1. ที่มาและพัฒนาการของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ
1) ยุคต้นดั้งเดิม (ศตวรรษที่ 8-9): เริ่มจากกลุ่มมัวะตะซิละฮ์ (กลุ่มเหตุผลนิยม) ที่นำตรรกะมนุษย์มาตัดสินตัวบทศาสนา และเริ่มปฏิเสธหะดีษบางประเภทที่ไม่เข้ากับความคิดของตน
2. ยุคจัดตั้งกลุ่ม (ศตวรรษที่ 19-20): แนวคิดปฏิเสธหะดีษแบบเบ็ดเสร็จ (กุรอานิยูน) ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นระบบ แกนนำประกาศใช้อัลกุรอานเป็นแหล่งบัญญัติเดียวและปฏิเสธหะดีษทั้งหมด พยายามตีความอัลกุรอานใหม่ให้เข้ากับวิทยาศาสตร์และแนวคิดตะวันตก โดยตัดระบบซุนนะฮฺออกไป
3. ยุคขยายตัว (ทศวรรษ 1970-1980): แกนนำย้ายไปฝั่งตะวันตกและใช้ภาษาอังกฤษเผยแพร่ลัทธิ มีการคิดทฤษฎีเลข 19 เพื่อตัดหะดีษทิ้ง และแอบอ้างเป็นศาสนทูตคนใหม่ จนถูกปราชญ์อิสลามทั่วโลกประกาศให้ออกจากศาสนา (ตักฟีร)
ข้อสังเกต: กลุ่มกุรอานียูนในปัจจุบันมักใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง ต้นทางความรู้ไม่ได้มาจากสายวิชาการภาษาอาหรับหรือตัฟซีรมาตรฐาน แต่รับอิทธิพลมาจากกลุ่มปฏิรูปศาสนาหัวก้าวหน้าในโลกตะวันตก
- - -
2. ประเภทและลักษณะพฤิตกรรม
แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ตามลักษณะการยอมรับตัวบท ดังนี้
1. กลุ่มปฏิเสธหะดีษ 100%
1) หลักการ: ตัดตำราหะดีษทิ้งทั้งหมด ไม่ยอมรับแม้แต่บทเดียว
2) พฤติกรรม: ปฏิเสธแนวทางปฏิบัติศาสนกิจดั้งเดิม และคิดวิธีปฏิบัติขึ้นมาใหม่ตามใจตน จนเกิดความขัดแย้งกันเองภายในกลุ่ม เช่น บางคนละหมาด 2 เวลา บางคนละหมาด 3 เวลา และมีท่าทางที่แตกต่างกัน เพราะไม่มีมาตรฐานซุนนะฮฺคอยกำกับ
2. เน้นการเลือกปฏิบัติ/เลือกรับตามจริต
1) หลักการ: ไม่ยอมรับศาสตร์การคัดกรองหะดีษของปราชญ์ (อิลมุลหะดีษ) โจมตีว่า เป็นเรื่องเล่าปากต่อปากที่เชื่อถือไม่ได้
2) พฤติกรรม: ตั้งตนเป็นผู้ตัดสินตัวบท โดยใช้สติปัญญาและตรรกะส่วนตัวเป็นเกณฑ์ หะดีษบทไหนเข้ากับจริตและค่านิยมของตนก็จะหยิบมาอ้างอิงสนับ แต่บทไหนขัดกับตรรกะหรือตนเองไม่เชื่อ ก็จะตีตกและกล่าวหาว่าเป็นหะดีษปลอมทันที
- - -
3. ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นแนวคิดปฏิเสธหะดีษ (สรุปประเด็นโดย อ.ชารีฟ วงศ์เสงี่ยม)
อ้างอิงจากบทบรรยาย "กุรอานิยูนคือใคร" (พ.ศ.2560) ชี้ชัดว่าแนวคิดนี้เริ่มเข้ามาในไทย ข้อเท็จจริง 6 เหตุผล ดังนี้
เหตุผลที่ 1 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่าหะดีษและซุนนะฮฺทำให้มุสลิมแตกแยก
ความจริง: ข้ออ้างนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะต่อให้ทิ้งหะดีษ เหลือแต่อัลกุรอานอย่างเดียว แต่ละกลุ่มก็ยังคงเข้าใจและตีความต่างกันอัลกุรอานแตกต่างกันอยู่ดี ความเข้าใจที่ต่างกัน ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะนำมาใช้ปฏิเสธตัวบทของศาสนา
- -
เหตุผลที่ 2 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่านบีเป็นมนุษย์ สามัญชนย่อมมนุษย์ผิดพลาดได้ นบีจึงมีผิดพลาด
ความจริง 1: นบีเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ที่ได้รับโองการและวะฮีย์จากพระองค์ อัลกุรอานระบุว่า
