“นิโคลัส อินเนส เทเลอร์” พลิกดินเค็มสู่ดินมีชีวิต! เปิดเคล็ดลับ 30 ปี “อุดรออร์แกนิคฟาร์ม”สู่เกษตรฟื้นฟู
กว่าสามทศวรรษ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตร ทั้งเทคโนโลยีการผลิต สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมผู้บริโภค และสิ่งหนึ่งที่ “นิโคลัส อินเนส เทเลอร์” ชายชาวอังกฤษเจ้าของฟาร์มชาวอังกฤษวัย 67 ปี เจ้าของ “อุดรออร์แกนิคฟาร์ม”จังหวัดอุดรธานี สะท้อนแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ผ่านประสบการณ์จริง
กว่า 30 ปีที่ใช้ชีวิตทำการเกษตรในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ยังใช้ควายเป็นแรงงานหลัก จนถึงวันนี้ที่ฟาร์มขนาด 100 ไร่ สู่การเป็น "อุดร ออร์แกนิกฟาร์ม" ต้นแบบเกษตรฟื้นฟูอย่างแท้จริง
“นิโคลัส” เปิดประสบการณ์อันยาวนาน ที่สร้างความสำเร็จให้กับครอบครัว ว่า การทำเกษตรในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ลดลง ต้นไม้เกิดโรคได้ง่าย ผลผลิตมีแนวโน้มลดลง สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติลดจำนวนลง ตลอดจนปัญหาความแห้งแล้งและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ผืนดินผืนนี้มีเรื่องเล่ายาวนานกว่าที่เห็น หากย้อนไปเกือบ 100 ปี ที่นี่เคยเป็นป่ามาก่อน แล้วถูกเปลี่ยนเป็นนาข้าวต่อเนื่องยาวนาน จนเมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา การใช้ยาฆ่าหญ้าและสารเคมีที่เพิ่มขึ้น ทำให้อินทรียวัตถุในดินลดลง สิ่งมีชีวิตในดินหายไป ดินเสื่อมโทรมอย่างหนัก
ตอนซื้อที่ดินครั้งแรก ดินที่นี่เป็นดินเค็ม ส่วนหนึ่งเคยเป็นไร่ข้าวโพดและมันสำปะหลัง“นิโคลัส”กล่าวย้ำว่า จุดประสงค์แรกที่ซื้อที่ดินแห่งนี้เลยไม่ใช่เพื่อขายทำการเกษตรเพื่อขาย แต่เพื่อให้สุขภาพของเราและครอบครัวดี เราอยากกินไก่ กินไข่ กินปลา แต่ต้องเป็นการเลี้ยงแบบไม่ทรมานสัตว์ ไม่มีสารเคมี
แต่บทเรียนราคาแพงของคำว่า "ออร์แกนิก" ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความท้าทายใหญ่ที่สุดคือการสู้กับวัชพืชและต้นทุนค่าแรง “เราพยายามปลูกข้าวแบบออร์แกนิก ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเราสู้วัชพืชไม่ได้เลย มันเป็นบทเรียนสำคัญ”
จากประสบการณ์คุณภาพดินจะดีขึ้นถ้าปลูกพืชหลากหลาย แต่ปัญหาคือถ้าทำหลากหลายแบบเล็กๆ น้อยๆ ผลผลิตก็ไม่พอที่จะขายได้จริง การจะไปต่อจึงต้องเจาะลึกและหาจุดสมดุลให้เจอ จากความล้มเหลวนั้น จนมาถึงการเปลี่ยนนิยามฟาร์ม จาก"ออร์แกนิก" ไปสู่ "เกษตรแบบฟื้นฟู - Regenerative Agriculture"ชี้วัดความสำเร็จด้วย
เมื่อมีการปลูกพืชหลากหลาย หัวใจของการฟื้นฟูที่นี่ไม่ใช่แค่การไม่ใช้สารเคมี แต่คือการทำให้ดินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง มีตัวชี้วัดว่าดินเริ่มมีชีวิต ตัวชี้วัดที่เห็นชัดที่สุดคือ "คอนโดไส้เดือน" หรือมูลไส้เดือนที่ผุดขึ้นเต็มพื้น หลังจากที่เขาพยายามรักษาหน้าดินและหยุดใช้สารเคมีได้ประมาณ 3 ปี นั่นหมายถึงจุลินทรีย์ เชื้อรา แบคทีเรีย และสิ่งมีชีวิตในดินได้กลับคืนมาจำนวนมหาศาล
