นิทานจากสองพี่น้องกริมม์ (Grimms’ Fairy Tales) โดยยาค็อบ กริมม์ (Jacob Grimm) และวิลเฮล์ม กริมม์ (Wilhelm Grimm) ทั้งคู่เกิดที่เมืองฮานาเวอร์ ประเทศเยอรมนี เป็นการรวบรวมเรื่องเล่าพื้นบ้านเยอรมันและยุโรปที่เต็มไปด้วยเวทมนตร์ เหตุการณ์เหนือจริง และตัวละครมหัศจรรย์ เรื่องราวเหล่านี้หลากหลายทั้งความลึกลับ ตลก ดราม่า และผจญภัย สะท้อนจินตนาการและความเชื่อของคนในสมัยนั้น
กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่ง ขับวัวของเขาไปขายที่ตลาด ได้เงินเจ็ดทาเลอร์ ด้วยความดีใจ เขาจึงหิ้วเงินกลับบ้าน ขณะเดินผ่านบ่อน้ำใกล้หมู่บ้าน เขาได้ยินเสียงกบดังออกมาจากไกล ๆ
“อ๊บ ๆ อ๊บ ๆ อ๊บ ๆ อ๊บ ๆ”
ชาวนาหยุดฟังแล้วคิดในใจ “เอ๊ะ พวกกบพวกนี้พูดอะไรไม่รู้เรื่องหรือเปล่า ข้าได้เงินเจ็ดทาเลอร์ ไม่ใช่แปด!”
เมื่อถึงขอบบ่อน้ำ ชาวนาตะโกนขึ้นด้วยความหงุดหงิด “พวกเจ้ากบโง่เอ๊ย! ข้าได้เงินเจ็ดทาเลอร์ ไม่ใช่แปด!”
แต่กบยังคงร้อง “อ๊บ ๆ อ๊บ ๆ อ๊บ ๆ อ๊บ ๆ” อย่างไม่ฟัง
ชาวนาจึงหยิบเงินออกจากกระเป๋าและนับให้พวกกบดู “นี่นะ เจ็ดทาเลอร์ ตีเป็นเงินย่อยๆ ตามระบบสากลดูสิ”
แต่กบไม่สนใจ เสียง “อ๊บ ๆ” ของมันยังดังต่อไป ชาวนาโกรธจัด เขาจึงตะโกน “ถ้าเจ้าต้องการจะเถียงข้า ข้าก็จะให้พวกเจ้านับเองก็แล้วกัน!”
แล้วเขาก็โยนเงินลงไปในน้ำทั้งหมด ให้กบได้เห็นว่ามันคือเจ็ดทาเลอร์
เขายืนรอว่ากบจะนับเงินให้เขาคืนหรือไม่ แต่กบยังคงร้องอย่างดื้อรั้น “อ๊บ ๆ อ๊บ ๆ อ๊บ ๆ อ๊บ ๆ” และไม่คืนเงินให้
ชาวนารออยู่จนเย็น จึงจำใจต้องกลับบ้านด้วยความหัวเสีย
เขาตะโกนด่าพวกกบในใจ “เจ้ากบเปียกน้ำ หัวโง่ ตาปริบ ๆ ปากใหญ่ ทำเสียงดังจนเจ็บหู แต่กลับนับเจ็ดทาเลอร์ไม่ได้! ข้าจะยืนรอให้พวกเจ้าทำงานนี่สำเร็จไปถึงเมื่อไหร่กัน!”
แล้วชาวนาก็เดินจากไป ทิ้งให้กบร้องอยู่ข้างบ่อจนเขาลับตาหายไป
ไม่นานหลังจากเหตุการณ์กบ ชาวนาซื่อๆ นั้นก็ได้ซื้อวัวอีกตัว และคิดจะขายมันเพื่อแลกเอาเงิน
เขาพูดกับตัวเอง
“ถ้าข้าขายเนื้อวัวนี้ ข้าก็จะได้เงินมากกว่าค่าวัวสองตัวรวมกัน แถมยังได้หนังวัวด้วย”
หลังจากเชือดวัวและแล่เนื้อเรียบร้อย เขาเดินไปตลาดเพื่อขาย
ทันทีที่เดินถึงประตูเมือง เขาเจอฝูงหมามารวมตัวกันอยู่ หัวหน้าฝูงเป็นหมาตัวใหญ่ที่กระโดดใส่เนื้อ เห่าเสียงดัง “โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง โฮ่ง!”