"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แท้จริง ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน มีวะฮีย์แก่ฉันว่า แท้จริง พระเจ้าของพวกท่านนั้นคือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย" (อัลกุรอาน 18:110)
ความจริง 2: อัลลอฮฺทรงรับรองว่าในเรื่องศาสนา ท่านนบีไม่พูดตามอารมณ์
"และเขามิได้พูดตามอารมณ์ สิ่ง (ที่เขาพูด) นั้น มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมา" (อัลกุอาน 53:3-4)
หากมีจุดใดในวิถีชีวิตดุนยาของท่านนบีที่แสดงออกไม่เหมาะสม พระองค์จะทรงประทานโองการมาปรับปรุงแก้ไขทันที เช่น ในซูเราะฮฺอะบะซะ อายะฮฺที่ 1-12 เพื่อให้นบีมีความสมบูรณ์แบบที่สุด มนุษย์จะได้ยึดถือเป็นเป็นแบบอย่างได้ ซึ่งต่างจากมนุษย์ทั่วไปที่พูดตามอารมณ์โดยไม่มีวะฮีย์กำกับ
"และแท้จริงเจ้านั้นอยู่บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่" (อัลกุรอาน 68:4)
- หะดีษทำหน้าที่อธิบายอัลกุรอานและบอกสาเหตุการประทานโองการ (อัสบาบุนนุซูล) ดังนี้
จาก อะนัส รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า : มีชายแปดสิบคนลงมายังท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากภูเขาตันอีม ในสภาพที่ติดอาวุธครบมือ พวกเขามุ่งหมายมาที่ท่านนบีและบรรดาศอฮาบะฮฺแบบไม่ทันตั้งตัว แล้วพวกเขาก็ถูกจับกุมได้ แล้วท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ปล่อยพวกเขาไป แล้วอายะฮฺนี้ก็ได้ถูกประทานลงมา “และพระองค์คือผู้ทรงยับยั้งมือของพวกเขาจากพวกเจ้า และมือของพวกเจ้าจากพวกเขา (มิให้มีการสู้รบกัน) ที่หุบเขานครมักกะฮฺ (ที่ฮุดัยบียะฮฺ) หลังจากที่พระองค์ได้ทรงให้พวกเจ้ามีชัยชนะเหนือพวกเขา” (อัลกุรอาน 48:24) (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 1808)
- -
เหตุผลที่ 3 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่าหะดีษมีเรื่องเหลวไหล ปรัมปรา สิ่งเหนือธรรมชาติที่สติปัญญารับไม่ได้ เช่น หะดีษดวงจันทร์แยก
ความจริง: การเอาตรรกะปัญหาที่ไปไม่ถึงมาตัดสินว่า สิ่งนั้นเหลวไหล เป็นเรื่องผิดพลาด เพราะในอัลกุรอานก็มีเรื่องเร้นลับที่อยู่เหนือสติปัญญามนุษย์มากมาย เช่น นบีสุลัยมานเข้าใจภาษามดและสัตว์ (อัลกุรอาน 27:16-19) หรือนบีมูซาเอาไม้เท้าฟาดทะเล จนทะเลแยกออก
"ดังนั้นเราได้ดลใจมูซาว่า จงฟาดทะเลด้วยไม้เท้าของเจ้า แล้วมันก็ได้แยกออก แต่ละข้างมีสภาพเหมือนภูเขาใหญ่" (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัชชูอะรออฺ 63)
ดังนั้น การที่ตัวบทกล่าวถึงเรื่องที่ปัญญามนุษย์เข้าไม่ถึง จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาปฏิเสธหะดีษ หรืออัลกุรอาน
- -
เหตุผลที่ 4 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่าเป็นไปไม่ได้ที่อบูฮุรอยเราะฮฺคนเดียว จะจดจำหะดีษได้มากกว่า 5,000 บท
ความจริง: อบูฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นศอฮาบะฮฺชั้นแนวหน้าที่ใกล้ชิดและเป็นลูกศิษย์ของท่านนบี และท่านนบีก็ได้ขอดุอาอฺ (ขอพร) ให้อบูฮุรอยเราะฮฺมีความจำดีเยี่ยมเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งในมิติเดชานุภาพของพระองค์ การประทานความรู้และความจำที่เหนือระดับให้บ่าวคนใดคนหนึ่ง ย่อมเป็นเรื่องที่ทรงทำได้อย่างง่ายดาย
- -
เหตุผลที่ 5 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่าอัลกุรอานระบุว่าศาสนาสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีหะดีษ
