ชอบมีความคิดไม่ดีผุดขึ้นมาจนกลัวว่าจะส่งผลในชาติหน้าและชาติต่อๆไป

คือขอปรึกษาและสอบถามหน่อยนะครับว่าคือผมเป็นคนที่เวลาทำบุญต่างๆไม่ว่าจะเป็นไหว้พระสวดมนต์นั่งสมาธิ ทำทาน ช่วยสัตว์ที่จมน้ำ หรืออะไรต่างๆที่เป็นการทำบุญ แล้วผมเป็นคนที่ชอบอธิษฐานขอพรว่าขอให้ผลบุญหรือกุศลผลบุญที่ข้าพเจ้าได้ทำในครั้งนี้จงดลบันดาลให้ข้าพเจ้าเกิดมาในเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ในชาติหน้า แล้วผมก็ไม่รู้เป็นอะไรคือเวลาผมถวายดอกไม้สีเหลืองเพื่อใส่แจกันถวายพระในหิ้งพระแล้วผมก็มองดูดอกไม้สีเหลืองแล้วจู่ๆความคิดบางอย่างก็ผุดขึ้นมาคือมันมีความคิดผุดขึ้นมาว่าดอกไม้สีเหลืองเหมือนขี้เลยขอให้ผมเกิดมาชาติหน้าชอบกินขี้ แล้วพอผมรู้ตัวว่ามันมีความคิดแบบนี้ผมก็โกรธตัวเองและด่าว่าตัวเองด้วยถ้อยคำหยาบคายต่างๆนา เพราะผมกลัวว่ามันจะทำให้ชาติหน้าผมต้องเกิดมาชอบกินขี้จริงๆ ซึ่งผมไม่ได้ต้องการอะไรแบบนั้น แล้วก็มีอีกเหตุการณ์นึงคือผมก็นั่งสวดมนต์กับแม่อยู่ดีๆแล้วแม่ก็บอกว่าปวดเยี่ยวเดี๋ยวจะไปเยี่ยวก่อน แล้วไม่รู้ว่าผมเป็นอะไรก็แกล้งจับแขนแม่เอาไว้เพื่อแกล้งไม่ให้ไปเยี่ยวแต่แค่แป๊บเดียวนะแค่ไม่กี่วินาทีแล้วแม่ก็เดินไปเยี่ยวแล้วจู่ๆความคิดของผมมันก็ผุดขึ้นมาว่าที่ผมแกล้งแม่เมื่อกี้ขอให้ผมเกิดมาชาติหน้าเป็นคนที่เยี่ยวไม่ออก ไม่มีอวัยวะให้เยี่ยว แล้วพอผมรู้ตัวผมก็โกรธตัวเอง ดุด่าตัวเองอย่างหนักที่มันคิดเรื่องบ้าอะไรแบบนี้ขึ้นมาซึ่งผมไม่ได้อยากเกิดมาเป็นแบบนั้นในชาติหน้า ผมอยากเกิดมาเป็นปกติ แล้วคือตอนนั้นผมก็กำลังสวดมนต์อยู่ด้วย คือผมเคยได้ยินมาว่าถ้าเราทำบุญหรือทำความดีแล้วในระหว่างนั้นจิตเราอธิษฐานหรือนึกคิดอะไรเหมือนกับว่าจะเป็นการขอพรอ่ะครับ มันจะส่งผลให้เป็นจริงในชาติหน้าหรือชาติต่อๆไป ผมเคยได้ยินเรื่องเล่ามากมายว่าขนาดเราไม่ได้ทำความดีแล้วเราตั้งจิตปรารถนาอะไรไว้สิ่งนั้นก็ยังเป็นจริงเลย คือขนาดจิตเรากำลังโกรธแค้นหรืออาฆาตอยู่แล้วตั้งจิตปรารถนาเอาไว้มันก็ยังส่งผลให้เป็นจริงเลย เช่น พระเทวทัตในชาติที่เป็นพ่อค้า แล้วพระพุทธเจ้าในชาตินั้นก็เป็นพ่อค้าด้วยแต่ขายของได้ดีกว่าหรืออะไรสักอย่างถ้าผมจำไม่ผิด ถ้าผิดก็ขออภัยด้วยนะครับ แล้วพระเทวทัตในชาตินั้นที่เป็นพ่อค้าก็ตั้งจิตอธิษฐานด้วยความโกรธและอาฆาตว่าจะขอจองเวรพระพุทธเจ้าไปในทุกภพทุกชาติเท่ากับจำนวนเม็ดทรายหรือจำนวนเมล็ดข้าวเปลือกที่อยู่ในเกวียนผู้ก็จำไม่ได้แล้ว แล้วคำอธิษฐานของพระเทวทัตก็เป็นจริงแล้วก็ต้องมาตามจองล้างจองผลาญพระพุทธเจ้าอีกหลายชาติมากตามจำนวนที่พระเทวทัตได้บอกไว้ แล้วก็มีอีกเรื่องนึงคือเป็นเรื่องเล่าของหลวงพ่อจรัญ ฐิตธมฺโม เรื่องคล่าวๆที่ผมพอจะจำได้นะครับ มีผู้หญิงคนนึงมานั่งกรรมฐานที่วัดของหลวงพ่อจรัญแล้วผู้หญิงคนนี้ก็ระลึกชาติได้ว่าตัวเองเป็นผู้หญิงและเป็นลูกสาวของกษัตริย์ที่ปกครองอาณาจักรหนึ่งซึ่งผมจำไม่ได้แล้ว