ชาวนาเห็นท่าทางหมาแล้วเข้าใจผิด เขาคิดว่า “เอ้อ หมาพวกนี้อยากช่วยฉันเอาเนื้อไปขายให้พ่อค้าแน่ๆ”
ชาวนาจึงเอ่ยกับหมาอย่างซื่อๆว่า “ข้ารู้ว่าเจ้าพูดว่า ‘โฮ่ง โฮ่ง’ เพราะอยากได้เนื้อ แต่ข้าจะให้เจ้าทำงานแทนข้าจะได้ไหม? เจ้าต้องสัญญาว่าจะเอาเนื้อไปให้พ่อค้า และคืนเงินให้ข้าเมื่อครบสามวันนะ!”
เสียงหมาตอบเพียง: “โฮ่ง โฮ่ง”
ชาวนาเชื่อใจเต็มที่ จึงวางเนื้อไว้กับหมาแล้วกลับบ้านอย่างสบายใจ
สามวันผ่านไป ชาวนารอรับเงิน แต่ก็ไม่มีใครเอาเงินมาให้เขาเลย เขาจึงรู้สึกโมโหมาก
ชาวนาโมโหและบ่นกับตัวเอง “หมาพวกนี้คงไม่เข้าใจ ข้าเสียทั้งเวลาเสียทั้งเงินอีกแล้วหรือนี่!”
เมื่อชาวนาไปทวงที่ร้านขายเนื้อ พ่อค้าเนื้อมองเขาแล้วนิ่ง ไม่พูดอะไร แต่ความจริงกลับชัดเจน ฝูงสุนัขกินเนื้อจนหมดตั้งแต่วันแรก เนื้อทั้งหมดไม่เหลือแม้แต่ชิ้นเดียว เพราะความซื่อของชาวนาที่ไว้ใจสุนัข ทำให้ไม่มีใครได้อะไรเลย แล้วพ่อค้าก็กลับโกรธมาก เขาจึงคว้าไม้กวาดไล่ชาวนาออกจากร้าน
ชาวนาแทบจะร้องไห้ แต่ก็เกิดคิดขึ้นมาได้ว่า
“เอาล่ะ คราวนี้ฉันคงต้องไปพบผู้ใหญ่ที่มีอำนาจจริงๆ เสียแล้ว… จะต้องไปหาเจ้าเมืองใหญ่ หรือแม้แต่พระราชา!”
และนี่ก็คือจุดเริ่มต้นของการผจญภัยที่ชาวนาจะได้พบกับพระราชาและเจ้าหญิง…
ชาวนาซื่อๆ จึงเดินทางไปยังพระราชวัง เพื่อร้องเรียนเรื่องความอยุติธรรม
เมื่อเข้าไปในห้องท้องพระโรง ชาวนาพบพระราชานั่งอยู่พร้อมกับเจ้าหญิง
ชาวนาเริ่มเล่าเรื่องด้วยน้ำเสียงจริงจัง “พระเจ้าข้า ข้ามาขอร้องเรียน ข้าถูกกบขโมยเงิน ข้าถูกหมาหลอกเอาเนื้อไป และพ่อค้าก็ตีข้าเพราะข้าทวงเงินกับเขา!”
