"ความหมาย" ของการตามไอดอล
.
// โพสนี้นอกเรื่องหนัง ซีรีส์หน่อยนะ แต่เป็นหัวข้อที่อยากเขียนถึงมาก ๆ (ลูกเพจคงคิดในใจว่าแอดก็นอกเรื่องมาเยอะละนะ ฮ่า ๆ)
.
ย้อนไปเกือบ ๆ 10 ปีก่อน ประเทศไทยมี BNK48 ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ได้ตามจริงจัง แต่พอเริ่มเห็นมีกระแส เพลงติดหู พี่ ๆ (ตอนนั้นเรายังเป็นรุ่นน้องรุ่นแรก) หลายคนน่ารัก ก็เริ่มแบบ เห้ย คนนั้นใคร คนนี้ใคร ก็เริ่มฟังเพลง ตามโซเชียล จนเริ่มเก็บโฟโต้เซ็ทต่าง ๆ ตอนนั้นคือโดนตกแบบค่อย ๆ จมไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกที อ้าวว อยู่งานจับมือละ
.
ตั้งแต่ช่วงที่ตามวงแรก ๆ ผมมีเพื่อนอีกคนที่คอยติ่ง คอยหวีดไปพร้อมกัน เราเป็นเหมือนเชื้อไฟที่ทำให้เพื่อนรอบ ๆ ตัวกลายเป็นแฟนคลับวงนี้ด้วย จนได้ไปงานจับมือกัน ชวนกันอยู่ถึงรอบพิเศษ
.
หลังกลับมาจากงานจับมือก็คือ "โดนตก" หนักกว่าเดิม แชทที่ส่งกันว่าเมมเบอร์ที่โอชิมีงานอะไร ใครไลฟ์กี่โมง ยิ่งรัวกว่าเดิม จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเข้ามหาลัย วันประกาศผลยังเอารูปเมมเบอร์มาตั้งรอบคอมพ์บูชาให้ได้มอ.ที่อยากได้
.
จนช่วงเข้ามหาลัยก็ยังตาม ๆ อยู่ แต่อาจจะเฟด ๆ ไปบ้างเพราะข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง มีช่วงที่เรียนหนัก ๆ ท้อ ๆ แล้วชวนกันว่า "เชี่ย ไม่ไหวละ ไปงานจับมือดีกว่า" กับตอนที่ CGM เดบิ้วแรก ๆ ก็แบบ "ปะ กับกู ซิ่วไปมช." แต่ก็ติ่งแบบห่าง ๆ ไม่ได้ตามไปงานไหนเลย จนผมกับเพื่อนก็เลิกตามวงไปช่วงต้น ๆ รุ่น 3 เข้ามา
.
มาครั้งนี้ได้กลับไปงานจับมือในรอบ 6-7 ปี แบบที่ไม่คิดว่าตัวเองจะกลับมาอยู่ตรงจุดนี้ บรรยากาศทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกที่เคยเกือบลืมไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนมันพัดใส่หน้า ผมเคยเกือบลืมไปว่ามีช่วงเวลานึงที่เราเคยตามไอดอลเป็นเหมือนกำลังใจในชีวิต เฝ้ารอไลฟ์ ฟังเพลงเดิม ๆ ซ้ำ ๆ วันไปเป็นอาทิตย์
.
การไปจับมือไอดอลสำหรับคนที่ไม่อิน หรือมองจากข้างนอก อาจจะคิดว่า เห้ย ทำไปเพื่ออะไร เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา ได้จับมือไม่กี่วิ เราเดินออกไอดอลก็ลืมแล้ว แต่สำหรับคนที่อิน และเข้าใจในสิ่ง ๆ นี้ มันมีความหมายต่อพวกเขามาก ๆ
.
