รักชนก เดือด ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คุมสภา-องค์กรอิสระ ริบอำนาจปธ.กมธ. ถามกะจะไม่ให้ใครตรวจสอบพวกตัวเอง? https://www.matichon.co.th/politics/news_5958843
.
.
รักชนก เดือด ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คุมสภา-องค์กรอิสระ ริบอำนาจปธ.กมธ. ถามกะจะไม่ให้ใครตรวจสอบพวกตัวเอง?
.
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
อำนาจสภาวุฒิสภา สว. – คุณก็คุมเสียงข้างมากได้
.
อำนาจสภาผู้แทนราษฎร สส. – คุณก็คุมเสียงข้างมากได้
.
อำนาจนิติบัญญัติ – คุณอยากจะเอาราษฎรอะไรเข้าพิจารณารัฐบาลเลือกได้หมด สภาลัดคิวให้ก่อน จะผ่านราษฎรอะไรก็ผ่านได้เพราะมีเสียงข้างมาก การบริหารจัดการงานสภาอำนาจประธานสภาก็คนของรัฐบาล
.
อำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน ควบคุมความเป็นไปของระบบราชการ ออกกฎหมาย/กฎระเบียบ บริหารงบประมาณแผ่นดินปีละ 4 ล้านล้าน เงินนอกงบประมาณปีละ 10 ล้านล้าน – อำนาจทั้งหมดล้วนอยู่ในมือ เพราะเป็นอำนาจโดยตรงของคนเป็นรัฐบาล
.
อำนาจองค์กรอิสระ ที่ใช้ตรวจสอบถ่วงดุลทั้งหมด – คุณก็คุมได้หมด เพราะครึ่งค่อนองค์กร กกต. ,ป.ป.ช. ,คตง.(สตง.), ศาลรัฐธรรมนูญ, อัยการสูงสุด และอีกหลายองค์กร สว. เลือกมากับมือ และในอนาคตก็จะถูกเปลี่ยนถ่ายเป็นคนของสีน้ำเงินทั้งหมด
.
กลไกท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น เครือข่ายท้องถิ่น – คุณก็เลี้ยงดูปูเสื่อจนหาคนแตกแถวได้ยากยิ่ง
.
อำนาจบนแผ่นดินนี้ ไม่ว่าอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน หรืออำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุล ล้วนอยู่ในมือสีน้ำเงิน
.
ทุกวันนี้องค์กรตรวจสอบทั้งหมด เสมือนมีไว้เพื่อปกป้องเฉพาะสีน้ำเงิน แต่มุ่งทำลายสีอื่นๆให้หมดสภาพ สิ้นซาก
.
ในมือฝ่ายค้าน ก็มีแค่กลไกกรรมาธิการตรวจสอบ จากทั้งหมด 35 คณะ พรรคประชาชนเป็นประธานเพียง 9 คณะ ซึ่งอำนาจไม่ได้มากมาย ทำได้แค่เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงและขอเอกสาร ไม่มีอำนาจในการให้คุณหรือลงโทษใดใด ทั้งสิ้น
.
อำนาจเล็กๆน้อยๆแค่นี้ ก็ยังจะเอาเหรอ จะเอาทุกอย่าง จะเอาทุกอำนาจที่มีบนแผ่นดินนี้ไปเป็นของพวกตัวเองให้หมดให้ได้เลยเหรอ กะจะไม่ให้ใครในประเทศนี้ตรวจสอบพวกตัวเองได้เลยใช่ไหม? ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆเหรอ ?
.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ น.ส.รักชนก ได้โพสต์ข้อความระบุว่า
.
ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ เหรอ จะตัดทุกอำนาจตรวจสอบ บิดเบือนกลไกการถ่วงดุล บิดเบือนกฎหมายแค่เพียงเพราะไม่อยากให้รัฐบาสีน้ำเงินถูกเล่นงาน จะอยู่กันแบบนี้จริงๆหรือ ?
.