พระราชามองชาวนาแล้วก็อดหัวเราะไม่ได้ เจ้าหญิงก็หัวเราะออกมาด้วยเสียงใส “ฮ่า ฮ่า ฮ่า! เรื่องนี้ตลกจริงๆ”
ชาวนาไม่เข้าใจในเสียงหัวเราะนั้น “ข้าเล่าความจริงทั้งหมด พระองค์ทรงหัวเราะทำไมหรือ? พระเจ้าข้า”
พระราชายิ้มกว้าง “เพราะเรื่องที่เจ้าทำและคิด มันทั้งโง่และตลก ช่างทำให้ข้าหัวเราะจนเจ้าหญิงก็หัวเราะตาม”
เจ้าหญิงหัวเราะครั้งแรกในชีวิต ชาวนาจึงพูดขึ้นอย่างซื่อๆ “ข้าขอบคุณพระองค์ แต่ข้าไม่เอาเจ้าหญิงหรอก ข้าก็มีภรรยาอยู่ที่บ้านแล้ว”
พระราชาทรงโกรธนิดหน่อยพลางตรัสว่า “เจ้านี่ช่างซื่อบื้อจริงๆ!”
ชาวนาไม่สนใจ เขายังคงยิ้มแล้วพูด “เอาเถอะ ข้าแด่พระองค์ ข้าแค่ต้องการวัวหรือเงินเล็กน้อยไว้ประทังชีวิตก็เพียงพอแล้ว”
พระราชาจึงหัวเราะและตรัสว่า “งั้นข้าก็จะให้รางวัลเจ้า อีกสามวันข้างหน้าจงมารับเงินห้าร้อยทาเลอร์”
ชาวนาออกจากพระราชวังอย่างพอใจ
หลังจากชาวนาทราบว่าจะได้รับรางวัลจากพระราชาแล้ว เขาก็เดินทางกลับจากพระราชวังเพื่อไปยังบ้านของตน ระหว่างทางเขาได้เจอกับพ่อค้าชาวยิวผู้โลภมากด้วย
พ่อค้าเจ้าเล่ห์เอ่ยทัก “เจ้าชาวนา! ข้าเห็นเจ้าจะไปพบพระราชา ข้าจะให้เสื้อโค้ทดีๆ เจ้าสวมใส่ไปก่อน เพื่อให้ดูดีก่อนไปพบพระราชาครั้งหน้า พอเจ้าได้เงินมาห้าร้อยทาเลอร์ ก็เอามาแลกกับเหรียญทองเล็กๆ ที่มีค่าของข้าด้วย เจ้าจะเอาไหม?”
ชาวนาสวมใส่เสื้อโค้ทนั้นทันที และพูดอย่างซื่อๆ “ได้สิ แต่ตอนนี้ข้ายังไม่มีเงิน ข้าจะไปรับเงินจากพระราชาในอีกสามวันข้างหน้า”
พ่อค้าชาวยิวบอก “งั้นเจ้าก็เอาเหรียญทองของข้าส่วนหนึ่งไปก่อนเลย” พ่อค้าชาวยิวลูบปากคิดว่าจะโกงชาวนาง่ายๆ เหรียญทองเล็กๆ แลกกับเงินห้าร้อยทาเลอร์นับว่าคุ้มมาก
พอครบสามวัน ชาวนากับพ่อค้าชาวยิวพากันไปพบพระราชาเพื่อขอรับเงินรางวัล
พระราชาผู้ปราดเปรื่องแค่พอมองเห็นว่าชาวนามากับพ่อค้าชาวยิวก็รู้ทันเล่ห์เหลี่ยมของพวกพ่อค้าชาวยิวทันที
พระราชาทรงตรัสว่า “ข้าเห็นเจ้าตกลงกับพ่อค้าชาวยิวเรื่องเงินห้าร้อยทาเลอร์ แต่พ่อค้าพยายามหลอกลวงเจ้า ดังนั้นข้าจะค้ำประกันให้สิทธิ์เจ้าได้รับเงินตามสัญญา โดยเงินนี้ต้องตกเป็นของเจ้าแต่เพียงผู้เดียว คนอื่นไม่มีสิทธิ์ ห้ามแลกกับอะไร นอกจากเจ้าจะเอาไปใช้ในการประทังชีวิตเพื่อครอบครัวของเจ้าเท่านั้น!”
