กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ณ เมืองยศวิมล อันเป็นนครอุดมสมบูรณ์ ท้าวยศวิมลทรงครองราชย์ด้วยทศพิธราชธรรม มีพระมเหสีผู้ทรงคุณธรรม ชื่อว่านางจันท์เทวี และสนมเอกนามว่านางจันทา
แม้บ้านเมืองจะเจริญรุ่งเรืองเพียงใด หากไร้โอรสธิดาไว้สืบวงศ์ก็เหมือนต้นไม้ไร้เงา ท้าวยศวิมลจึงตรัสประกาศว่า “หากเทวีหรือสนมนางใดให้กำเนิดโอรส ข้าจะมอบราชสมบัติให้ครองเมืองสืบไป”
พระนางจันท์เทวีจึงตั้งจิตอธิษฐาน บำเพ็ญศีล บวงสรวงสวรรค์อย่างเคร่งครัด ครั้นได้ฤกษ์ดี เทวบุตรจุติลงมาในครรภ์ของพระนาง และต่อมาก็ประสูติเป็นพระโอรส แต่ทันทีที่โอรสถือกำเนิด ทุกผู้คนก็ต้องตกตะลึง…
เพราะพระโอรส เกิดมาเป็นเปลือกหอยสังข์สีทองอร่ามทั้งร่าง และเขายังมีพี่น้องเขาชื่อสังข์ศิลป์ชัย
เสียงฮือฮาดังไปทั่วทั้งวัง โหรหลวงถูกเรียกตัวมาดูคำพยากรณ์
นางจันทาเห็นดังนั้นก็เกิดริษยา กลัวว่าตนจะหมดวาสนา จึงแอบติดสินบนโหรให้ทำนายว่า หอยสังข์ผู้นี้คือกาลกิณี จะนำพาหายนะมาสู่เมือง
“หม่อมฉันพิจารณาแล้วพ่ะย่ะค่ะ… เปลือกหอยนี้ลางร้ายหนัก หากเลี้ยงไว้ เมืองจักต้องถึงกาลพินาศอย่างแน่นอน!”
ท้าวยศวิมลแม้จะทรงกริ้วและแปลกพระทัย แต่เมื่อได้ฟังโหรหลวงและถูกยุยงจากนางจันทา ก็จำใจออกพระราชโองการให้เนรเทศพระนางจันท์เทวีพร้อมหอยสังข์ ไปให้พ้นเมือง
พระนางจันท์เทวีอุ้มหอยสังข์ทั้งน้ำตา ร่อนเร่ไปจนถึงชายแดน ได้อาศัยบ้านของตายายชาวไร่ผู้ใจดี คู่หนึ่ง
“อย่าได้เป็นทุกข์เลยแม่นาง… บ้านเรามีข้าวมีน้ำ ขอเพียงเจ้ากับลูกอยู่ร่วมกันด้วยพึงพอใจ เราก็ยินดีให้ที่พักพิง”
พระนางจันท์เทวีจึงอยู่ที่เรือนไม้เรียบง่ายนั้น เลี้ยงดูโอรสในเปลือกหอยด้วยใจรักอย่างเงียบงัน ไม่บ่น ไม่อธิบาย เพียงรอวันหนึ่งที่ความจริงจะส่องแสงกระจ่างปรากฏ
ตลอดระยะเวลา 5 ปี พระนางจันท์เทวีช่วยตายายทำงาน ส่วนหอยสังข์นั้นก็ได้แอบออกมาช่วยทำงานยามมารดาหลับ เช่น หุงหาอาหาร เก็บผัก ไล่ไก่ไม่ให้จิกข้าว
“พ่อหอยเอ๋ย… เจ้านี่ช่างมีเวทมนตร์นัก วันดีคืนดีของสุก ของสะอาด ไม่รู้ผู้ใดทำ!” ตายายเอ่ยยิ้มๆ
แต่แล้ววันหนึ่ง พระนางจันท์เทวีแอบเห็นเปลือกหอยเปิดออก และมีชายหนุ่มรูปงามออกมาช่วยหุงข้าว กวาดลาน นางถึงกับมือสั่น น้ำตาคลอ
“เจ้าคือ… โอรสของแม่ใช่หรือไม่? เจ้าอยู่ในเปลือกหอยนี้มาตั้งแต่แรกเลยหรือ?”