ความจริง: การระบุว่าอัลกุรอานสมบูรณ์นั้น หมายรวมถึงการที่อัลกุรอานได้วางกรอบคำส่งให้ผู้ศรัทธาไปดูและยึดถือแนวทางปฏิบัติ (ซุนนะฮฺ) ของท่านรอซูลควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่การตั้งเงื่อนไขตัดขาดจากซุนนะฮฺ พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า
“และอันใดที่รอซูลได้นำมายังพวกเจ้าก็จงยึดเอาไว้ และอันใดที่ท่านได้ห้ามพวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ” (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน 59:7)
- -
เหตุผลที่ 6 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่าเมื่อท่านนบีเสียชีวิตไปแล้ว ซุนนะฮฺหรือแนวทางปฏิบัติก็ย่อมยุติไปพร้อมกับท่าน
ความจริง: วจนะและแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยังคงสืบทอดและตรวจสอบผ่านสายรายงานที่ถูกต้องเด็ดขาด และท่านนบีได้สั่งเสียเป็นทางออกเพื่อยุติความแยกในอนาคตไว้ ดังนี้
จากอัล-อิรบาด บิน สาริยะฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า “ฉันขอสั่งเสียพวกท่านให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และเชื่อฟังและปฏิบัติตาม แม้ว่าผู้นำคนนั้นจะเป็นทาสชาวฮะบะชีย์ก็ตาม เพราะแท้จริงแล้ว ใครก็ตามจากหมู่พวกท่านมีชีวิตอยู่หลังจากฉัน แน่นอนว่าเขาจะได้เห็นความขัดแย้งอย่างมากมาย ดังนั้น จำเป็นบนพวกท่าน ยึดมั่นต่อแบบฉบับ (ซุนนะฮฺ) ของฉัน และแบบฉบับของบรรดาคอลีฟะฮฺ ผู้ได้รับทางนำ ผู้ทรงธรรม พวกท่านจงยึดมั่นมันไว้ และจงกัดมันด้วยกับฟันกราม และพวกท่านจงออกห่างสิ่งที่ถูกอุตริขึ้นมาใหม่ในกิจการศาสนา เพราะแท้จริงทุกสิ่งอุตริขึ้นมาใหม่คือบิดอะฮฺ และทุกบิดอะฮฺคือความหลงผิด” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบูดาวูด เลขที่ 4607)
จากอบูฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "ฉันได้ทิ้งสองสิ่งไว้ในหมู่พวกท่าน พวกท่านจะไม่หลงทาง หลังจากทั้งสองสิ่งนั้น คือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺของฉัน และทั้งสองสิ่งจะไม่แยกออกจากกัน จนกระทั่งทั้งสองจะมาพบฉัน ณ บ่อน้ำ" (ในวันกิยามะฮฺ) (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ฮากิม เลขที่ 319)
- - -
4. ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นแนวคิดปฏิเสธหะดีษบางบท
สำหรับกลุ่มที่เลือกปฏิเสธหะดีษเป็นบางบท โดยอ้างเหตุผลส่วนตัว มีข้อเท็จจริงชี้แจงตามหลักการศาสนาดังนี้
กรณีที่ 1: อ้างว่า หะดีษบันทึกหลังท่านนบีเสียชีวิตไปแล้วเป็นร้อยๆ ปี เป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก น่าจะมีการปลอมแปลงและเชื่อถือไม่ได้
ข้อเท็จจริง: ข้ออ้างนี้เกิดจากความไม่เข้าใจในระบบวิทยาศาสตร์แห่งหะดีษ (อิลมุลหะดีษ) ปราชญ์อิสลามไม่ได้บันทึกหะดีษลอยๆ แต่มีระบบ "สายรายงาน" (อิสหนาด) ที่สืบค้นประวัติตัวบุคคลอย่างละเอียด ตรวจสอบความจำ ความซื่อสัตย์ และช่วงเวลาการมีชีวิตร่วมยุคสมัยอย่างรัดกุมที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เรื่องปลอมแปลงเล็ดเล็ดลอดเข้ามาในระดับหะดีษเศาะฮีหฺได้ โดยมีรากฐานการตรวจสอบข้อมูลจากอัลกุรอานที่ระบุว่า
“โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย หากคนชั่วนําข่าวใด ๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด หาไม่แล้วพวกเจ้าจะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทําไป” (อัลกุรอาน 49:6)
กรณีที่ 2: อ้างว่าต้องใช้ตรรกะเหตุผลส่วนตัวตรวจสอบหะดีษ หากบทไหนไม่เข้ากับยุคสมัยให้ปฏิเสธทันที
ข้อเท็จจริง: เป็นการนำค่านิยมส่วนตัวมานำหน้าคำสั่งศาสนา หะดีษบทใดขัดกับจริตหรือความคิดของตนก็จะตีตกว่าเป็นหะดีษปลอม ทั้งที่ตัวบทนั้นเป็นหะดีษเศาะฮีหฺที่ผ่านการตรวจสอบสายรายงานอย่างถูกต้องเด็ดขาด การกระทำเช่นนี้ขัดกับคำสั่งของพระองค์ที่ระบุว่า
"โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าได้ล้ำหน้า (ในการกระทำใด ๆ) เมื่ออยู่ต่อหน้าอัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค์ พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้" (อัลกุรอาน 49:1)
- - -
5. ผลลัพธ์และพฤติกรรมจากการปฏิเสธหะดีษ
1) เกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มตนเอง เมื่อไร้มาตรฐานเกณฑ์วัด
ข้อเท็จจริง: เมื่อปฏิเสธแบบอย่างอันเป็นมาตรฐานของท่านศาสนทูต (ซุนนะฮฺ) แล้วใช้เพียงตรรกะส่วนตัวตีความอัลกุรอาน ผลลัพธ์คือเกิดความขัดแย้งกันเองภายในกลุ่ม เช่น บางส่วนเห็นว่าละหมาดวันละ 3 เวลา บางส่วนเห็นว่า 2 เวลา หรือ้นค้นท่าทางปฏิบัติใหม่ๆ ขึ้นมาเอง เนื่องจากไม่มีตัวบทหะดีษคอยกำกับควบคุม บ่งชี้ถึงสัจธรรมในโองการที่ว่า
"พวกเขาไม่พิจารณาดูอัล-กุรอานบ้างหรือ และหากว่า อัล-กุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮฺแล้วแน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย" (อัลกุรอาน 4:82)
2) สถานะทางบทบัญญัติศาสนา (ฮุก่ม)
ข้อเท็จจริง: ปราชญ์อิสลามทั่วโลกมีมติเอกฉันท์ (อิจญ์มาอ์) ว่า บุคคลใดที่มีเจตนาปฏิเสธซุนนะฮฺและหะดีษเศาะฮีหฺของท่านรอซูลอย่างสิ้นเชิง ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานะการเป็นมุสลิมอย่างรุนแรง เนื่องจากพระองค์ทรงสั่งใช้ให้เชื่อฟังและปฏิบัติตามท่านนบีไว้ในหลายโองการ เช่น
"ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺแล้ว" (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน 4:80)
คำเตือนล่วงหน้าจากตัวบทหะดีษ:
จาก อัลมิกดาม บิน มะอ์ดีกะริบ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พึงทราบเถิด ใกล้จะเกิดเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่งผู้อิ่มแปล้ เอนกายบนโซฟาของเขา ที่หะดีษจากฉันมาถึงเขา แล้วเขาก็กล่าวว่า ‘ระหว่างพวกเราและระหว่างพวกท่าน มีคัมภีร์ของอัลลอฮฺอยู่ ดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่พวกเราได้พบในนั้นว่าเป็นสิ่งอนุมัติ (ฮะลาล) พวกเราก็ถือว่าสิ่งนั้นถูกอนุมัติ และสิ่งใดก็ตามที่พวกเราพบในนั้นว่าเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) พวกเราก็ถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม’ และแท้จริงสิ่งใดที่ศาสนทูตของอัลลอฮฺได้ห้ามไว้ มันก็เหมือนกับสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงห้ามไว้” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ติรมีซีย์ เลขที่ 2664)
