โลกเปลี่ยนขั้วการเมือง เขย่าตลาดหุ้น โบรกเปิดลายแทงกลุ่มหุ้นรับอานิสงส์
สรุป:
- การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในสหรัฐฯ และอิสราเอล ถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่อาจช่วยลดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและ Bond Yield ปรับตัวลง ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น
- นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส แนะกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
- กลุ่มแรก คือ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและอาหารสัตว์ลดลง ได้แก่ BGRIM, GULF, GPSC, BTG, TFG, CPF, ICHI, OSP, CENTEL, THAI, GLOBAL และ DOHOME
- กลุ่มที่สอง คือ หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ที่อ่อนตัวลง ซึ่งช่วยหนุนการฟื้นตัวของกลุ่มการเงินและอสังหาริมทรัพย์ เช่น SAWAD, MTC และ LH
- กลุ่มสุดท้าย คือ หุ้น Defensive ที่มีผลประกอบการมั่นคง เช่น BDMS, BH, BCH, BJC และ CPALL
- อย่างไรก็ตาม มีการเตือนให้ระวังความผันผวนของตลาด โดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปี 2561 ที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงหลังการเปลี่ยนขั้วการเมืองในสหรัฐฯ
- ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกและการเปิดสถานะขาย (Short) ในตลาด TFEX ซึ่งอาจทำให้ดัชนี SET ยังมีความเสี่ยงขาลง
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในสหรัฐฯ และอิสราเอล เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อตลาดการเงินโลก หลังผลการเลือกตั้งเพิ่มความหวังต่อการลดระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง พร้อมเสนอจับตาหุ้นที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานลดลง หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield อ่อนตัว และหุ้น Defensive ที่มีผลประกอบการมั่นคง
โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรงเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน ดัชนี DOW JONES เพิ่มขึ้น 3.0% และ NASDAQ เพิ่มขึ้น 1.4% หลังราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงลง 8.6% หลุดระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความคาดหวังต่อการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่อาจช่วยคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตามไปด้วย
สำหรับสถานการณ์ทางการเมือง อิสราเอล กลุ่มฝ่ายค้านได้รับ 67 ที่นั่งในรัฐสภา นำโดยนายกาดี ไอเซนคอต 48 ที่นั่ง และพรรคอาหรับ 19 ที่นั่ง ขณะที่พรรคลิคุดของรัฐบาลเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ 53 ที่นั่ง ยังไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มกวาดชัยชนะทั้งสภาบนและสภาล่าง (Blue Wave) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เตือนให้ระมัดระวังความผันผวนของตลาด เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทรัมป์เผชิญการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ท่ามกลางความกังวลเรื่องดอกเบี้ยระดับสูงยาวนาน (Higher for Longer) และความไม่แน่นอนทางการค้า ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงราว 14% ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยีลดลงประมาณ 25% และ 18% ตามลำดับ