ล่าสุด ประธานสภาฯ โสภณ ซารัมย์ เพื่อนรุ่นเดียวกับ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งพ่อประธานสภาเป็นลูกน้องปู่ชัย เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแน่นแฟ้น วันนี้เรียกประชุมฝ่ายเลขาสภาเพื่อวางกรอบเข้มห้ามประธาน กมธ. ใช้อำนาจเรียก-บรรจุวาระ ต้องอาศัยมติที่ประชุมเท่านั้น
.
ประชาชนที่ไม่ได้ทราบกลไกสภาฟังเผินๆ เหมือนไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน แต่อยากให้ท่านทราบไว้ นี้คือความพยายามจะจำกัดอำนาจตรวจสอบของฝ่ายค้านที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย ให้มันเล็กลงอีก ถึงที่สุดคือฝ่ายค้านแทบจะทำการตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย
.
สิ่งที่ดิฉันตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสุดท้ายก็เกิดขึ้นจริง หนังสือที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส่งให้ประธานสภาพิจารณาเพื่อลด อำนาจประธาน กมธ. เพราะไม่พอใจที่ กมธ.ติดตามงบ ตรวจสอบโครงการ THAi passpot ร่วมกับ กมธ. กฎหมาย และ ไม่พอใจที่จะมีการเรียก สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ชี้แจงใน กมธ. จนประธานเรียกประชุมประธาน 35 คณะ และวันนี้ก็ออกหนังสือมาเป็นเรื่องเป็นราว
.
อยากกำจัดประธาน กมธ. ไม่กี่คน ก็เลยจุดไฟเผาสภา เผาอำนาจตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติทิ้ง บิดเบือนทุกหลักการ บิดเบือนกฎหมาย แล้วตีความทุกอย่างตามอำเภอใจ
.
ถ้าเอาหลังพิงกฎหมายจริงๆ
อำนาจของคณะกรรมาธิการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดไว้ใน มาตรา 129 ซึ่งบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ หรือเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิใช่สมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ในหน้าที่ของสภา
.
โดยการมีกรอบการใช้อำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภา
ข้อ 90 ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นสามสิบห้าคณะ แต่ละคณะประกอบด้วย กรรมาธิการมีจำนวนสิบห้าคน โดยให้มีหน้าที่และอำนาจ ตามที่กำหนด
ข้อ 93 การประชุมคณะกรรมาธิการ ให้นำข้อบังคับนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับการประชุมมาใช้บังคับ โดยอนุโลม : โดยอนุโลม หมายถึง ให้ตีความใช้ได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายหรือข้อบัญญัติอื่นๆ
.
จึงต้องไปดูที่ วิธีการประชุม
ข้อ 22 ในกรณีที่ประธานสภาเห็นสมควรจะบรรจุเรื่องใดเพิ่มเติมในระเบียบวาระการประชุม อีกก็ได้ แต่ต้องก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน และให้ดำเนินการตามข้อ 21 เว้นแต่เป็นเอกสารลับ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานสภากำหนด
.
ข้อ 23 การจัดระเบียบวาระการประชุม ให้จัดลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) กระทู้ถาม (2) เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม (3) รับรองรายงานการประชุม (4) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว (5) เรื่องที่ค้างพิจารณา (6) เรื่องที่เสนอใหม่ (7) เรื่องอื่น ๆ ในกรณีที่ประธานสภาเห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วน จะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระ การประชุมก็ได้แต่จะจัดไว้ก่อนเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วไม่ได้
.
ถ้าหากตีความอย่างเคร่งครัดตามตัวบทกฎหมาย อำนาจในการบรรจุวาระการประชุม เป็นอำนาจของประธานสภา ดังนั้น ข้อบังคับการประชุมสภาจึงให้อำนาจประธาน กมธ. ใช้อำนาจในลักษณะเดียวกัน แล้วสภาก่อนหน้านี้มีมา 26ชุด ทุกชุดก็ใช้อำนาจในลักษณะนี้มาโดยตลอด ไม่มีสภาชุดไหนที่อยู่ดีดีประธานสภาก็คิดอยากลดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ จนเรามาเจอระบอบสีน้ำเงิน
.