“นิโคลัส” อธิบายหลักคิดที่ต่างจากเกษตรเคมีทั่วไปว่า ผมเรียนเกษตรมา เหมือนคนที่เรียนเกษตรทั่วไปก็จะนึกถึง N-P-K เป็นธาตุอาหารที่สำคัญต่อดิน แต่จริงๆ แล้วปุ๋ยที่สำคัญที่สุดในดินคือ คาร์บอน ถ้าเราอยากเพิ่มชีวิตในดิน เราต้องเอาคาร์บอนกลับลงดิน นั่นก็คือการใช้ปุ๋ยหมัก
ดังนั้นหัวใจสำคัญคือการปกคลุมหน้าดินไว้ตลอดเวลา “อย่าเปิดหน้าดินทิ้งไว้ให้ว่างเปล่า จุลินทรีย์ในดินหากโดนแดดร้อนๆ ก็ตาย” และต้องรักษารากที่มีชีวิตไว้ในดิน เพราะพืชจะเอาน้ำตาลที่สังเคราะห์ได้ถึง 50% ปล่อยลงไปเลี้ยงจุลินทรีย์ในดิน เป็นการสร้างระบบMicrobiome ที่เชื่อมโยงกัน
ปรัชญาฟาร์ม ถ้าทำแล้วเหนื่อย แสดงว่าทำผิดสำหรับพื้นที่ 100 ไร่ การใช้แรงงานและสารเคมีปริมาณมากไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน เขามองไปถึงอนาคตที่เครื่องมือการเกษตรจะต้องเล็กลง แม่นยำขึ้น และเป็นมิตรกับดินมากขึ้น
“ถ้าทำการเกษตรแล้วเรารู้สึกเหนื่อย แสดงว่าเราทำผิดวิธี การทำอะไรก็ตามถ้าทำแล้วไม่เหนื่อย แสดงว่ามันพอดี เราต้องมีเวลาศึกษา มีเวลาคุยกับผู้บริโภค ชีวิตมันต้องพอดี” เป็นปรัชญาการทำเกษตรที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
จากผืนดินเค็มที่เสื่อมโทรม สู่ฟาร์มที่คอนโดไส้เดือนกลับมา นี่คือบทพิสูจน์ 30 ปีของการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ว่าการฟื้นฟูดิน ก็คือการฟื้นฟูชีวิตคน

นั่นเอง
“นิโคลัส อินเนส เทเลอร์” พลิกดินเค็มสู่ดินมีชีวิต!?
กว่าสามทศวรรษ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของภาคการเกษตร ทั้งเทคโนโลยีการผลิต สภาพแวดล้อม และพฤติกรรมผู้บริโภค และสิ่งหนึ่งที่ “นิโคลัส อินเนส เทเลอร์” ชายชาวอังกฤษเจ้าของฟาร์มชาวอังกฤษวัย 67 ปี เจ้าของ “อุดรออร์แกนิคฟาร์ม”จังหวัดอุดรธานี สะท้อนแนวคิดการทำเกษตรอินทรีย์ผ่านประสบการณ์จริง
กว่า 30 ปีที่ใช้ชีวิตทำการเกษตรในประเทศไทย ตั้งแต่วันที่ยังใช้ควายเป็นแรงงานหลัก จนถึงวันนี้ที่ฟาร์มขนาด 100 ไร่ สู่การเป็น "อุดร ออร์แกนิกฟาร์ม" ต้นแบบเกษตรฟื้นฟูอย่างแท้จริง
“นิโคลัส” เปิดประสบการณ์อันยาวนาน ที่สร้างความสำเร็จให้กับครอบครัว ว่า การทำเกษตรในปัจจุบันกำลังเผชิญกับความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ลดลง ต้นไม้เกิดโรคได้ง่าย ผลผลิตมีแนวโน้มลดลง สิ่งมีชีวิตตามธรรมชาติลดจำนวนลง ตลอดจนปัญหาความแห้งแล้งและภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง
ผืนดินผืนนี้มีเรื่องเล่ายาวนานกว่าที่เห็น หากย้อนไปเกือบ 100 ปี ที่นี่เคยเป็นป่ามาก่อน แล้วถูกเปลี่ยนเป็นนาข้าวต่อเนื่องยาวนาน จนเมื่อ 30-40 ปีที่ผ่านมา การใช้ยาฆ่าหญ้าและสารเคมีที่เพิ่มขึ้น ทำให้อินทรียวัตถุในดินลดลง สิ่งมีชีวิตในดินหายไป ดินเสื่อมโทรมอย่างหนัก