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำมองหาหุ้นที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยกลุ่มแรกคือหุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและอาหารสัตว์ลดลง ได้แก่ BGRIM, GULF, GPSC, BTG, TFG, CPF, ICHI, OSP, CENTEL, THAI, GLOBAL และ DOHOME ส่วนกลุ่มที่สองคือหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield อ่อนตัว ช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวของหุ้นการเงินและอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ SAWAD, MTC และ LH ขณะที่กลุ่มสุดท้ายคือหุ้น Defensive ที่มีผลประกอบการและกำไรมั่นคง ได้แก่ BDMS, BH, BCH, BJC และ CPALL
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติ โดย SET Index ปรับตัวลดลงจากระดับประมาณ 1,640 จุด ในเดือน ก.ค. 2569 มาอยู่ที่ 1,502.09 จุด หรือลดลงราว 8.4% สอดคล้องกับสถานะในตลาด TFEX ที่นักลงทุนต่างชาติเปิดสถานะขายสุทธิ ต่อเนื่อง 7 วันทำการ ระหว่างวันที่ 27 ต.ค. – 4 พ.ย. 2569 รวม 78,975 สัญญา ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเป็นฝั่งซื้อสุทธิรวม 63,652 สัญญา
นอกจากนี้ การปรับตัวลงของดัชนีพร้อมกับจำนวนสัญญาคงค้าง (Open Interest: OI) ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่ามีการเปิดสถานะ Short ใหม่เข้ามาในตลาด โดยวันที่ 4 พ.ย. OI เพิ่มขึ้นกว่า 63,000 สัญญา จากวันก่อนหน้า มาอยู่ที่ 668,600 สัญญา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของช่วงดังกล่าว บ่งชี้ว่าแรงกดดันขาลงของ SET อาจยังไม่สิ้นสุด และหากดัชนีหลุดแนวจิตวิทยา 1,500 จุด อาจเกิดแรงขายตัดขาดทุนเพิ่มเติม
ทั้งนี้ มองว่านักลงทุนควรเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว พร้อมติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลอิสราเอลและการเจรจาคลี่คลายความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นโลกและแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย
ที่มา
โลกเปลี่ยนขั้วการเมือง เขย่าตลาดหุ้น โบรกเปิดลายแทงกลุ่มหุ้นรับอานิสงส์
โลกเปลี่ยนขั้วการเมือง เขย่าตลาดหุ้น โบรกเปิดลายแทงกลุ่มหุ้นรับอานิสงส์
สรุป:
- การเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในสหรัฐฯ และอิสราเอล ถูกมองว่าเป็นปัจจัยที่อาจช่วยลดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบและ Bond Yield ปรับตัวลง ซึ่งเป็นผลดีต่อตลาดหุ้น
- นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส แนะกลยุทธ์การลงทุนในหุ้นที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
- กลุ่มแรก คือ หุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและอาหารสัตว์ลดลง ได้แก่ BGRIM, GULF, GPSC, BTG, TFG, CPF, ICHI, OSP, CENTEL, THAI, GLOBAL และ DOHOME
- กลุ่มที่สอง คือ หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield ที่อ่อนตัวลง ซึ่งช่วยหนุนการฟื้นตัวของกลุ่มการเงินและอสังหาริมทรัพย์ เช่น SAWAD, MTC และ LH
- กลุ่มสุดท้าย คือ หุ้น Defensive ที่มีผลประกอบการมั่นคง เช่น BDMS, BH, BCH, BJC และ CPALL
- อย่างไรก็ตาม มีการเตือนให้ระวังความผันผวนของตลาด โดยเปรียบเทียบกับสถานการณ์ปี 2561 ที่ตลาดหุ้นปรับตัวลงแรงหลังการเปลี่ยนขั้วการเมืองในสหรัฐฯ
- ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติที่ไหลออกและการเปิดสถานะขาย (Short) ในตลาด TFEX ซึ่งอาจทำให้ดัชนี SET ยังมีความเสี่ยงขาลง
นักวิเคราะห์ บล.เอเซีย พลัส ประเมินการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองในสหรัฐฯ และอิสราเอล เป็นปัจจัยสำคัญที่อาจส่งผลต่อตลาดการเงินโลก หลังผลการเลือกตั้งเพิ่มความหวังต่อการลดระดับความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวลงแรง พร้อมเสนอจับตาหุ้นที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานลดลง หุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield อ่อนตัว และหุ้น Defensive ที่มีผลประกอบการมั่นคง