ขณะอยู่ในแถวรอต่อคิวเพื่อจับมือ ผมได้เห็นทั้งคนที่เข้าไปหาไอดอลด้วยความตื่นเต้น บางคนถึงกับร้องไห้ ไอดอลทุกคนก็ยืนฟังเรื่องราวที่วัน ๆ นึงมีไม่รู้กี่ร้อย กี่พันเรื่องด้วยแววตาเป็นประกาย เพราะเข้าใจว่าเบื้องหลังกว่าจะได้มายืนตรงนี้สำหรับบางคนมันลำบากมาก ๆ
.
ลองคิดดูนะ สำหรับคน ๆ หนึ่ง การได้มายืนอยู่ตรงหน้าไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ อาจเป็นสิ่งที่เฝ้ารอมานาน บางคนเก็บเงินมาหลายเดือน บางคนเดินทางข้ามจังหวัด บางคนผ่านวันที่เหนื่อยล้ามามากมาย แต่มีเพลงของคนเหล่านี้คอยเป็นกำลังใจให้ผ่านแต่ละวันไปได้ จนในที่สุดก็มีโอกาสมายืนอยู่ตรงหน้ากันจริง ๆ
.
เวลาที่ได้พูดคุยกันอาจมีเพียงไม่กี่วินาที แต่ความรู้สึกก่อนจะมาถึงวินาทีนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ไม่กี่วินาทีด้วย บางคนอาจใช้เวลาหลายเดือน หลายปี กว่าจะมีโอกาสนี้ และเมื่อถึงเวลาจริง ๆ ต่อให้ได้พูดเพียงประโยคสั้น ๆ หรือแค่บอกว่าเป็นกำลังใจให้อยู่นะ แค่นั้นก็อาจเป็นความสุขที่เขาจดจำไปได้อีกนาน (อย่างผมทุกวันนี้ยังจำคำพูดของเฌอปรางที่เคยไปจับมือเมื่อ 6-7 ปีก่อนได้อยู่เลย)
.
ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็คิดว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจเหมือนกัน คน ๆหนึ่งที่เราไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว กลับสามารถทำให้เรามีกำลังใจในวันที่ไม่ค่อยดี ทำให้เรามีเรื่องให้รอคอย มีเพลงให้ฟัง มีเป้าหมายเล็ก ๆ ว่าอยากไปเจอเขาสักครั้ง และทำให้วันธรรมดา ๆ ของเรามีอะไรให้ตื่นเต้นขึ้นมาได้
.
ย้อนกลับไปที่งานจับมือ แม้ครั้งนี้ผมจะไม่ได้มีโอกาสไปกับเพื่อนคนนั้น และรู้ดีว่าโอกาสที่จะได้กลับไปทำสิ่งเหล่านี้ด้วยกันคงไม่มีอีก แต่การกลับไปงานจับมือในครั้งนี้กลับทำให้ความรู้สึกเก่า ๆ ที่เคยมีมันถาโถมกลับเข้ามา
.
ระหว่างที่ยืนต่อแถว ผมก็อดนึกถึงภาพเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้ ภาพที่เดินเข้างานมาด้วยกัน แยกกันไปคนละเลนเพราะต่างคนต่างมีเมมเบอร์ที่ชอบ แล้วพอออกมาก็รีบเดินมาหากันเพื่อเล่าว่าเมื่อกี้ได้พูดอะไรไปบ้าง ตอนนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ ธรรมดาจนเราไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าวันหนึ่งเราจะกลับมานึกถึงช่วงเวลาเหล่านี้ด้วยความรู้สึกแบบนี้
.
บรรยากาศในงานยังคงคุ้นเคย เสียงเพลง เสียงประกาศ เสียงแฟนคลับที่กำลังตื่นเต้น ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ผมเองก็ยังตื่นเต้นเหมือนเดิมกับการเข้าไปจับมือเมมเบอร์ และพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ
.
แต่ในความสนุกนั้นกลับมีความรู้สึกบางอย่างแทรกอยู่ตลอดเวลา เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ค่อยถูก เหมือนเรากำลังกลับไปอยู่ในสถานที่เดิม ทำกิจกรรมเดิม แต่คนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำตรงนั้นไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว
.