บทสรุป: ตัวบทข้างต้นสะท้อนพฤติกรรมการสับเปลี่ยนข้ออ้างบิดเบือนไปมาของผู้ปฏิเสธหะดีษได้อย่างแม่นยำ ปราชญ์จึงชี้ว่า การพยายามแยกหะดีษออกจากซุนนะฮฺหรือตีตกตัวบทเศาะฮีหฺ แท้จริงแล้วคือการปฏิเสธฐานันดรของท่านรอซูลและทำลายโครงสร้างของศาสนาจากภายในนั่นเอง
วัลลอฮุอะอฺลัม
รู้เท่าทันกลุ่มแนวคิดกุรอานิยูน (ยอมรับอัลกุรอาน ปฏิเสธหะดีษ)
1) ยุคต้นดั้งเดิม (ศตวรรษที่ 8-9): เริ่มจากกลุ่มมัวะตะซิละฮ์ (กลุ่มเหตุผลนิยม) ที่นำตรรกะมนุษย์มาตัดสินตัวบทศาสนา และเริ่มปฏิเสธหะดีษบางประเภทที่ไม่เข้ากับความคิดของตน
2. ยุคจัดตั้งกลุ่ม (ศตวรรษที่ 19-20): แนวคิดปฏิเสธหะดีษแบบเบ็ดเสร็จ (กุรอานิยูน) ถูกจัดตั้งขึ้นเป็นระบบ แกนนำประกาศใช้อัลกุรอานเป็นแหล่งบัญญัติเดียวและปฏิเสธหะดีษทั้งหมด พยายามตีความอัลกุรอานใหม่ให้เข้ากับวิทยาศาสตร์และแนวคิดตะวันตก โดยตัดระบบซุนนะฮฺออกไป
3. ยุคขยายตัว (ทศวรรษ 1970-1980): แกนนำย้ายไปฝั่งตะวันตกและใช้ภาษาอังกฤษเผยแพร่ลัทธิ มีการคิดทฤษฎีเลข 19 เพื่อตัดหะดีษทิ้ง และแอบอ้างเป็นศาสนทูตคนใหม่ จนถูกปราชญ์อิสลามทั่วโลกประกาศให้ออกจากศาสนา (ตักฟีร)
ข้อสังเกต: กลุ่มกุรอานียูนในปัจจุบันมักใช้ภาษาอังกฤษเป็นสื่อกลาง ต้นทางความรู้ไม่ได้มาจากสายวิชาการภาษาอาหรับหรือตัฟซีรมาตรฐาน แต่รับอิทธิพลมาจากกลุ่มปฏิรูปศาสนาหัวก้าวหน้าในโลกตะวันตก
- - -
2. ประเภทและลักษณะพฤิตกรรม
แบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ ตามลักษณะการยอมรับตัวบท ดังนี้
1. กลุ่มปฏิเสธหะดีษ 100%
1) หลักการ: ตัดตำราหะดีษทิ้งทั้งหมด ไม่ยอมรับแม้แต่บทเดียว
2) พฤติกรรม: ปฏิเสธแนวทางปฏิบัติศาสนกิจดั้งเดิม และคิดวิธีปฏิบัติขึ้นมาใหม่ตามใจตน จนเกิดความขัดแย้งกันเองภายในกลุ่ม เช่น บางคนละหมาด 2 เวลา บางคนละหมาด 3 เวลา และมีท่าทางที่แตกต่างกัน เพราะไม่มีมาตรฐานซุนนะฮฺคอยกำกับ
2. เน้นการเลือกปฏิบัติ/เลือกรับตามจริต
1) หลักการ: ไม่ยอมรับศาสตร์การคัดกรองหะดีษของปราชญ์ (อิลมุลหะดีษ) โจมตีว่า เป็นเรื่องเล่าปากต่อปากที่เชื่อถือไม่ได้
2) พฤติกรรม: ตั้งตนเป็นผู้ตัดสินตัวบท โดยใช้สติปัญญาและตรรกะส่วนตัวเป็นเกณฑ์ หะดีษบทไหนเข้ากับจริตและค่านิยมของตนก็จะหยิบมาอ้างอิงสนับ แต่บทไหนขัดกับตรรกะหรือตนเองไม่เชื่อ ก็จะตีตกและกล่าวหาว่าเป็นหะดีษปลอมทันที
- - -
3. ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นแนวคิดปฏิเสธหะดีษ (สรุปประเด็นโดย อ.ชารีฟ วงศ์เสงี่ยม)
อ้างอิงจากบทบรรยาย "กุรอานิยูนคือใคร" (พ.ศ.2560) ชี้ชัดว่าแนวคิดนี้เริ่มเข้ามาในไทย ข้อเท็จจริง 6 เหตุผล ดังนี้
เหตุผลที่ 1 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่าหะดีษและซุนนะฮฺทำให้มุสลิมแตกแยก
ความจริง: ข้ออ้างนี้ไม่สมเหตุสมผล เพราะต่อให้ทิ้งหะดีษ เหลือแต่อัลกุรอานอย่างเดียว แต่ละกลุ่มก็ยังคงเข้าใจและตีความต่างกันอัลกุรอานแตกต่างกันอยู่ดี ความเข้าใจที่ต่างกัน ไม่ใช่ข้ออ้างที่จะนำมาใช้ปฏิเสธตัวบทของศาสนา
- -
เหตุผลที่ 2 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่านบีเป็นมนุษย์ สามัญชนย่อมมนุษย์ผิดพลาดได้ นบีจึงมีผิดพลาด
ความจริง 1: นบีเป็นมนุษย์ แต่เป็นมนุษย์ที่ได้รับโองการและวะฮีย์จากพระองค์ อัลกุรอานระบุว่า