โดยตลาดหุ้นสหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นแรงเกือบทุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นกลุ่มเทคโนโลยีและพลังงาน ดัชนี DOW JONES เพิ่มขึ้น 3.0% และ NASDAQ เพิ่มขึ้น 1.4% หลังราคาน้ำมันดิบ BRENT ร่วงลง 8.6% หลุดระดับ 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความคาดหวังต่อการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองที่อาจช่วยคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ส่งผลให้ Bond Yield สหรัฐฯ ปรับตัวลดลงตามไปด้วย
สำหรับสถานการณ์ทางการเมือง อิสราเอล กลุ่มฝ่ายค้านได้รับ 67 ที่นั่งในรัฐสภา นำโดยนายกาดี ไอเซนคอต 48 ที่นั่ง และพรรคอาหรับ 19 ที่นั่ง ขณะที่พรรคลิคุดของรัฐบาลเบนจามิน เนทันยาฮู ได้ 53 ที่นั่ง ยังไม่เพียงพอต่อการจัดตั้งรัฐบาล ขณะที่ผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ พรรคเดโมแครตมีแนวโน้มกวาดชัยชนะทั้งสภาบนและสภาล่าง (Blue Wave) สะท้อนการเปลี่ยนแปลงสมดุลอำนาจทางการเมือง ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายและความขัดแย้งระหว่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม เตือนให้ระมัดระวังความผันผวนของตลาด เนื่องจากสถานการณ์ปัจจุบันมีความคล้ายคลึงกับปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงที่รัฐบาลทรัมป์เผชิญการเปลี่ยนขั้วทางการเมือง ท่ามกลางความกังวลเรื่องดอกเบี้ยระดับสูงยาวนาน (Higher for Longer) และความไม่แน่นอนทางการค้า ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลงราว 14% ขณะที่หุ้นกลุ่มพลังงานและเทคโนโลยีลดลงประมาณ 25% และ 18% ตามลำดับ
ด้านกลยุทธ์การลงทุน แนะนำมองหาหุ้นที่ได้รับประโยชน์ทางอ้อมจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยกลุ่มแรกคือหุ้นที่ได้ประโยชน์จากต้นทุนพลังงานและอาหารสัตว์ลดลง ได้แก่ BGRIM, GULF, GPSC, BTG, TFG, CPF, ICHI, OSP, CENTEL, THAI, GLOBAL และ DOHOME ส่วนกลุ่มที่สองคือหุ้นที่ได้ประโยชน์จาก Bond Yield อ่อนตัว ช่วยเพิ่มโอกาสฟื้นตัวของหุ้นการเงินและอสังหาริมทรัพย์ ได้แก่ SAWAD, MTC และ LH ขณะที่กลุ่มสุดท้ายคือหุ้น Defensive ที่มีผลประกอบการและกำไรมั่นคง ได้แก่ BDMS, BH, BCH, BJC และ CPALL
ขณะที่ตลาดหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจากกระแสเงินทุนต่างชาติ โดย SET Index ปรับตัวลดลงจากระดับประมาณ 1,640 จุด ในเดือน ก.ค. 2569 มาอยู่ที่ 1,502.09 จุด หรือลดลงราว 8.4% สอดคล้องกับสถานะในตลาด TFEX ที่นักลงทุนต่างชาติเปิดสถานะขายสุทธิ ต่อเนื่อง 7 วันทำการ ระหว่างวันที่ 27 ต.ค. – 4 พ.ย. 2569 รวม 78,975 สัญญา ขณะที่นักลงทุนรายย่อยเป็นฝั่งซื้อสุทธิรวม 63,652 สัญญา
นอกจากนี้ การปรับตัวลงของดัชนีพร้อมกับจำนวนสัญญาคงค้าง (Open Interest: OI) ที่เพิ่มขึ้น สะท้อนว่ามีการเปิดสถานะ Short ใหม่เข้ามาในตลาด โดยวันที่ 4 พ.ย. OI เพิ่มขึ้นกว่า 63,000 สัญญา จากวันก่อนหน้า มาอยู่ที่ 668,600 สัญญา ซึ่งเป็นระดับสูงสุดของช่วงดังกล่าว บ่งชี้ว่าแรงกดดันขาลงของ SET อาจยังไม่สิ้นสุด และหากดัชนีหลุดแนวจิตวิทยา 1,500 จุด อาจเกิดแรงขายตัดขาดทุนเพิ่มเติม
ทั้งนี้ มองว่านักลงทุนควรเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัว พร้อมติดตามความคืบหน้าการจัดตั้งรัฐบาลอิสราเอลและการเจรจาคลี่คลายความขัดแย้งในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด ท่ามกลางความผันผวนของตลาดหุ้นโลกและแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดหุ้นไทย
ที่มา