ผมแอบคิดอยู่หลายครั้งว่า ถ้าวันนี้เรายังได้มาด้วยกัน เราจะคุยอะไรกันบ้าง จะยังตื่นเต้นเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า จะยังแยกกันไปจับมือแล้วกลับมาเล่าให้กันฟังเหมือนเดิมไหม หรือพอเห็นเมมเบอร์เลนข้าง ๆ เราจะหันไปสะกิดกันเหมือนที่เคยทำหรือเปล่า
.
มันเป็นคำถามที่ไม่มีโอกาสได้รู้คำตอบแล้ว และนั่นคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การกลับมาครั้งนี้มีความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันอยู่
.
ก่อนหน้านี้ผมแทบไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ จนความทรงจำเกี่ยวกับ BNK ค่อย ๆ ถูกเก็บไว้ในมุมหนึ่งของชีวิต แต่พอได้กลับมาฟังเพลงเดิม ๆ กลับมาเห็นบรรยากาศเดิม ๆ ความทรงจำเหล่านั้นก็เหมือนถูกเปิดขึ้นมาอีก ราวกับว่าเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เรื่องราวเหล่านั้นหายไปไหนเลย
.
บางทีผมอาจไม่ได้คิดถึงแค่การไปงานจับมือด้วยกันกับคน ๆ นึง แต่คิดถึงช่วงเวลาที่เรายังมีเรื่องเล็ก ๆ ให้ตื่นเต้นร่วมกัน คิดถึงการมีใครสักคนที่เข้าใจว่าทำไมโฟโต้เซ็ทใบหนึ่งถึงมีความหมาย ทำไมการได้เจอเมมเบอร์ไม่กี่วินาทีถึงทำให้เรามีความสุขไปได้อีกหลายเดือน และทำไมเรื่องของไอดอลวงหนึ่งถึงกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่เราคุยกันได้ไม่รู้จบ
.
วันนี้ผมยังกลับมาทำสิ่งที่เราเคยชอบได้เหมือนเดิม ยังฟังเพลงเดิม ๆ ยังตื่นเต้นกับงานจับมือ และยังมีความสุขกับการเป็นแฟนคลับเหมือนที่เคยเป็น เพียงแต่ระหว่างทางมันมีบางช่วงที่ผมอดหันกลับไปมองไม่ได้ว่า เมื่อก่อนเราเคยมีใครอีกคนที่เข้าใจสิ่งที่เรากำลังทำในตอนนี้
.
และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมคงไม่อยากเปลี่ยนอะไร อยากกลับไปเป็นคนที่นั่งคุยเรื่อง BNK ในแชทกับเพื่อน ส่งรูปของสะสมให้กันดู นับวันรอวันงานจับมือ และตื่นเต้นกับเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ไปด้วยกันอีกสักครั้ง
.
ตอนนั้นเราอาจไม่รู้หรอกว่าวันธรรมดาวันหนึ่งจะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่ามากขนาดนี้ แต่วันนี้ผมรู้แล้วว่า อย่างน้อยครั้งหนึ่ง เราเคยมีความสุขกับสิ่งเดียวกันมากแค่ไหน
.
สำหรับผมนี่แหละคือความหมายของการตาม "ไอดอล"
cr
https://www.facebook.com/share/p/1Dq8roL78k/
บทความจาก อดีตแฟนคลับ
.
// โพสนี้นอกเรื่องหนัง ซีรีส์หน่อยนะ แต่เป็นหัวข้อที่อยากเขียนถึงมาก ๆ (ลูกเพจคงคิดในใจว่าแอดก็นอกเรื่องมาเยอะละนะ ฮ่า ๆ)
.
