 130 ปี และส่งต่อความอร่อยจากรุ่นสู่รุ่น ทำให้มีลูกค้าประจำเป็นจำนวนมาก บางคนกินมาตั้งแต่เด็กจนโต เช่น ความคิดเห็นในกระทู้ที่บอกว่า “กินมา 20 ปีแล้ว ทุกวันนี้ก็ยังกินอยู่” หรือ “ซื้อยี่ห้ออื่นไม่ได้ ปลาอ้วน ซอสมะเขือเทศเข้มข้น ยิ่งได้กินของมาเลย์ยิ่งฟิน” เพราะติดใจในคุณภาพที่ไม่เคยตก
.
4. เจาะกลุ่มคนที่ยอมจ่ายเพื่อคุณภาพ
.
อะยัมไม่ได้ลงไปแข่งสงครามราคากับแบรนด์อื่น แต่เน้นเจาะกลุ่มคนทำงาน ครอบครัว หรือคนที่มองว่า การจ่ายเพิ่มอีกไม่กี่สิบบาท เพื่อให้ได้กินของอร่อย คุณภาพดี ถือเป็นการลงทุนกับมื้ออาหารที่คุ้มค่า
.
ดังนั้น เรื่องราวของ Ayam Brand เป็นตัวอย่างที่ดีว่า “ของแพง ไม่ใช่ปัญหา ถ้าคุณภาพดีจริงจนคนสัมผัสได้” อะยัมไม่ได้ขายแค่ปลากระป๋อง แต่ขายเนื้อปลาชิ้นโต ซอสเข้มข้น ประวัติศาสตร์ความอร่อยยาวนาน และความสบายใจ จึงไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนถึงยินดีหยิบอะยัมลงตะกร้า แม้จะมีตัวเลือกอื่นที่ราคาถูกกว่าวางอยู่ข้างๆ ก็ตาม
.
ที่มา : Marketeer Online
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่