พ่อค้าชาวยิวหน้าซีด พูดโวยวายเสียงดัง “นี่มันไม่ยุติธรรม! ข้าให้เสื้อโค้ทและเหรียญทองบางส่วนกับเจ้าชาวนาไปแล้ว แล้วเจ้าชาวนายังเอาเงินทั้งหมดที่ข้าต้องได้จากพระราชาไปอีก นี่มันโกงข้าชัดๆ!”
ชาวนาเงยหน้าขึ้น ยิ้มซื่อๆ แล้วพูด “เอ่อ… ข้าไม่ได้ตั้งใจจะโกงใครหรอกนะ ข้าเพียงแค่มารับเอาเงินตามที่พระราชาสัญญา ข้าเองก็ไม่ได้ขออะไรมากไปกว่านี้ ข้อเสนอที่เจ้าให้มาข้าก็รับไว้ด้วยความซื่อๆ เหมือนกัน”
พ่อค้าชาวยิวหัวเสีย ทำสีหน้าขุ่นมัว พยายามโต้เถียงอีก แต่ชาวนาตอบกลับด้วยความซื่อแต่ช่างคิดว่า “ถ้าเจ้าต้องการเงินห้าร้อยทาเลอร์ เจ้าก็ต้องไปถามพระราชา ข้าแค่ทำตามสัญญาของพระองค์เอง ข้าไม่อยากมีปัญหากับพระราชา”
พ่อค้าชาวยิวงงเป็นไก่ตาแตก ชี้หน้าชาวนาพลางกล่าว “นี่เจ้าฉลาดได้ยังไงกันเนี่ย!”
ชาวนาแค่ยิ้มกว้างๆ แล้วยักไหล่ “เอ่อ… ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน ข้าแค่คนซื่อๆ แล้วก็ทำตามบัญชาของพระราชาเท่านั้นแหละ”
พระราชาเองก็ทรงหัวเราะอย่างพอใจ แล้วจึงสั่งมอบเงินให้แก่ชาวนา “เงินทั้งหมดนี้ตกเป็นของเจ้าแล้ว เจ้าซื่อบื้อ แต่กลับทำให้พ่อค้าผิดหวังเสียเอง! ฮ่า ฮ่า ฮ่า”
ชาวนากลับบ้านด้วยเงินครบห้าร้อยทาเลอร์และเสื้อโค้ทดีๆ แถมเหรียญทองเล็กๆ อีกส่วนหนึ่ง เขายิ้มอย่างสบายใจพลางเอ่ยกับตัวเองเบาๆ ว่า “คราวนี้… ข้าได้ครบทุกอย่างโดยไม่ต้องโกงใครจริงๆ แปลกแต่ก็โชคดีของข้าแท้ๆ”
และตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา ชาวนาซื่อๆ คนนั้นก็กลายเป็นชาวนาผู้ฉลาดโดยบังเอิญ ครอบครัวของเขาอยู่สุขสบายขึ้น ได้ทั้งเงินและสิ่งของที่จำเป็นโดยไม่ต้องทุกข์ใจเรื่องใครโกงใคร
ชาวนาได้ตระหนักรู้แล้วว่า บางครั้งความซื่อ ความอดทน ความบังเอิญ และโชคดีเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถเปลี่ยนความผิดพลาดให้กลายเป็นข้อตกลงที่ดีงามได้จริงๆ
(นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า… ความซื่อสัตย์ ความคิดรอบคอบ และความอดทน สามารถนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ยุติธรรมและเป็นประโยชน์ต่อทุกฝ่าย แม้ชาวนาจะถูกกบ สุนัข และพ่อค้าโกงหรือสร้างความสับสนให้เขาหงุดหงิด แต่การรักษาความซื่อสัตย์ ทำตามกฎและคำสัญญาอย่างจริงใจ รวมถึงใช้ความรอบคอบและใจเย็นยึดมั่นในความดี ทำให้เขาได้รับรางวัลตามที่ควรได้ในที่สุด)
.
⌛✨💖 นิทานพี่น้องกริมม์: การต่อรองอันดีงาม 💖✨⌛