แล้วก็มีน้องชายหนึ่งคน แต่ตัวของผู้หญิงคนนี้เป็นนักรบที่เก่งมากเวลาพ่อไปออกรบก็จะไปออกรบกับพ่อจนคว้าชัยชนะกลับมาทุกครั้ง แล้วพ่อก็แต่งตั้งให้ผู้หญิงคนนี้เป็นผู้ปกครองอาณาจักรนี้แทนตัวเอง แล้วน้องชายรู้ข่าวขึ้นมาก็โกรธพ่อกับพี่สาวมากแล้วก็พูดกับพ่อและพี่สาวว่าถ้าพี่อยากครองราชย์มากนักก็ครองไป แต่ผมจะไม่ขอเกิดร่วมแผ่นดินเดียวกับพี่และพ่ออีก แล้วน้องชายก็หนีหายไป แล้วพอมาในชาติปัจจุบันผู้หญิงคนนี้ก็ถามหลวงพ่อจรัญว่าแล้วน้องชายของเขาในชาติก่อนตอนนี้ไปเกิดที่ไหนและไปเกิดเป็นอะไร แล้วหลวงพ่อจรัญก็บอกว่าตอนนี้น้องชายของโยมในชาตินั้นในชาตินี้เขามาเกิดเป็นผู้หญิงแล้วเขาก็ไปเกิดเป็นคนสิงคโปร์ เพราะเขาเคยบอกเอาไว้ในชาติก่อนว่าจะไม่ขอมาเกิดในแผ่นดินเดียวกันกับโยม โยมมาเกิดในประเทศไทย เขาก็จะมาเกิดในแผ่นดินเดียวกันกับโยมไม่ได้ เขาก็เลยไปเกิดเป็นคนสิงคโปร์ด้วยแรงปรารถนาของเขา ถ้าผิดพลาดหรือจำตกหล่นผมต้องขออภัยด้วยนะครับ คือไอ้ความคิดแบบนี้ที่ผมเป็นอยู่คือมันชอบผุดขึ้นมาแล้วคิดให้ผมไปในทางที่ไม่ดีเลยน่ะครับ ถ้ามันคิดไปในทางที่ดีผมก็จะไม่ว่าอะไรมันเลยครับ  เวลาที่ผมจะเขียนหนังสือแล้วผมเห็นปากกาวางอยู่แต่ผมไม่รู้ว่าเป็นของพ่อหรือแม่ แล้วพอผมจะหยิบปากกาอันนั้นขึ้นมาเขียน อยู่ดีๆก็มีความคิดผุดขึ้นมาว่าถ้าผมหยิบปากกาขอให้ชาติหน้าผมเกิดมาเป็นคนแขนขาด เป็นคนไม่มีแขน พอผมรู้ตัวปุ๊บผมก็ไม่กล้าหยิบปากกามาใช้เลยเพราะกลัว บางทีผมให้อาหารแมวอยู่แล้วผมคิดว่าให้แค่นี้ก่อนเดี๋ยวมันกินไม่หมดแล้วความคิดมันก็ผุดขึ้นมาว่า ต้องให้อาหารแมวมากกว่านี้อีก ถ้าให้น้อยกว่านี้ขอให้ชาติหน้าเกิดมาเป็นคนที่ไม่มีปาก แล้วพอผมรู้ตัวผมก็โกรธตัวเองแล้วก็ด่าว่าตัวเองด้วยคำหยาบและความโกรธและโมโหมาก คือถ้ามันเป็นความคิดที่จะทำให้ตัวของผมดีขึ้นหรือสมบูรณ์แข็งแรงดีผมก็จะไม่ว่าอะไรเลยครับ แต่ความคิดแต่ละอย่างคือมันมีแต่จะทำให้ผมเกิดมายิ่งทุกข์และยิ่งทรมานและยิ่งแย่มากขึ้นไปอีกน่ะครับ แล้วก็มีอีกเรื่องนึงคือผมก็ไปวัดแล้วก็มองพระหรือพระพุทธรูปไปเรื่อยแต่จู่ๆมันก็มีความคิดผุดขึ้นมาว่าการที่ผมมองพระแบบนี้ขอให้ผมเกิดมาเป็นคนตาบอดมองอะไรไม่เห็นเลยตลอดชีวิต แล้วผมก็โกรธตัวเองที่คิดแบบนี้ แล้วผมก็ไม่กล้ามองอีกเลยก็เลยก้มหน้าหรือสนใจอย่างอื่นแทน ไอ้ความคิดแบบนี้มันมีมาตั้งนานแล้วครับมีมาเกือบยี่สิบปีแล้ว แล้วมันก็มีมาตลอด ไม่ว่าผมจะทำอะไร คือผมกลัวว่าไอ้ความคิดด้านไม่ดีอันนี้มันจะไปส่งผลให้ในชาติหน้าหรือชาติต่อๆไปผมต้องเกิดมาเป็นแบบในความคิดแบบนี้ของผมน่ะครับ ซึ่งผมไม่ได้ต้องการมันเลยและไม่ได้ต้องการเกิดมาเป็นแบบนั้นเลย คือผมจะเกิดมาชาติหน้าหรือชาติต่อๆไปเป็นแบบนี้ไหม?
ขอโทษนะครับที่กระทู้ยาวมาก ขอบคุณครับ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่