‘เงินบำนาญ’ หลักประกันสำคัญของคนทำงานที่ใฝ่ฝันอยากมีชีวิตหลังเกษียณอย่างมั่นคง แต่ในวันที่โลกเผชิญทั้งเศรษฐกิจผันผวน การก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย และรูปแบบงานยุคใหม่ที่ไม่เหมือนเดิม ระบบบำนาญทั่วโลกกำลังเจอบททดสอบครั้งใหญ่ว่ายังรองรับอนาคตได้จริงหรือไม่
ร่วมหาคำตอบว่าทำไมบางประเทศถึงได้เกรด A และประเทศไทยต้องปรับโครงสร้างอย่างไรเพื่อให้คนเกษียณรอดพ้นจากความยากจน
ภาพรวมระบบบำนาญโลก
รายงานระบุว่า อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องบวกกับอายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้น กำลังสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อความยั่งยืนทางการเงินของระบบบำนาญทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม ภาพรวมระบบบำนาญทั่วโลกมีสัญญาณการปรับตัวดีขึ้น โดยคะแนนเฉลี่ยรวมของดัชนีเพิ่มขึ้น 1.1 จุด จากปี 2025
รายงานเปิดเผย 6 ประเทศที่มีดัชนีระบบบำนาญ เกรด A ของโลก (คะแนนรวมมากกว่า 80 คะแนน) ได้แก่ เนเธอร์แลนด์ (85.8), เดนมาร์ก (84.1), ไอซ์แลนด์ (84.0), สิงคโปร์ (82.0), อิสราเอล (81.9) และออสเตรเลีย (80.6) ซึ่งก้าวขึ้นมารับเกรด A เป็นครั้งแรกในปีนี้
เมื่อเจาะลงไปในแต่ละมิติของดัชนี พบประเทศที่ได้คะแนนสูงสุดในแต่ละมิติย่อย ดังนี้
ด้านความเพียงพอ (Adequacy) : คูเวต ได้คะแนนสูงสุดที่ 88.3 คะแนน
ด้านความยั่งยืน (Sustainability) : เดนมาร์ก ได้คะแนนสูงสุดที่ 84.8 คะแนน
ด้านธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือ (Integrity) : ฟินแลนด์ ได้คะแนนสูงสุดที่ 90.5 คะแนน
สำรวจดัชนีทั่วเอเชีย
ขณะที่ดัชนีระบบบำนาญของประเทศในแถบเอเชียและอาเซียน นอกจาก ‘สิงคโปร์’ ที่ได้เกรด A เพียงที่เดียวและคะแนนสูงเป็นอันดับ 4 ของโลก สามารถแบ่งคะแนนตามเกรดได้ดังนี้
กลุ่มเกรด B (คะแนน 70-79 คะแนน)
ซาอุดีอาระเบีย : 73.2 คะแนน (อันดับ 12 ของโลก)
คูเวต : 72.9 คะแนน (อันดับ 13 ของโลก)
ฮ่องกง (Hong Kong SAR) : 71.2 คะแนน (อันดับ 17 ของโลก)
กลุ่มเกรด C+ (คะแนน 60-69 คะแนน)
โอมาน : 69.9 คะแนน (อันดับ 21 ของโลก)
กาตาร์ : 66.0 คะแนน (อันดับ 28 ของโลก)
คาซัคสถาน : 64.8 คะแนน (อันดับ 29 ของโลก)
มาเลเซีย : 61.1 คะแนน (อันดับ 35 ของโลก)
จีน : 60.6 คะแนน (อันดับ 36 ของโลก) ขยับขึ้นมาจากเกรด C ในปี 2025 จากการเพิ่มบำนาญขั้นต่ำและการปรับปรุงธรรมาภิบาล
กลุ่มเกรด C (คะแนน 50-59 คะแนน)
ไต้หวัน : 59.7 คะแนน (อันดับ 37 ของโลก)
ญี่ปุ่น : 58.0 คะแนน (อันดับ 39 ของโลก)
เกาหลีใต้ : 56.4 คะแนน (อันดับ 45 ของโลก)
เวียดนาม : 54.6 คะแนน (อันดับ 47 ของโลก)
ไทย : 52.2 คะแนน (อันดับ 49 ของโลก)
อินโดนีเซีย : 50.7 คะแนน (อันดับ 50 ของโลก)
กลุ่มเกรด D (คะแนนต่ำกว่า 50 คะแนน)
ฟิลิปปินส์ : 49.2 คะแนน (อันดับ 52 ของโลก)
อินเดีย : 46.8 คะแนน (อันดับ 53 ของโลก)
ความต่าง 6 ประเทศอาเซียน