พระสังข์ไม่ตอบ ได้แต่ยิ้มให้ผู้เป็นแม่ด้วยสายตาที่บ่งบอกชัดเจนทุกคำ
วันรุ่งขึ้น พระนางจันท์เทวีจึงตัดสินใจทุบเปลือกหอยแตกเสียด้วยมือของตนเอง เพื่อให้โอรสได้มีชีวิตที่แท้จริง
และเมื่อเปลือกแตกออก แสงสีทองก็เปล่งประกายออกมาทั่วห้องเล็กๆ นั้น พระโอรสผู้มีรูปโฉมงามเป็นที่หนึ่งในแผ่นดิน ก็มาปรากฏยืนอยู่ตรงหน้า
ไม่นานนัก เรื่องราวอัศจรรย์นี้ก็เริ่มแพร่กระจายไปไกลจนถึงพระนครอีกครั้ง…
แต่คราวนี้ ข่าวไม่ได้เล่าถึงกาลกิณีในหอย หากเป็นหนุ่มรูปงามที่คล้ายดั่งเทพยดา และอาศัยอยู่กับชาวไร่ที่ชายแดน
ฝ่ายนางจันทา เมื่อรู้ข่าวว่าพระสังข์ยังมีชีวิตอยู่และรูปงามนัก ก็ยิ่งหวาดกลัวว่าอดีตความผิดของตนจะถูกเปิดเผย
นางจึงจ้างแม่เฒ่าสุเมธา มาทำเสน่ห์ใส่ท้าวยศวิมล พร้อมกระซิบยุแยงว่า “พระสังข์รอดมาได้ก็คงไม่ใช่ธรรมดา อาจกำลังหมายยึดเมืองก็เป็นได้พะย่ะค่ะ…”
เมื่อท้าวยศวิมลตกอยู่ในอำนาจมนตร์สะกด จึงมีรับสั่งให้ทหารไปจับตัวพระสังข์มาประหารด้วยการถ่วงน้ำ
พระนางจันท์เทวีร่ำไห้แทบขาดใจ แต่หาใครช่วยเหลือได้ไม่
ทว่าโชคชะตายังไม่อำมหิตเกินไปนัก…
ท้าวภุชงค์พญานาคผู้ครองเมืองบาดาล ใช้ทิพยเนตรเห็นเหตุการณ์ จึงรีบขึ้นมาช่วยเหลือพระสังข์เอาไว้ได้ก่อนที่จะจมน้ำตาย
และในที่สุด… เขาก็รับพระสังข์เป็นบุตรบุญธรรมของเมืองบาดาล ก่อนจะส่งมอบให้ นางพันธุรัต ผู้เป็นยักษ์แต่มีใจเมตตากรุณา เป็นผู้เลี้ยงดูต่อ
“แม่จะเลี้ยงลูกให้สมกับบุญบารมีที่ติดตัวมา แม้เราจะมิใช่สายเลือดเดียวกัน แต่หัวใจแม่ก็เต็มเปี่ยมด้วยรักแท้” นางเอ่ย
พระสังข์อยู่กับนางพันธุรัตในเมืองยักษ์อย่างร่มเย็น นางเลี้ยงเขาเยี่ยงแม่ที่รักลูกแท้ๆ
วันคืนผันผ่านไปจนกระทั่งพระสังข์มีอายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ กิริยาวาจาสุภาพอ่อนโยน เฉลียวฉลาด
วันหนึ่งนางพันธุรัตออกจากวังไปหาอาหาร พระสังข์จึงเดินเที่ยวเล่นในเขตหลังวัง และพลัดหลงเข้าสู่สวนลับ เขาพบกับสิ่งประหลาดตานัก
กลางสวนมี บ่อเงิน บ่อทอง และเหนือบ่อนั้น มีสิ่งวิเศษวางอยู่ครบถ้วน รูปเงาะ, เกือกทอง, และ ไม้พลองวิเศษ
“หรือสิ่งนี้จะเป็นสิ่งทดสอบจากฟ้า? หรือชะตาชีวิตของเราจะเปลี่ยน ณ ที่นี้?” พระสังข์รำพึง