ย้อนไปเกือบ ๆ 10 ปีก่อน ประเทศไทยมี BNK48 ซึ่งตอนนั้นผมก็ไม่ได้ตามจริงจัง แต่พอเริ่มเห็นมีกระแส เพลงติดหู พี่ ๆ (ตอนนั้นเรายังเป็นรุ่นน้องรุ่นแรก) หลายคนน่ารัก ก็เริ่มแบบ เห้ย คนนั้นใคร คนนี้ใคร ก็เริ่มฟังเพลง ตามโซเชียล จนเริ่มเก็บโฟโต้เซ็ทต่าง ๆ ตอนนั้นคือโดนตกแบบค่อย ๆ จมไปเรื่อย ๆ รู้ตัวอีกที อ้าวว อยู่งานจับมือละ
.
ตั้งแต่ช่วงที่ตามวงแรก ๆ ผมมีเพื่อนอีกคนที่คอยติ่ง คอยหวีดไปพร้อมกัน เราเป็นเหมือนเชื้อไฟที่ทำให้เพื่อนรอบ ๆ ตัวกลายเป็นแฟนคลับวงนี้ด้วย จนได้ไปงานจับมือกัน ชวนกันอยู่ถึงรอบพิเศษ
.
หลังกลับมาจากงานจับมือก็คือ "โดนตก" หนักกว่าเดิม แชทที่ส่งกันว่าเมมเบอร์ที่โอชิมีงานอะไร ใครไลฟ์กี่โมง ยิ่งรัวกว่าเดิม จำได้ว่าช่วงนั้นเป็นช่วงเข้ามหาลัย วันประกาศผลยังเอารูปเมมเบอร์มาตั้งรอบคอมพ์บูชาให้ได้มอ.ที่อยากได้
.
จนช่วงเข้ามหาลัยก็ยังตาม ๆ อยู่ แต่อาจจะเฟด ๆ ไปบ้างเพราะข้อจำกัดหลาย ๆ อย่าง มีช่วงที่เรียนหนัก ๆ ท้อ ๆ แล้วชวนกันว่า "เชี่ย ไม่ไหวละ ไปงานจับมือดีกว่า" กับตอนที่ CGM เดบิ้วแรก ๆ ก็แบบ "ปะ กับกู ซิ่วไปมช." แต่ก็ติ่งแบบห่าง ๆ ไม่ได้ตามไปงานไหนเลย จนผมกับเพื่อนก็เลิกตามวงไปช่วงต้น ๆ รุ่น 3 เข้ามา
.
มาครั้งนี้ได้กลับไปงานจับมือในรอบ 6-7 ปี แบบที่ไม่คิดว่าตัวเองจะกลับมาอยู่ตรงจุดนี้ บรรยากาศทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม ยิ่งไปกว่านั้น ความรู้สึกที่เคยเกือบลืมไปแล้วเมื่อหลายปีก่อนมันพัดใส่หน้า ผมเคยเกือบลืมไปว่ามีช่วงเวลานึงที่เราเคยตามไอดอลเป็นเหมือนกำลังใจในชีวิต เฝ้ารอไลฟ์ ฟังเพลงเดิม ๆ ซ้ำ ๆ วันไปเป็นอาทิตย์
.
การไปจับมือไอดอลสำหรับคนที่ไม่อิน หรือมองจากข้างนอก อาจจะคิดว่า เห้ย ทำไปเพื่ออะไร เสียทั้งเงิน ทั้งเวลา ได้จับมือไม่กี่วิ เราเดินออกไอดอลก็ลืมแล้ว แต่สำหรับคนที่อิน และเข้าใจในสิ่ง ๆ นี้ มันมีความหมายต่อพวกเขามาก ๆ
.
ขณะอยู่ในแถวรอต่อคิวเพื่อจับมือ ผมได้เห็นทั้งคนที่เข้าไปหาไอดอลด้วยความตื่นเต้น บางคนถึงกับร้องไห้ ไอดอลทุกคนก็ยืนฟังเรื่องราวที่วัน ๆ นึงมีไม่รู้กี่ร้อย กี่พันเรื่องด้วยแววตาเป็นประกาย เพราะเข้าใจว่าเบื้องหลังกว่าจะได้มายืนตรงนี้สำหรับบางคนมันลำบากมาก ๆ
.