เมื่อเจาะลึกลงไปใน 6 ประเทศอาเซียนที่มีการให้คะแนนดัชนีบำนาญ ปี 2026 พบผลที่น่าสนใจดังนี้
สิงคโปร์ (เกรด A – 82.0 คะแนน) : บริหารจัดการผ่านกองทุน Central Provident Fund (CPF) ที่ครอบคลุมแรงงานและผู้อยู่อาศัยถาวร โดยกำหนดให้ถอนเงินไปใช้ด้านที่อยู่อาศัยและการแพทย์ได้บางส่วน ขณะที่เงินส่วนใหญ่จะถูกล็อกไว้จ่ายเป็นรายได้ตลอดชีวิตผ่านระบบ CPF Life มีจุดแข็งโดดเด่นระดับโลกด้านธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล (90.4 คะแนน)
มาเลเซีย (เกรด C+ – 61.1 คะแนน) : พึ่งพากองทุน Employee Provident Fund (EPF) เป็นหลัก มีสินทรัพย์บำนาญต่อ GDP ในระดับที่ดี และมีโครงสร้างการกำกับดูแลที่เข้มแข็ง
เวียดนาม (เกรด C – 54.6 คะแนน) : โดดเด่นด้านความเพียงพอของเงินบำนาญ (59.6 คะแนน) ซึ่งสูงกว่าไทยและอินโดนีเซีย แต่มีจุดอ่อนร้ายแรงในด้านความยั่งยืนทางการเงินระยะยาว (37.8 คะแนน) เนื่องจากระบบกองทุนบำนาญภาคเอกชนยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น
ไทย (เกรด C – 52.2 คะแนน) : แม้คะแนนรวมจะเพิ่มขึ้นจาก 50.6 คะแนนในปี 2025 แต่ยังมีข้อจำกัดสำคัญในมิติด้านความเพียงพอ (48.2 คะแนน) และความยั่งยืน (45.2 คะแนน)
อินโดนีเซีย (เกรด C – 50.7 คะแนน) : มีระบบประกันสังคมภาคบังคับ แต่ได้คะแนนมิติด้านความเพียงพอต่ำที่สุดในอาเซียน (39.7 คะแนน)
ฟิลิปปินส์ (เกรด D – 49.2 คะแนน) : แม้จะทำคะแนนด้านความยั่งยืนได้ดี (63.9 คะแนน) แต่คะแนนธรรมาภิบาลและการกำกับดูแล ต่ำที่สุดในภูมิภาค (35.7 คะแนน)
โจทย์สำคัญ ระบบบำนาญ
รายงาน MCGPI 2026 ชี้ให้เห็นว่า ระบบบำนาญและการสร้างรายได้หลังการเกษียณทั่วโลกกำลังเผชิญกับจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ จากปัจจัยกดดันเชิงโครงสร้างประชากรและวิถีการทำงานที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
1. วิกฤตโครงสร้างประชากร (Demographic Shift & Longevity Trap)
อัตราการเจริญพันธุ์ที่ลดลงอย่างต่อเนื่องทั่วโลก ควบคู่กับอายุขัยเฉลี่ยของประชากรที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังสร้างภาระทางการเงินและความท้าทายมหาศาลต่อความยั่งยืนระยะยาวของระบบบำนาญ
การเพิ่มขึ้นของประชากรสูงอายุทำให้สัดส่วนแรงงานวัยทำงานต่อผู้สูงเกษียณลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ระบบบำนาญแบบจ่ายตามเก็บ (Pay-as-you-go) และกองทุนบำนาญของรัฐบาลหลายประเทศต้องตกอยู่ในภาวะตึงตัวทางการเงินอย่างหนัก
2. เกณฑ์อายุเกษียณเดิมใช้ไม่ได้ผล (Outdated Traditional Retirement Age)
เกณฑ์อายุเกษียณแบบดั้งเดิมที่กำหนดไว้ ณ อายุ 60 หรือ 65 ปี เริ่มไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมยุคปัจจุบันที่ผู้คนมีอายุยืนยาวและมีสุขภาพแข็งแรงขึ้นอย่างมาก
การยึดติดกับเกณฑ์อายุเกษียณเดิมโดยไม่มีการปรับเปลี่ยน ทำให้ระยะเวลาที่ผู้สูงอายุต้องพึ่งพารายได้บำนาญยาวนานขึ้นกว่าในอดีต ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงที่เงินออมหลังเกษียณจะหมดลงก่อนสิ้นอายุขัย