"จงกล่าวเถิด (มุฮัมมัด) แท้จริง ฉันเป็นเพียงสามัญชนคนหนึ่งเยี่ยงพวกท่าน มีวะฮีย์แก่ฉันว่า แท้จริง พระเจ้าของพวกท่านนั้นคือพระเจ้าองค์เดียว ดังนั้น ผู้ใดหวังที่จะพบพระผู้เป็นเจ้าของเขา ก็ให้เขาประกอบการงานที่ดี และอย่าตั้งผู้ใดเป็นภาคีในการเคารพภักดีต่อพระผู้เป็นเจ้าของเขาเลย" (อัลกุรอาน 18:110)
ความจริง 2: อัลลอฮฺทรงรับรองว่าในเรื่องศาสนา ท่านนบีไม่พูดตามอารมณ์
"และเขามิได้พูดตามอารมณ์ สิ่ง (ที่เขาพูด) นั้น มิใช่อื่นใด นอกจากเป็นวะฮีย์ที่ถูกประทานลงมา" (อัลกุอาน 53:3-4)
หากมีจุดใดในวิถีชีวิตดุนยาของท่านนบีที่แสดงออกไม่เหมาะสม พระองค์จะทรงประทานโองการมาปรับปรุงแก้ไขทันที เช่น ในซูเราะฮฺอะบะซะ อายะฮฺที่ 1-12 เพื่อให้นบีมีความสมบูรณ์แบบที่สุด มนุษย์จะได้ยึดถือเป็นเป็นแบบอย่างได้ ซึ่งต่างจากมนุษย์ทั่วไปที่พูดตามอารมณ์โดยไม่มีวะฮีย์กำกับ
"และแท้จริงเจ้านั้นอยู่บนคุณธรรมอันยิ่งใหญ่" (อัลกุรอาน 68:4)
- หะดีษทำหน้าที่อธิบายอัลกุรอานและบอกสาเหตุการประทานโองการ (อัสบาบุนนุซูล) ดังนี้
จาก อะนัส รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ว่า : มีชายแปดสิบคนลงมายังท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม จากภูเขาตันอีม ในสภาพที่ติดอาวุธครบมือ พวกเขามุ่งหมายมาที่ท่านนบีและบรรดาศอฮาบะฮฺแบบไม่ทันตั้งตัว แล้วพวกเขาก็ถูกจับกุมได้ แล้วท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ก็ปล่อยพวกเขาไป แล้วอายะฮฺนี้ก็ได้ถูกประทานลงมา “และพระองค์คือผู้ทรงยับยั้งมือของพวกเขาจากพวกเจ้า และมือของพวกเจ้าจากพวกเขา (มิให้มีการสู้รบกัน) ที่หุบเขานครมักกะฮฺ (ที่ฮุดัยบียะฮฺ) หลังจากที่พระองค์ได้ทรงให้พวกเจ้ามีชัยชนะเหนือพวกเขา” (อัลกุรอาน 48:24) (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดยมุสลิม เลขที่ 1808)
- -
เหตุผลที่ 3 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่าหะดีษมีเรื่องเหลวไหล ปรัมปรา สิ่งเหนือธรรมชาติที่สติปัญญารับไม่ได้ เช่น หะดีษดวงจันทร์แยก
ความจริง: การเอาตรรกะปัญหาที่ไปไม่ถึงมาตัดสินว่า สิ่งนั้นเหลวไหล เป็นเรื่องผิดพลาด เพราะในอัลกุรอานก็มีเรื่องเร้นลับที่อยู่เหนือสติปัญญามนุษย์มากมาย เช่น นบีสุลัยมานเข้าใจภาษามดและสัตว์ (อัลกุรอาน 27:16-19) หรือนบีมูซาเอาไม้เท้าฟาดทะเล จนทะเลแยกออก
"ดังนั้นเราได้ดลใจมูซาว่า จงฟาดทะเลด้วยไม้เท้าของเจ้า แล้วมันก็ได้แยกออก แต่ละข้างมีสภาพเหมือนภูเขาใหญ่" (อัลกุรอาน ซูเราะฮฺอัชชูอะรออฺ 63)
ดังนั้น การที่ตัวบทกล่าวถึงเรื่องที่ปัญญามนุษย์เข้าไม่ถึง จึงไม่ใช่เหตุผลที่จะนำมาปฏิเสธหะดีษ หรืออัลกุรอาน
- -
เหตุผลที่ 4 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่าเป็นไปไม่ได้ที่อบูฮุรอยเราะฮฺคนเดียว จะจดจำหะดีษได้มากกว่า 5,000 บท
ความจริง: อบูฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เป็นศอฮาบะฮฺชั้นแนวหน้าที่ใกล้ชิดและเป็นลูกศิษย์ของท่านนบี และท่านนบีก็ได้ขอดุอาอฺ (ขอพร) ให้อบูฮุรอยเราะฮฺมีความจำดีเยี่ยมเป็นกรณีพิเศษ ซึ่งในมิติเดชานุภาพของพระองค์ การประทานความรู้และความจำที่เหนือระดับให้บ่าวคนใดคนหนึ่ง ย่อมเป็นเรื่องที่ทรงทำได้อย่างง่ายดาย
- -
เหตุผลที่ 5 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่าอัลกุรอานระบุว่าศาสนาสมบูรณ์แล้ว ไม่จำเป็นต้องมีหะดีษ