เมื่อเดินต่อเข้าไปอีกในวังลึก พระสังข์ก็พบกับห้องลับ และสิ่งที่ทำให้เขาชะงักก็คือ…
โครงกระดูกมนุษย์เรียงซ้อนกันอยู่ในหีบหลายหีบ เขาจึงเข้าใจทันทีว่า นางพันธุรัตหาใช่หญิงธรรมดาไม่ แต่เป็นยักษ์ที่เคยลวงจับมนุษย์มากิน
พระสังข์ไม่รอช้า เขาตัดสินใจกระโดดลงไปชุบตัวในบ่อทอง สวมรูปเงาะ เก็บเกือกทอง และไม้พลอง ก่อนเหาะหนีออกจากเมืองด้วยเวทมนตร์วิเศษ
เมื่อนางพันธุรัตกลับมาถึงวัง และรู้ว่าพระสังข์หนีไป ก็รีบออกติดตาม จนพบเขานั่งอยู่บนยอดเขาลูกหนึ่ง
“ลูกเอ๋ย… อย่าทิ้งแม่ไปเลย แม่เลี้ยงเจ้ามาด้วยหัวใจอันบริสุทธิ์ แม้แม่จะเป็นยักษ์ แต่รักลูกนั้นแท้จริงนัก”
พระสังข์มิได้ตอบอะไร เพียงยืนนิ่งบนยอดเขาอย่างหนักแน่น
นางพันธุรัตรู้ว่าคงรั้งเขาไว้ไม่ได้แน่แล้วจึงเขียน “มหาจินดามนตร์” ไว้บนหินก้อนหนึ่ง ซึ่งใช้เรียกเนื้อเรียกปลาได้ ก่อนที่นางจะร่ำไห้แล้วอกแตกตาย
พระสังข์เดินลงไป สวดมนตร์ตามคาถาจนจดจำได้ขึ้นใจแล้ว จึงออกเดินทางต่อ ในรูปของชายเงาะที่ห่อหุ้มด้วยเวทมนตร์
ไม่นานนัก พระสังข์ก็ได้เดินทางมาถึงเมืองสามล เมืองใหญ่ที่รุ่งเรืองด้วยศิลป์และธรรม ท้าวสามลและพระนางมณฑา ปกครองเมืองด้วยความยุติธรรม ทั้งคู่มีพระธิดาอยู่ 7 พระองค์
พระธิดาองค์สุดท้องชื่อนางรจนา รูปโฉมงามบริสุทธิ์ มีจิตใจเมตตายิ่งกว่าใคร
วันหนึ่ง ท้าวสามลจัดพิธีเสี่ยงมาลัยเลือกคู่ครองให้แก่ธิดาทั้งเจ็ด เพื่อจะหาคู่ครองให้เหมาะสม
เจ้าชายจากทั่วสารทิศต่างมาเข้าร่วม ธิดาองค์โตถึงองค์ที่หกต่างเลือกเจ้าชายตามชอบ
แต่นางรจนา กลับมองไปเห็นชายเงาะผู้หนึ่ง ยืนอยู่มุมลาน คนทั้งเมืองหัวเราะเยาะเขา แต่หญิงผู้นี้กลับนิ่งคิดในใจ
“แม้เปลือกภายนอกจะหยาบกระด้าง แต่ข้ารู้… ข้ารู้ว่าเขามีหัวใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์งดงามกว่าผู้ใด”
ดังนั้น เมื่อถึงเวลาของนางเลือกคู่ นางจึงโยนพวงมาลัยไปคล้องคอเจ้าเงาะผู้นั้น… ผู้ซึ่งเป็นพระสังข์ในร่างปลอมแปลงมา
ท้าวสามลผู้เป็นบิดาถึงกับโกรธจนหน้าแดงพลางกล่าว “หญิงผู้นี้เป็นอัปมงคลนัก! เลือกชายเงาะต่ำต้อยเป็นคู่ครอง ช่างน่าอับอายแก่เราเสียจริง!”