3. รูปแบบการทำงานที่เปลี่ยนไปและการเติบโตของ Gig Work (Evolving Work Patterns)
เส้นแบ่งระหว่าง “ชีวิตการทำงาน” และ “การเกษียณอายุ” เริ่มเลือนรางลงอย่างเห็นได้ชัด
จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของแรงงานอิสระ (Gig Workers), งานพาร์ตไทม์ และการทำงานแบบยืดหยุ่น ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้มักเข้าไม่ถึงระบบบำนาญภาคบังคับของนายจ้าง
รายงานจึงย้ำว่า ความยืดหยุ่นในระบบบำนาญไม่ใช่สิ่งเลือกได้อีกต่อไป (Flexibility is no longer optional) แต่เป็นสิ่งจำเป็นที่ต้องปรับปรุง ทั้งในมิติของช่วงเวลาการเข้าถึงรายได้บำนาญ โครงสร้างผลิตภัณฑ์ทางการเงิน และการรองรับผู้สูงอายุที่ยังคงทำงานในบางรูปแบบหลังวัยเกษียณ
เจาะลึกมุมมองระบบบำนาญ
จากข้อมูลทั้งหมดที่นำเสนอไป หลาย ๆ คนที่อ่านมาถึงตรงนี้ อาจอยากทราบมุมมองของผู้ที่ทำการสำรวจและรายงานดัชนีดังกล่าวว่า ประเทศที่เป็นอันดับต้น ๆ ในดัชนี ทำอย่างไร มีระบบบำนาญเป็นอย่างไร และสำหรับประเทศไทยเอง ยังมีจุดไหนในระบบบำนาญที่ต้องไปพัฒนาต่อ
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้มีโอกาสถามเพิ่มเติมจาก Tim Jenkins, Partner ของ Marsh People and Investments และเป็นผู้เขียนหลักของรายงานดัชนีเงินบำนาญโลก Marsh CFA Institute Global Pension Index (MCGPI) ประจำปี 2026 ถึงมุมมองของระบบบำนาญ ทั้งของไทย และประเทศอื่น ๆ ที่น่าสนใจ
เหตุผล เนเธอร์แลนด์-เดนมาร์ก เบอร์ 1-2 โลก
ประเด็นแรกที่น่าสนใจ คือ การที่เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์ก ได้รับการจัดอันดับดัชนีบำนาญ สูงเป็นอันดับ 1 และ 2 ของโลก โดยมีคะแนน 85.8 และ 84.1 คะแนนตามลำดับ
Tim ให้ข้อมูลว่า เนเธอร์แลนด์และเดนมาร์ก ครองอันดับหนึ่งร่วมกัน เพราะพิสูจน์แล้วว่าจ่ายเงินดูแลคนแก่ได้จริง ระบบการเงินมั่นคงไม่เสี่ยงล้มละลาย และมีความโปร่งใสตรวจสอบได้สูง ขณะที่คนแก่ที่ไม่มีรายได้ จะได้รับเงินช่วยเหลือขั้นต่ำที่เพียงพอต่อการดำรงชีวิตจริง
นอกจากนี้ สัดส่วนเงินบำนาญที่ได้รับต่อเดือนถือว่าสูงเมื่อเทียบกับเงินเดือนตอนยังทำงาน ทำให้หยุดทำงานแล้วไม่กระทบต่อคุณภาพชีวิต และลูกจ้างส่วนใหญ่มีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพหรือบำนาญของบริษัทรองรับ และมีเงินสะสมในกองทุนรวมกันเป็นก้อนใหญ่มาก เมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจของประเทศ
เบื้องหลัง ‘สิงคโปร์’ เกรด A หนึ่งเดียวในอาเซียน
สิงคโปร์ เป็นประเทศเดียวในแถบเอเชีย ที่ได้รับดัชนีบำนาญเกรด A และมีอันดับสูงถึงที่ 4 ของโลก
ระบบบำนาญไทยพร้อมแค่ไหน ? เปิดผลจัดอันดับโลกและ 4 โจทย์ที่ต้องเร่งแก้
จากการเติบโตอย่างรวดเร็วของแรงงานอิสระ (Gig Workers), งานพาร์ตไทม์ และการทำงานแบบยืดหยุ่น ซึ่งแรงงานกลุ่มนี้มักเข้าไม่ถึงระบบบำนาญภาคบังคับของนายจ้าง