ความจริง: การระบุว่าอัลกุรอานสมบูรณ์นั้น หมายรวมถึงการที่อัลกุรอานได้วางกรอบคำส่งให้ผู้ศรัทธาไปดูและยึดถือแนวทางปฏิบัติ (ซุนนะฮฺ) ของท่านรอซูลควบคู่ไปด้วย ไม่ใช่การตั้งเงื่อนไขตัดขาดจากซุนนะฮฺ พระองค์ทรงตรัสไว้ว่า
“และอันใดที่รอซูลได้นำมายังพวกเจ้าก็จงยึดเอาไว้ และอันใดที่ท่านได้ห้ามพวกเจ้าก็จงละเว้นเสีย พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเข้มงวดในการลงโทษ” (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน 59:7)
- -
เหตุผลที่ 6 ของกลุ่มปฏิเสธหะดีษ: อ้างว่าเมื่อท่านนบีเสียชีวิตไปแล้ว ซุนนะฮฺหรือแนวทางปฏิบัติก็ย่อมยุติไปพร้อมกับท่าน
ความจริง: วจนะและแบบฉบับของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ยังคงสืบทอดและตรวจสอบผ่านสายรายงานที่ถูกต้องเด็ดขาด และท่านนบีได้สั่งเสียเป็นทางออกเพื่อยุติความแยกในอนาคตไว้ ดังนี้
จากอัล-อิรบาด บิน สาริยะฮ์ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ กล่าวว่า : ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวว่า “ฉันขอสั่งเสียพวกท่านให้มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ และเชื่อฟังและปฏิบัติตาม แม้ว่าผู้นำคนนั้นจะเป็นทาสชาวฮะบะชีย์ก็ตาม เพราะแท้จริงแล้ว ใครก็ตามจากหมู่พวกท่านมีชีวิตอยู่หลังจากฉัน แน่นอนว่าเขาจะได้เห็นความขัดแย้งอย่างมากมาย ดังนั้น จำเป็นบนพวกท่าน ยึดมั่นต่อแบบฉบับ (ซุนนะฮฺ) ของฉัน และแบบฉบับของบรรดาคอลีฟะฮฺ ผู้ได้รับทางนำ ผู้ทรงธรรม พวกท่านจงยึดมั่นมันไว้ และจงกัดมันด้วยกับฟันกราม และพวกท่านจงออกห่างสิ่งที่ถูกอุตริขึ้นมาใหม่ในกิจการศาสนา เพราะแท้จริงทุกสิ่งอุตริขึ้นมาใหม่คือบิดอะฮฺ และทุกบิดอะฮฺคือความหลงผิด” (ส่วนหนึ่งจากหะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย อบูดาวูด เลขที่ 4607)
จากอบูฮุรอยเราะฮฺ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ เล่าว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า "ฉันได้ทิ้งสองสิ่งไว้ในหมู่พวกท่าน พวกท่านจะไม่หลงทาง หลังจากทั้งสองสิ่งนั้น คือ คัมภีร์ของอัลลอฮฺ และซุนนะฮฺของฉัน และทั้งสองสิ่งจะไม่แยกออกจากกัน จนกระทั่งทั้งสองจะมาพบฉัน ณ บ่อน้ำ" (ในวันกิยามะฮฺ) (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ฮากิม เลขที่ 319)
- - -
4. ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นแนวคิดปฏิเสธหะดีษบางบท
สำหรับกลุ่มที่เลือกปฏิเสธหะดีษเป็นบางบท โดยอ้างเหตุผลส่วนตัว มีข้อเท็จจริงชี้แจงตามหลักการศาสนาดังนี้
กรณีที่ 1: อ้างว่า หะดีษบันทึกหลังท่านนบีเสียชีวิตไปแล้วเป็นร้อยๆ ปี เป็นเพียงเรื่องเล่าปากต่อปาก น่าจะมีการปลอมแปลงและเชื่อถือไม่ได้
ข้อเท็จจริง: ข้ออ้างนี้เกิดจากความไม่เข้าใจในระบบวิทยาศาสตร์แห่งหะดีษ (อิลมุลหะดีษ) ปราชญ์อิสลามไม่ได้บันทึกหะดีษลอยๆ แต่มีระบบ "สายรายงาน" (อิสหนาด) ที่สืบค้นประวัติตัวบุคคลอย่างละเอียด ตรวจสอบความจำ ความซื่อสัตย์ และช่วงเวลาการมีชีวิตร่วมยุคสมัยอย่างรัดกุมที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เรื่องปลอมแปลงเล็ดเล็ดลอดเข้ามาในระดับหะดีษเศาะฮีหฺได้ โดยมีรากฐานการตรวจสอบข้อมูลจากอัลกุรอานที่ระบุว่า
“โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย หากคนชั่วนําข่าวใด ๆ มาแจ้งแก่พวกเจ้า พวกเจ้าก็จงสอบสวนให้แน่ชัด หาไม่แล้วพวกเจ้าจะก่อเคราะห์กรรมแก่พวกหนึ่งโดยไม่รู้ตัว แล้วพวกเจ้าจะกลายเป็นผู้เสียใจในสิ่งที่พวกเจ้าได้กระทําไป” (อัลกุรอาน 49:6)
กรณีที่ 2: อ้างว่าต้องใช้ตรรกะเหตุผลส่วนตัวตรวจสอบหะดีษ หากบทไหนไม่เข้ากับยุคสมัยให้ปฏิเสธทันที
ข้อเท็จจริง: เป็นการนำค่านิยมส่วนตัวมานำหน้าคำสั่งศาสนา หะดีษบทใดขัดกับจริตหรือความคิดของตนก็จะตีตกว่าเป็นหะดีษปลอม ทั้งที่ตัวบทนั้นเป็นหะดีษเศาะฮีหฺที่ผ่านการตรวจสอบสายรายงานอย่างถูกต้องเด็ดขาด การกระทำเช่นนี้ขัดกับคำสั่งของพระองค์ที่ระบุว่า
"โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย พวกเจ้าอย่าได้ล้ำหน้า (ในการกระทำใด ๆ) เมื่ออยู่ต่อหน้าอัลลอฮฺ และรอซูลของพระองค์ พวกเจ้าจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้" (อัลกุรอาน 49:1)
- - -
5. ผลลัพธ์และพฤติกรรมจากการปฏิเสธหะดีษ
1) เกิดความขัดแย้งภายในกลุ่มตนเอง เมื่อไร้มาตรฐานเกณฑ์วัด
ข้อเท็จจริง: เมื่อปฏิเสธแบบอย่างอันเป็นมาตรฐานของท่านศาสนทูต (ซุนนะฮฺ) แล้วใช้เพียงตรรกะส่วนตัวตีความอัลกุรอาน ผลลัพธ์คือเกิดความขัดแย้งกันเองภายในกลุ่ม เช่น บางส่วนเห็นว่าละหมาดวันละ 3 เวลา บางส่วนเห็นว่า 2 เวลา หรือ้นค้นท่าทางปฏิบัติใหม่ๆ ขึ้นมาเอง เนื่องจากไม่มีตัวบทหะดีษคอยกำกับควบคุม บ่งชี้ถึงสัจธรรมในโองการที่ว่า
"พวกเขาไม่พิจารณาดูอัล-กุรอานบ้างหรือ และหากว่า อัล-กุรอานมาจากผู้ที่ไม่ใช่อัลลอฮฺแล้วแน่นอนพวกเขาก็จะพบว่าในนั้นมีความขัดแย้งกันมากมาย" (อัลกุรอาน 4:82)
2) สถานะทางบทบัญญัติศาสนา (ฮุก่ม)
ข้อเท็จจริง: ปราชญ์อิสลามทั่วโลกมีมติเอกฉันท์ (อิจญ์มาอ์) ว่า บุคคลใดที่มีเจตนาปฏิเสธซุนนะฮฺและหะดีษเศาะฮีหฺของท่านรอซูลอย่างสิ้นเชิง ย่อมส่งผลกระทบต่อสถานะการเป็นมุสลิมอย่างรุนแรง เนื่องจากพระองค์ทรงสั่งใช้ให้เชื่อฟังและปฏิบัติตามท่านนบีไว้ในหลายโองการ เช่น
"ผู้ใดเชื่อฟังรอซูล แน่นอนเขาก็เชื่อฟังอัลลอฮฺแล้ว" (ส่วนหนึ่งจากอัลกุรอาน 4:80)
คำเตือนล่วงหน้าจากตัวบทหะดีษ:
จาก อัลมิกดาม บิน มะอ์ดีกะริบ รอฎิยัลลอฮุอันฮุ ได้กล่าวว่า : ท่านรอซูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “พึงทราบเถิด ใกล้จะเกิดเหตุการณ์ที่ชายคนหนึ่งผู้อิ่มแปล้ เอนกายบนโซฟาของเขา ที่หะดีษจากฉันมาถึงเขา แล้วเขาก็กล่าวว่า ‘ระหว่างพวกเราและระหว่างพวกท่าน มีคัมภีร์ของอัลลอฮฺอยู่ ดังนั้นสิ่งใดก็ตามที่พวกเราได้พบในนั้นว่าเป็นสิ่งอนุมัติ (ฮะลาล) พวกเราก็ถือว่าสิ่งนั้นถูกอนุมัติ และสิ่งใดก็ตามที่พวกเราพบในนั้นว่าเป็นสิ่งต้องห้าม (หะรอม) พวกเราก็ถือว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม’ และแท้จริงสิ่งใดที่ศาสนทูตของอัลลอฮฺได้ห้ามไว้ มันก็เหมือนกับสิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงห้ามไว้” (หะดีษเศาะฮีหฺ บันทึกโดย ติรมีซีย์ เลขที่ 2664)
บทสรุป: ตัวบทข้างต้นสะท้อนพฤติกรรมการสับเปลี่ยนข้ออ้างบิดเบือนไปมาของผู้ปฏิเสธหะดีษได้อย่างแม่นยำ ปราชญ์จึงชี้ว่า การพยายามแยกหะดีษออกจากซุนนะฮฺหรือตีตกตัวบทเศาะฮีหฺ แท้จริงแล้วคือการปฏิเสธฐานันดรของท่านรอซูลและทำลายโครงสร้างของศาสนาจากภายในนั่นเอง
วัลลอฮุอะอฺลัม