พระองค์จึงมีรับสั่งให้เนรเทศนางรจนากับเจ้าเงาะ ไปอยู่ที่กระท่อมปลายนา
ที่กระท่อมปลายนา นางรจนาใช้ชีวิตกับเจ้าเงาะอย่างไม่หวั่นไหวต่อเสียงคนครหานินทา นางปลูกผัก หุงข้าว ทำมาหากินกับชายผู้นั้นโดยไม่พร่ำบ่น
“แม้ชีวิตจะต่ำต้อย ข้าก็ไม่นึกเสียใจเลย เพราะหัวใจของท่านสูงส่งเกินกว่ารูปลักษณ์ภายนอกใดๆ”
ขณะเดียวกัน ณ สวรรค์ชั้นดาวดึงส์ พระอินทร์รู้สึกถึงผู้มีบุญกำลังตกทุกข์ จึงแปลงกายเป็นกษัตริย์จากแดนไกล ยกทัพมาล้อมเมืองสามล แล้วส่งสารมาท้าตีคลีด้วย “หากท่านแพ้ เมืองนี้จะต้องถูกยกให้ข้า!”
ท้าวสามลจำต้องยอมรับคำท้า ส่งเขยทั้งหกคนไปแข่ง… แต่ปรากฏว่าแพ้หมดทุกคน!
เหลือเพียงเจ้าเงาะ ท้าวสามลไม่อยากจะส่งไป แต่ก็ไร้ทางเลือก
นางรจนาจึงอ้อนวอนพระสังข์ “ท่านเจ้าขา… ได้โปรด ช่วยเมืองนี้ไว้ด้วยเถิด อย่าถือโทษแก่บิดาของข้าเลย”
พระสังข์ถอนหายใจ ก่อนจะยอมถอดรูปเงาะ และปรากฏตัวเป็นหนุ่มรูปงามสวมเกือกทองในชุดนักกีฬาตีคลี เสียงฮือฮาดังกระหึ่มไปทั่วลานหลวง
“เขา เขา… เขานั้นก็คือเจ้าเงาะ อย่างนั้นหรือ!” เสียงชาวประชาดังอื้ออึง
พระสังข์ใช้ไม้พลอง ตีคลีเอาชนะทัพพระอินทร์ได้ในที่สุด ท้าวสามลถึงกับตกตะลึงอัศจรรย์ใจเมื่อเห็นความจริง
หลังจากศึกสงบ พระอินทร์ก็ได้ไปเข้าฝันท้าวยศวิมล เปิดโปงความชั่วของนางจันทา และสั่งให้เขาตามหาพระนางจันท์เทวีกับพระสังข์ ซึ่งก็พบเพียงพระนางจันท์เทวีผู้เดียว แต่ก็ได้ยินกิติศัพท์ที่เลื่องลือเกี่ยวกับเรื่องราวของพระสังข์
กาลต่อมา ท้าวยศวิมลกับพระนางจันท์เทวี ทั้งสองได้ปลอมตัวเป็นสามัญชนเข้ามาในเมืองสามล
ท้าวยศวิมลสมัครเป็นช่างสานกระบุง ส่วนพระนางจันท์เทวีก็ไปสมัครเป็นแม่ครัวในวัง
วันหนึ่งพระนางจันท์เทวีปรุงแกงฟักถวายพระสังข์ แล้วได้แกะสลักชิ้นฟักเจ็ดชิ้นเป็นรูปเรื่องราวชีวิตของพระสังข์ ตั้งแต่เกิดจนกระทั่งพลัดพรากจากกัน เมื่อพระสังข์เห็นภาพเหล่านั้น ก็จำได้ทันที พร้อมกับอุทานว่า “ท่านแม่! ท่านเป็นแม่ของข้าจริงๆ หรือนี่!?”
แล้วแม่ลูกทั้งสองก็โผเข้ากอดกันพร้อมด้วยน้ำตา ท่ามกลางความตกตะลึงและเสียงที่เงียบงันของชนโดยรอบ
ต่อมา ท้าวยศวิมลก็ได้สั่งประหารนางจันทา และประกาศสละราชสมบัติให้พระสังข์ครองเมืองสืบไป
พระสังข์กับนางรจนา ทรงครองราชย์โดยธรรม และทำให้บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็น สืบต่อมาช้านาน
(นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…“คุณค่าของคน ไม่ได้อยู่ที่รูปลักษณ์ภายนอก แต่อยู่ที่ความสามารถที่แท้จริงและจิตใจอันงดงามภายใน” )
.
⌛✨💖 นิทานพื้นบ้านไทย: สังข์ทอง 💖✨⌛