ลองคิดดูนะ สำหรับคน ๆ หนึ่ง การได้มายืนอยู่ตรงหน้าไอดอลที่ตัวเองชื่นชอบ อาจเป็นสิ่งที่เฝ้ารอมานาน บางคนเก็บเงินมาหลายเดือน บางคนเดินทางข้ามจังหวัด บางคนผ่านวันที่เหนื่อยล้ามามากมาย แต่มีเพลงของคนเหล่านี้คอยเป็นกำลังใจให้ผ่านแต่ละวันไปได้ จนในที่สุดก็มีโอกาสมายืนอยู่ตรงหน้ากันจริง ๆ
.
เวลาที่ได้พูดคุยกันอาจมีเพียงไม่กี่วินาที แต่ความรู้สึกก่อนจะมาถึงวินาทีนั้นมันไม่ได้เกิดขึ้นแค่ไม่กี่วินาทีด้วย บางคนอาจใช้เวลาหลายเดือน หลายปี กว่าจะมีโอกาสนี้ และเมื่อถึงเวลาจริง ๆ ต่อให้ได้พูดเพียงประโยคสั้น ๆ หรือแค่บอกว่าเป็นกำลังใจให้อยู่นะ แค่นั้นก็อาจเป็นความสุขที่เขาจดจำไปได้อีกนาน (อย่างผมทุกวันนี้ยังจำคำพูดของเฌอปรางที่เคยไปจับมือเมื่อ 6-7 ปีก่อนได้อยู่เลย)
.
ในอีกมุมหนึ่ง ผมก็คิดว่ามันเป็นความสัมพันธ์ที่น่าสนใจเหมือนกัน คน ๆหนึ่งที่เราไม่เคยรู้จักกันเป็นการส่วนตัว กลับสามารถทำให้เรามีกำลังใจในวันที่ไม่ค่อยดี ทำให้เรามีเรื่องให้รอคอย มีเพลงให้ฟัง มีเป้าหมายเล็ก ๆ ว่าอยากไปเจอเขาสักครั้ง และทำให้วันธรรมดา ๆ ของเรามีอะไรให้ตื่นเต้นขึ้นมาได้
.
ย้อนกลับไปที่งานจับมือ แม้ครั้งนี้ผมจะไม่ได้มีโอกาสไปกับเพื่อนคนนั้น และรู้ดีว่าโอกาสที่จะได้กลับไปทำสิ่งเหล่านี้ด้วยกันคงไม่มีอีก แต่การกลับไปงานจับมือในครั้งนี้กลับทำให้ความรู้สึกเก่า ๆ ที่เคยมีมันถาโถมกลับเข้ามา
.
ระหว่างที่ยืนต่อแถว ผมก็อดนึกถึงภาพเมื่อหลายปีก่อนไม่ได้ ภาพที่เดินเข้างานมาด้วยกัน แยกกันไปคนละเลนเพราะต่างคนต่างมีเมมเบอร์ที่ชอบ แล้วพอออกมาก็รีบเดินมาหากันเพื่อเล่าว่าเมื่อกี้ได้พูดอะไรไปบ้าง ตอนนั้นมันเป็นเรื่องธรรมดามาก ๆ ธรรมดาจนเราไม่เคยคิดด้วยซ้ำว่าวันหนึ่งเราจะกลับมานึกถึงช่วงเวลาเหล่านี้ด้วยความรู้สึกแบบนี้
.
บรรยากาศในงานยังคงคุ้นเคย เสียงเพลง เสียงประกาศ เสียงแฟนคลับที่กำลังตื่นเต้น ทุกอย่างยังเหมือนเดิม ผมเองก็ยังตื่นเต้นเหมือนเดิมกับการเข้าไปจับมือเมมเบอร์ และพูดคุยเรื่องราวต่าง ๆ
.
