ตั้งแต่ข่าว ข่าวปอน จักรกฤษณ์
มาจนถึง
บุ๋ม ปนัดดา
แล้วก็จะมีองค์กรต่อไปแน่ๆ ที่จะโดนตรวจสอบ
ทุกท่านคิดว่า มันจะส่งผลกระทบกับการบริจาค และ การช่วยเหลือ ในครั้งต่อๆ ไปยังไงบ้าง
แน่นอนว่า เราพึ่งพาหน่วยงานรัฐไม่ได้ แน่ๆ อยู่แล้ว ดังนั้น ตัดไปก่อน
คิดง่ายๆ ปีหน้า น้ำท่วมหนัก จะมีกี่กลุ่มที่จะลงมาช่วยเหลือชาวบ้าน
และในส่วนของกลุ่มองค์กรช่วยเหลือละ คุณพร้อมให้ตรวจสอบมากน้อยแค่ไหน
หลายๆคนก็ยังเชื่อนะครับว่า พื้นฐานการตั้งองค์กรมา ก็เพื่อช่วยคนนี่แหละ
เพียงแต่ การจัดการเอกสาร จัดการเส้นทางการเงิน อาจจะไม่มีประสิทธิภาพ
มันไม่มีใครหรอกที่จะมาคอยดูการเงิน การโยกย้ายของตัวเองบ่อยๆ ถ้าไม่ใช่กลุ่มการเงินโดยตรง
แต่คุณจะสร้งาความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ยังไง
กลุ่มสุดท้ายที่อาจจะต้องรับเคราะห์หนักเลย คือ ชาวบ้าน หรือ ผู้ประสบภัย
แน่ๆ เลย ว่า ถ้าปีหน้า กลุ่มจิตอาสาที่เข้าพื้นที่ลดลง เพราะกลัวการตรวจสอบ
ผู้ประสบภัยก็จะได้รับการช่วยเหลือได้ช้า และ เสี่ยงเช่นกัน
นอกจากนี้ กลุ่มหน่วยงานตรวจสอบ
ก็ควรจะมีมาตรการ ขึ้นมา และ ประกาศใช้อย่างชัดเจนได้แล้ว
ว่า ถ้าใครก็ตามจะก่อตั้งองค์กร ทำนองนี้ จำเป็นจะต้องมีเงื่อนไขทางการเงินยังไงบ้าง
จำเป็นต้องมีบัญชีกลางก่อนถึงจะเปิดได้ไม๊
แล้ว บัญชีเก่าที่ชาวบ้านมีจะจัดการยังไง
แล้ว ณ. ตอนนี้ กลุ่มหน่วยงานตรวจสอบ ควรจะเข้าตรวจสอบ มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะถึงปีหน้า
**ปัญหาพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้า หน่วยงานท้องถิ่นมีความสามารถ
ระดับท้องถิ่นเรามีทั้ง อสม. อปพร. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. ไหนจะ สจ. สส. ที่ว่าการ แล้วยังมีหน่วยงานยิบย่อยอีกมากมาย
แต่กลุ่มเหล่านี้ แทบจะไม่มีบทบาทในการช่วยเหลือ หรือ มาเป็นกำลังหลักเลย ในเหตุการณืใหญ่
ยิ่ง เขต/ที่ว่าการ ที่มีผู้มีอำนาจ กองอยู่เต็มไปหมด แต่พอเกิดเหตุการณ์จริง กลับไม่มีใครมีอำนาจตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
สื่อสารที่หน่วยงานกลางก็ล่าช้ามากๆ โซเชียลเขาไปถึงไหนแล้ว หน่วยงานกลางค่อยออกมาแจ้งเตือน
เหมือนช่วงแผ่นดินไหวปีที่แล้ว ผมก็ได้รับข่าวสารจาก สื่อโซเชียล
ฝนตกหนัก น้ำท่วม ก็มักจะได้รับข่าวสารจากไลฟ์สด
ไฟไหม้ ที่โน่น ที่นี่ ทุกอย่าง แทบจะไม่มีข้อมูลจากส่วนกลางออกมาเลย
เห็นได้ชัดว่า ข่าวสารส่วนกลางไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะให้คนเขาติดตาม