ซึ่งการออกระเบียบเช่นนี้จะทำให้การทำงานใน กมธ. สามัญ และ วิสามัญ ทุกชุดไม่เว้นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลทุกคนจะเจอปัญหาหมด
.
1) ประธานสภาไม่เข้าใจ อำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภา กับอำนาจตาม พรบ.อำนาจเรียกฯ หากจะใช้ พรบ.อำนาจเรียก ประธานไม่สามารถใช้ได้ตามอำนาจตามอำเภอใจได้อยู่แล้ว ต้องขอเป็นมติที่ประชุมเท่านั้น สิ่งนี้บรรจุไว้แล้วในกฎหมาย พรบ.อำนาจเรียกไม่เคยมีใครละเมิด จะกมธ.ติดตามงบ หรือ กมธ.กฎหมาย ทุกครั้งที่ใช้ พรบ. อำนาจเรียกฯ จะต้องโหวตทีละคน แต่การบรรจุวาระการประชุม การเชิญผู้ชี้แจงและการเรียกเอกสาร ควรเป็นอำนาจของประธาน ซึ่งมันชัดเจนแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมสภาข้างต้น
.
2) ตั้งแต่เริ่มแรก แบ่งโควต้าประธานให้แต่ละพรรคตามสัดส่วนชัดเจน แล้วแต่ละคนก็ไปบริหาร กมธ. ของตนเอง ซึ่งการทำงานใน กมธ. ทุกคนจากทุกพรรคต้องคุยกันเพื่อให้งานราบรื่นอยู่แล้วเป็นปกติ เหมือนการประชุมสภานั่นแหละ ที่จะบรรจุอะไรเป็นอำนาจประธานก็จริง แต่วิปฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลก็สามารถหารือเพื่อเสนอความคิดเห็นได้ แต่ตอนนี้ประธานสภาต้องการให้อำนาจทั้งหมดกลับไปเป็นอำนาจเสียงข้างมาก หมายถึง ต่อจากนี้ถ้าไม่อยากให้ กมธ. ไหนประชุมเพื่อตรวจสอบเรื่องอะไร ก็เพียงแต่ให้ สส. ฝั่งรัฐบาลรวมหัวกันคว่ำ วอล์กเอาต์ ไม่มาประชุม แล้วทุกอย่างก็จะหยุดชะงัก เป็นการทำให้อำนาจประธานต่อไป เป็นการริบโควต้าประธาน กมธ. ฝ่ายค้านโดยละมุนละม่อม
.
3) หากบิดเบือนกฎหมายตามอำเภอใจเช่นนี้ สุดท้ายงานกรรมาธิการไม่ว่าประธานมาจากฝ่ายไหน ชุดสามัญหรือวิสามัญ ทุกคนจะเจอปัญหาหมด ถ้าทุกครั้งต้องมีมติก่อนถึงจะประชุมได้ แปลว่าถ้ามีการหยุดประชุมไปสักระยะนึง ด้วยเหตุว่าติดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือติดช่วงปิดสมัยประชุม จะไม่สามารถเรียกกลับมาประชุมได้อีกเลย เพราะประธานบรรจุวาระไม่ได้ ต้องขอมติก่อน เมื่อหยุดยาวก็ไม่รู้ว่าจะประชุมอีกเมื่อไหร่แล้วจะขอมติอย่างไร แม้มีแนวทางในเรื่องนี้ แต่ฝ่ายเลขาก็จะกลัวที่จะทำผิดระเบียบ จนกระทบการทำงานในที่สุด
.