แต่ในความสนุกนั้นกลับมีความรู้สึกบางอย่างแทรกอยู่ตลอดเวลา เป็นความรู้สึกที่อธิบายไม่ค่อยถูก เหมือนเรากำลังกลับไปอยู่ในสถานที่เดิม ทำกิจกรรมเดิม แต่คนที่เคยเป็นส่วนหนึ่งของความทรงจำตรงนั้นไม่ได้อยู่ด้วยกันแล้ว
.
ผมแอบคิดอยู่หลายครั้งว่า ถ้าวันนี้เรายังได้มาด้วยกัน เราจะคุยอะไรกันบ้าง จะยังตื่นเต้นเหมือนเมื่อก่อนหรือเปล่า จะยังแยกกันไปจับมือแล้วกลับมาเล่าให้กันฟังเหมือนเดิมไหม หรือพอเห็นเมมเบอร์เลนข้าง ๆ เราจะหันไปสะกิดกันเหมือนที่เคยทำหรือเปล่า
.
มันเป็นคำถามที่ไม่มีโอกาสได้รู้คำตอบแล้ว และนั่นคงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การกลับมาครั้งนี้มีความรู้สึกหลายอย่างปะปนกันอยู่
.
ก่อนหน้านี้ผมแทบไม่ได้คิดถึงเรื่องเหล่านี้เลยด้วยซ้ำ จนความทรงจำเกี่ยวกับ BNK ค่อย ๆ ถูกเก็บไว้ในมุมหนึ่งของชีวิต แต่พอได้กลับมาฟังเพลงเดิม ๆ กลับมาเห็นบรรยากาศเดิม ๆ ความทรงจำเหล่านั้นก็เหมือนถูกเปิดขึ้นมาอีก ราวกับว่าเวลาหลายปีที่ผ่านมาไม่ได้ทำให้เรื่องราวเหล่านั้นหายไปไหนเลย
.
บางทีผมอาจไม่ได้คิดถึงแค่การไปงานจับมือด้วยกันกับคน ๆ นึง แต่คิดถึงช่วงเวลาที่เรายังมีเรื่องเล็ก ๆ ให้ตื่นเต้นร่วมกัน คิดถึงการมีใครสักคนที่เข้าใจว่าทำไมโฟโต้เซ็ทใบหนึ่งถึงมีความหมาย ทำไมการได้เจอเมมเบอร์ไม่กี่วินาทีถึงทำให้เรามีความสุขไปได้อีกหลายเดือน และทำไมเรื่องของไอดอลวงหนึ่งถึงกลายเป็นหัวข้อสนทนาที่เราคุยกันได้ไม่รู้จบ
.
วันนี้ผมยังกลับมาทำสิ่งที่เราเคยชอบได้เหมือนเดิม ยังฟังเพลงเดิม ๆ ยังตื่นเต้นกับงานจับมือ และยังมีความสุขกับการเป็นแฟนคลับเหมือนที่เคยเป็น เพียงแต่ระหว่างทางมันมีบางช่วงที่ผมอดหันกลับไปมองไม่ได้ว่า เมื่อก่อนเราเคยมีใครอีกคนที่เข้าใจสิ่งที่เรากำลังทำในตอนนี้
.
และถ้าย้อนเวลากลับไปได้ ผมคงไม่อยากเปลี่ยนอะไร อยากกลับไปเป็นคนที่นั่งคุยเรื่อง BNK ในแชทกับเพื่อน ส่งรูปของสะสมให้กันดู นับวันรอวันงานจับมือ และตื่นเต้นกับเรื่องเล็ก ๆ เหล่านี้ไปด้วยกันอีกสักครั้ง
.
ตอนนั้นเราอาจไม่รู้หรอกว่าวันธรรมดาวันหนึ่งจะกลายเป็นความทรงจำที่มีค่ามากขนาดนี้ แต่วันนี้ผมรู้แล้วว่า อย่างน้อยครั้งหนึ่ง เราเคยมีความสุขกับสิ่งเดียวกันมากแค่ไหน
.
สำหรับผมนี่แหละคือความหมายของการตาม "ไอดอล"
cr https://www.facebook.com/share/p/1Dq8roL78k/