ตอนซื้อที่ดินครั้งแรก ดินที่นี่เป็นดินเค็ม ส่วนหนึ่งเคยเป็นไร่ข้าวโพดและมันสำปะหลัง“นิโคลัส”กล่าวย้ำว่า จุดประสงค์แรกที่ซื้อที่ดินแห่งนี้เลยไม่ใช่เพื่อขายทำการเกษตรเพื่อขาย แต่เพื่อให้สุขภาพของเราและครอบครัวดี เราอยากกินไก่ กินไข่ กินปลา แต่ต้องเป็นการเลี้ยงแบบไม่ทรมานสัตว์ ไม่มีสารเคมี
แต่บทเรียนราคาแพงของคำว่า "ออร์แกนิก" ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ความท้าทายใหญ่ที่สุดคือการสู้กับวัชพืชและต้นทุนค่าแรง “เราพยายามปลูกข้าวแบบออร์แกนิก ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะเราสู้วัชพืชไม่ได้เลย มันเป็นบทเรียนสำคัญ”
จากประสบการณ์คุณภาพดินจะดีขึ้นถ้าปลูกพืชหลากหลาย แต่ปัญหาคือถ้าทำหลากหลายแบบเล็กๆ น้อยๆ ผลผลิตก็ไม่พอที่จะขายได้จริง การจะไปต่อจึงต้องเจาะลึกและหาจุดสมดุลให้เจอ จากความล้มเหลวนั้น จนมาถึงการเปลี่ยนนิยามฟาร์ม จาก"ออร์แกนิก" ไปสู่ "เกษตรแบบฟื้นฟู - Regenerative Agriculture"ชี้วัดความสำเร็จด้วย
เมื่อมีการปลูกพืชหลากหลาย หัวใจของการฟื้นฟูที่นี่ไม่ใช่แค่การไม่ใช้สารเคมี แต่คือการทำให้ดินกลับมามีชีวิตอีกครั้ง มีตัวชี้วัดว่าดินเริ่มมีชีวิต ตัวชี้วัดที่เห็นชัดที่สุดคือ "คอนโดไส้เดือน" หรือมูลไส้เดือนที่ผุดขึ้นเต็มพื้น หลังจากที่เขาพยายามรักษาหน้าดินและหยุดใช้สารเคมีได้ประมาณ 3 ปี นั่นหมายถึงจุลินทรีย์ เชื้อรา แบคทีเรีย และสิ่งมีชีวิตในดินได้กลับคืนมาจำนวนมหาศาล
“นิโคลัส” อธิบายหลักคิดที่ต่างจากเกษตรเคมีทั่วไปว่า ผมเรียนเกษตรมา เหมือนคนที่เรียนเกษตรทั่วไปก็จะนึกถึง N-P-K เป็นธาตุอาหารที่สำคัญต่อดิน แต่จริงๆ แล้วปุ๋ยที่สำคัญที่สุดในดินคือ คาร์บอน ถ้าเราอยากเพิ่มชีวิตในดิน เราต้องเอาคาร์บอนกลับลงดิน นั่นก็คือการใช้ปุ๋ยหมัก
ดังนั้นหัวใจสำคัญคือการปกคลุมหน้าดินไว้ตลอดเวลา “อย่าเปิดหน้าดินทิ้งไว้ให้ว่างเปล่า จุลินทรีย์ในดินหากโดนแดดร้อนๆ ก็ตาย” และต้องรักษารากที่มีชีวิตไว้ในดิน เพราะพืชจะเอาน้ำตาลที่สังเคราะห์ได้ถึง 50% ปล่อยลงไปเลี้ยงจุลินทรีย์ในดิน เป็นการสร้างระบบMicrobiome ที่เชื่อมโยงกัน
ปรัชญาฟาร์ม ถ้าทำแล้วเหนื่อย แสดงว่าทำผิดสำหรับพื้นที่ 100 ไร่ การใช้แรงงานและสารเคมีปริมาณมากไม่ใช่คำตอบที่ยั่งยืน เขามองไปถึงอนาคตที่เครื่องมือการเกษตรจะต้องเล็กลง แม่นยำขึ้น และเป็นมิตรกับดินมากขึ้น
“ถ้าทำการเกษตรแล้วเรารู้สึกเหนื่อย แสดงว่าเราทำผิดวิธี การทำอะไรก็ตามถ้าทำแล้วไม่เหนื่อย แสดงว่ามันพอดี เราต้องมีเวลาศึกษา มีเวลาคุยกับผู้บริโภค ชีวิตมันต้องพอดี” เป็นปรัชญาการทำเกษตรที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้ง
จากผืนดินเค็มที่เสื่อมโทรม สู่ฟาร์มที่คอนโดไส้เดือนกลับมา นี่คือบทพิสูจน์ 30 ปีของการเรียนรู้ที่ไม่มีวันสิ้นสุด ว่าการฟื้นฟูดิน ก็คือการฟื้นฟูชีวิตคน