4) เรื่องนี้ไม่ใช่อะไรอื่น ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการตัดแขนตัดขาฝ่ายค้าน ตัดอำนาจตรวจสอบ คุมองค์กรอิสระได้ก็ยังไม่พอใจ อำนาจเล็กๆอย่าง ประธาน กมธ. ก็จะเอาให้หมด
.
ศุภชัยเสิร์ฟ โสภณเซต และนิกรตบ ใช่ค่ะ นอกจากทั้งหมดด้านบนตอนนี้นายนิกร จำนง สส.ภูมิใจไทย ได้ยื่นร่างข้อบังคับประชุมสภา ซึ่งดิฉันเรียกย่อๆว่า ฉบับทำลายอำนาจประธาน กมธ. เข้ามาสู่สภาและบรรจุวาระรอพิจารณาแล้ว
.
ในมือฝ่ายค้าน ก็มีแค่กลไกกรรมาธิการตรวจสอบ จากทั้งหมด 35คณะ พรรคประชาชนเป็นประธานเพียง 9คณะ ซึ่งอำนาจไม่ได้มากมาย ทำได้แค่เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงและขอเอกสาร ไม่มีอำนาจในการให้คุณหรือลงโทษใดใดทั้งสิ้น แค่นี้ก็ยังจะเอา จะเอาทุกอย่าง จะเอาทุกอำนาจที่มีในประเทศนี้ ไปเป็นของพวกตัวเองให้หมดเลยใช่ไหม ?
.
https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/pfbid02QgrRNALJjbSnausAQDTCWRC985LgAx4SdEbDJjDNbaGk6nTGn37FJeJ1faFUFjNjl
.
https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/pfbid0qmCs5YgH6vWb53Yz4WX8ET1fvJ8LZSuP7434twQxvZQZL9WPguf1YUWYnKKSZi3Yl
.
.
ชาวไร่อ้อย โอดต้นทุนตัดอ้อยสดพุ่ง ค่าแรง-น้ำมันแพง วอนรัฐหนุนรถตัด-ออกมาตรการก่อนเปิดหีบ หวั่นเกษตรกรแบกภาระไม่ไหวจนเลิกปลูก
https://www.matichon.co.th/economy/news_5958724
.
ชาวไร่อ้อย โอดต้นทุนตัดอ้อยสดพุ่ง ค่าแรง-น้ำมัน-ค่าปุ๋ยแพง วอนรัฐหนุนรถตัด-ออกมาตรการก่อนเปิดหีบ หวั่นเกษตรกรแบกภาระไม่ไหวจนเลิกปลูก
.
นาย
ปราโมทย์ จันทรเสนา คณะทำงานควบคุม ประจำโรงงานเกษตรผล กล่าวว่า นโยบายส่งเสริมการตัดอ้อยสดเพิ่มภาระต้นทุนให้ชาวไร่ โดยเฉพาะช่วงน้ำมันแพงและพื้นที่ที่ขาดแรงงานหรือเครื่องจักร หากเป็นอ้อยใหม่ ค่าแรงตัดอยู่ที่ประมาณ 250-300 บาทต่อตัน ส่วนอ้อยตอสั้นบางแปลงสูงถึง 400-500 บาทต่อตัน เพราะคนงานตัดเป็นลำและคิดค่าจ้างตามน้ำหนัก ขณะที่แปลงอ้อยล้มหรืออ้อยตอสั้นยิ่งตัดยากและใช้เวลามากขึ้น
.
ขณะที่การสนับสนุนเครื่องจักรยังไม่เพียงพอ โดยพื้นที่อุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียงยังพึ่งพาแรงงานคนเป็นหลัก รถตัดอ้อยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นของชาวไร่เอง ส่วนโรงงานเกษตรสมบูรณ์มีรถตัดเพียง 18 คัน ไม่เพียงพอกับปริมาณอ้อยเข้าหีบประมาณ 2.2 ล้านตัน จึงเสนอให้โรงงานลงทุนจัดหารถตัดเพิ่มเติม แล้วให้ชาวไร่เช่าใช้และจ่ายค่าบริการตามจริง แทนการผลักภาระให้เกษตรกรลงทุนซื้อเครื่องจักรเอง
JJNY : รักชนกเดือด ถามกะไม่ให้ใครตรวจสอบพวกตัวเอง?│ชาวไร่อ้อยโอดต้นทุนตัดอ้อยสดพุ่ง│ส.ซาเล้งโวย E-waste│42 จว.ฝนฟ้าคะนอง
.
