ครม. มีมติเดินหน้ามาตรการค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้าในกรุงเทพฯ และปริมณฑล กำหนดค่าแรกเข้าตามสัญญาเดิมไม่เกิน 17 บาท และค่าโดยสารสูงสุดไม่เกิน 45 บาทต่อเที่ยว โดยไม่คิดค่าแรกเข้าซ้ำซ้อนเมื่อเปลี่ยนสาย เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม 2570
มาตรการนี้ครอบคลุมรถไฟฟ้า 8 สาย ได้แก่
- สายสีแดง
- Airport Rail Link
- สายสีน้ำเงิน
- สายสีม่วง
- สายสีเหลือง
- สายสีชมพู
- สายสีเขียว
- สายสีทอง
รัฐเตรียมงบประมาณ 5,807 ล้านบาท
- ประเด็นที่น่าสนใจคือ ค่าโดยสารที่ประชาชนจ่ายอาจไม่ใช่รายได้ทั้งหมดที่ผู้ให้บริการได้รับ เพราะมีการกำหนดกรอบงบประมาณเพื่อชดเชยตามมาตรการนี้
- จากข้อมูลที่ ครม. รับทราบ กรอบค่าใช้จ่ายตลอดปี 2570 แบ่งเป็น
เงินชดเชยค่าโดยสาร 5,785 ล้านบาท
ค่าธรรมเนียมการโอนเงินคืนให้ประชาชน 22 ล้านบาท
รวมเป็นวงเงินประมาณ 5,807 ล้านบาท
- โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อนำมาอุดหนุนประชาชนตามมาตรการดังกล่าว
- กล่าวง่าย ๆ คือ
รัฐเตรียมใช้งบประมาณภาครัฐมาช่วยชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากเพดานค่าโดยสารร่วม แต่ตัวเลข 5,785 ล้านบาทเป็นกรอบประมาณการ ไม่ใช่ยอดเงินที่จ่ายออกไปแล้วทั้งหมด
ผู้โดยสารจะได้รับส่วนลดอย่างไร?
- แนวทางที่มีการเตรียมไว้คือ ผู้โดยสารอาจต้องจ่ายค่าโดยสารตามอัตราปกติก่อน แล้วจึงได้รับเงินคืนส่วนต่างตามเงื่อนไขของมาตรการ โดยมีการเตรียมระบบลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตังและการชำระด้วยบัตร EMV Contactless
- อย่างไรก็ตาม รายละเอียดขั้นตอนและเงื่อนไขการใช้สิทธิต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
คำถามที่น่าสนใจคือ เงินอุดหนุนมาจากไหน?
- เมื่อรัฐกำหนดให้ประชาชนจ่ายค่าโดยสารไม่เกิน 45 บาท แต่ยังต้องชดเชยส่วนต่างให้ระบบรถไฟฟ้า ก็ย่อมเกิดคำถามว่าเงินชดเชยดังกล่าวมาจากแหล่งใด
- จากข้อมูลข่าวระบุว่า สนข. จะเสนอขอจัดสรรจากงบกลางของปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเป็นงบประมาณภาครัฐ ดังนั้นในทางงบประมาณจึงเป็นเงินสาธารณะที่รัฐนำมาใช้ดำเนินมาตรการนี้ ไม่ใช่เงินที่ผู้ให้บริการรถไฟฟ้ารับภาระส่วนต่างทั้งหมดเอง
- สิ่งที่น่าติดตามต่อคือ เมื่อใช้งบประมาณไปแล้ว 5,785 ล้านบาท จะช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนได้มากน้อยเพียงใด มีผู้ใช้สิทธิกี่คน และจะทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจนช่วยชดเชยรายได้ของระบบได้หรือไม่
อ้างอิง
thaipbs
รถไฟฟ้า 17–45 บาท เริ่มปี 2570! รัฐเตรียมใช้งบ 5,807 ล้านบาท อุดหนุนค่าโดยสารจากเงินภาษีประชาชน?
มาตรการนี้ครอบคลุมรถไฟฟ้า 8 สาย ได้แก่
- สายสีแดง
- Airport Rail Link
- สายสีน้ำเงิน
- สายสีม่วง
- สายสีเหลือง
- สายสีชมพู
- สายสีเขียว
- สายสีทอง
รัฐเตรียมงบประมาณ 5,807 ล้านบาท
- ประเด็นที่น่าสนใจคือ ค่าโดยสารที่ประชาชนจ่ายอาจไม่ใช่รายได้ทั้งหมดที่ผู้ให้บริการได้รับ เพราะมีการกำหนดกรอบงบประมาณเพื่อชดเชยตามมาตรการนี้
- จากข้อมูลที่ ครม. รับทราบ กรอบค่าใช้จ่ายตลอดปี 2570 แบ่งเป็น
เงินชดเชยค่าโดยสาร 5,785 ล้านบาท
ค่าธรรมเนียมการโอนเงินคืนให้ประชาชน 22 ล้านบาท
รวมเป็นวงเงินประมาณ 5,807 ล้านบาท
- โดยให้สำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) เสนอขอรับจัดสรรงบประมาณปี 2570 จากงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น เพื่อนำมาอุดหนุนประชาชนตามมาตรการดังกล่าว
- กล่าวง่าย ๆ คือ รัฐเตรียมใช้งบประมาณภาครัฐมาช่วยชดเชยส่วนต่างค่าโดยสาร เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากเพดานค่าโดยสารร่วม แต่ตัวเลข 5,785 ล้านบาทเป็นกรอบประมาณการ ไม่ใช่ยอดเงินที่จ่ายออกไปแล้วทั้งหมด
ผู้โดยสารจะได้รับส่วนลดอย่างไร?
- แนวทางที่มีการเตรียมไว้คือ ผู้โดยสารอาจต้องจ่ายค่าโดยสารตามอัตราปกติก่อน แล้วจึงได้รับเงินคืนส่วนต่างตามเงื่อนไขของมาตรการ โดยมีการเตรียมระบบลงทะเบียนผ่านแอปฯ เป๋าตังและการชำระด้วยบัตร EMV Contactless
- อย่างไรก็ตาม รายละเอียดขั้นตอนและเงื่อนไขการใช้สิทธิต้องรอประกาศอย่างเป็นทางการอีกครั้ง
คำถามที่น่าสนใจคือ เงินอุดหนุนมาจากไหน?
- เมื่อรัฐกำหนดให้ประชาชนจ่ายค่าโดยสารไม่เกิน 45 บาท แต่ยังต้องชดเชยส่วนต่างให้ระบบรถไฟฟ้า ก็ย่อมเกิดคำถามว่าเงินชดเชยดังกล่าวมาจากแหล่งใด
- จากข้อมูลข่าวระบุว่า สนข. จะเสนอขอจัดสรรจากงบกลางของปีงบประมาณ 2570 ซึ่งเป็นงบประมาณภาครัฐ ดังนั้นในทางงบประมาณจึงเป็นเงินสาธารณะที่รัฐนำมาใช้ดำเนินมาตรการนี้ ไม่ใช่เงินที่ผู้ให้บริการรถไฟฟ้ารับภาระส่วนต่างทั้งหมดเอง
- สิ่งที่น่าติดตามต่อคือ เมื่อใช้งบประมาณไปแล้ว 5,785 ล้านบาท จะช่วยลดค่าใช้จ่ายประชาชนได้มากน้อยเพียงใด มีผู้ใช้สิทธิกี่คน และจะทำให้จำนวนผู้โดยสารเพิ่มขึ้นจนช่วยชดเชยรายได้ของระบบได้หรือไม่
อ้างอิง thaipbs