จากเหตุการณ์ สอบเส้นทางเงินมูลนิธิองค์กร ต่างๆ จะทำให้มุมมองการช่วยเหลือ เปลี่ยนไปไม๊ ครับ
มาจนถึง บุ๋ม ปนัดดา
แล้วก็จะมีองค์กรต่อไปแน่ๆ ที่จะโดนตรวจสอบ
ทุกท่านคิดว่า มันจะส่งผลกระทบกับการบริจาค และ การช่วยเหลือ ในครั้งต่อๆ ไปยังไงบ้าง
แน่นอนว่า เราพึ่งพาหน่วยงานรัฐไม่ได้ แน่ๆ อยู่แล้ว ดังนั้น ตัดไปก่อน
คิดง่ายๆ ปีหน้า น้ำท่วมหนัก จะมีกี่กลุ่มที่จะลงมาช่วยเหลือชาวบ้าน
และในส่วนของกลุ่มองค์กรช่วยเหลือละ คุณพร้อมให้ตรวจสอบมากน้อยแค่ไหน
หลายๆคนก็ยังเชื่อนะครับว่า พื้นฐานการตั้งองค์กรมา ก็เพื่อช่วยคนนี่แหละ
เพียงแต่ การจัดการเอกสาร จัดการเส้นทางการเงิน อาจจะไม่มีประสิทธิภาพ
มันไม่มีใครหรอกที่จะมาคอยดูการเงิน การโยกย้ายของตัวเองบ่อยๆ ถ้าไม่ใช่กลุ่มการเงินโดยตรง
แต่คุณจะสร้งาความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ยังไง
กลุ่มสุดท้ายที่อาจจะต้องรับเคราะห์หนักเลย คือ ชาวบ้าน หรือ ผู้ประสบภัย
แน่ๆ เลย ว่า ถ้าปีหน้า กลุ่มจิตอาสาที่เข้าพื้นที่ลดลง เพราะกลัวการตรวจสอบ
ผู้ประสบภัยก็จะได้รับการช่วยเหลือได้ช้า และ เสี่ยงเช่นกัน
นอกจากนี้ กลุ่มหน่วยงานตรวจสอบ
ก็ควรจะมีมาตรการ ขึ้นมา และ ประกาศใช้อย่างชัดเจนได้แล้ว
ว่า ถ้าใครก็ตามจะก่อตั้งองค์กร ทำนองนี้ จำเป็นจะต้องมีเงื่อนไขทางการเงินยังไงบ้าง
จำเป็นต้องมีบัญชีกลางก่อนถึงจะเปิดได้ไม๊
แล้ว บัญชีเก่าที่ชาวบ้านมีจะจัดการยังไง
แล้ว ณ. ตอนนี้ กลุ่มหน่วยงานตรวจสอบ ควรจะเข้าตรวจสอบ มากน้อยแค่ไหน ก่อนที่จะถึงปีหน้า
**ปัญหาพวกนี้จะไม่เกิดขึ้นเลยถ้า หน่วยงานท้องถิ่นมีความสามารถ
ระดับท้องถิ่นเรามีทั้ง อสม. อปพร. ผู้ใหญ่บ้าน กำนัน อบต. ไหนจะ สจ. สส. ที่ว่าการ แล้วยังมีหน่วยงานยิบย่อยอีกมากมาย
แต่กลุ่มเหล่านี้ แทบจะไม่มีบทบาทในการช่วยเหลือ หรือ มาเป็นกำลังหลักเลย ในเหตุการณืใหญ่
ยิ่ง เขต/ที่ว่าการ ที่มีผู้มีอำนาจ กองอยู่เต็มไปหมด แต่พอเกิดเหตุการณ์จริง กลับไม่มีใครมีอำนาจตัดสินใจอย่างเด็ดขาด
สื่อสารที่หน่วยงานกลางก็ล่าช้ามากๆ โซเชียลเขาไปถึงไหนแล้ว หน่วยงานกลางค่อยออกมาแจ้งเตือน
เหมือนช่วงแผ่นดินไหวปีที่แล้ว ผมก็ได้รับข่าวสารจาก สื่อโซเชียล
ฝนตกหนัก น้ำท่วม ก็มักจะได้รับข่าวสารจากไลฟ์สด
ไฟไหม้ ที่โน่น ที่นี่ ทุกอย่าง แทบจะไม่มีข้อมูลจากส่วนกลางออกมาเลย
เห็นได้ชัดว่า ข่าวสารส่วนกลางไม่มีความน่าเชื่อถือพอที่จะให้คนเขาติดตาม