รักชนก เดือด ‘ระบอบสีน้ำเงิน’ คุมสภา-องค์กรอิสระ ริบอำนาจปธ.กมธ. ถามกะจะไม่ให้ใครตรวจสอบพวกตัวเอง?
.
เมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน น.ส.รักชนก ศรีนอก ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน โพสต์ข้อความผ่านเพจเฟซบุ๊ก ระบุว่า
.
อำนาจสภาวุฒิสภา สว. – คุณก็คุมเสียงข้างมากได้
.
อำนาจสภาผู้แทนราษฎร สส. – คุณก็คุมเสียงข้างมากได้
.
อำนาจนิติบัญญัติ – คุณอยากจะเอาราษฎรอะไรเข้าพิจารณารัฐบาลเลือกได้หมด สภาลัดคิวให้ก่อน จะผ่านราษฎรอะไรก็ผ่านได้เพราะมีเสียงข้างมาก การบริหารจัดการงานสภาอำนาจประธานสภาก็คนของรัฐบาล
.
อำนาจการบริหารราชการแผ่นดิน ควบคุมความเป็นไปของระบบราชการ ออกกฎหมาย/กฎระเบียบ บริหารงบประมาณแผ่นดินปีละ 4 ล้านล้าน เงินนอกงบประมาณปีละ 10 ล้านล้าน – อำนาจทั้งหมดล้วนอยู่ในมือ เพราะเป็นอำนาจโดยตรงของคนเป็นรัฐบาล
.
อำนาจองค์กรอิสระ ที่ใช้ตรวจสอบถ่วงดุลทั้งหมด – คุณก็คุมได้หมด เพราะครึ่งค่อนองค์กร กกต. ,ป.ป.ช. ,คตง.(สตง.), ศาลรัฐธรรมนูญ, อัยการสูงสุด และอีกหลายองค์กร สว. เลือกมากับมือ และในอนาคตก็จะถูกเปลี่ยนถ่ายเป็นคนของสีน้ำเงินทั้งหมด
.
กลไกท้องถิ่น ผู้นำท้องถิ่น เครือข่ายท้องถิ่น – คุณก็เลี้ยงดูปูเสื่อจนหาคนแตกแถวได้ยากยิ่ง
.
อำนาจบนแผ่นดินนี้ ไม่ว่าอำนาจบริหารราชการแผ่นดิน หรืออำนาจในการตรวจสอบถ่วงดุล ล้วนอยู่ในมือสีน้ำเงิน
.
ทุกวันนี้องค์กรตรวจสอบทั้งหมด เสมือนมีไว้เพื่อปกป้องเฉพาะสีน้ำเงิน แต่มุ่งทำลายสีอื่นๆให้หมดสภาพ สิ้นซาก
.
ในมือฝ่ายค้าน ก็มีแค่กลไกกรรมาธิการตรวจสอบ จากทั้งหมด 35 คณะ พรรคประชาชนเป็นประธานเพียง 9 คณะ ซึ่งอำนาจไม่ได้มากมาย ทำได้แค่เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงและขอเอกสาร ไม่มีอำนาจในการให้คุณหรือลงโทษใดใด ทั้งสิ้น
.
อำนาจเล็กๆน้อยๆแค่นี้ ก็ยังจะเอาเหรอ จะเอาทุกอย่าง จะเอาทุกอำนาจที่มีบนแผ่นดินนี้ไปเป็นของพวกตัวเองให้หมดให้ได้เลยเหรอ กะจะไม่ให้ใครในประเทศนี้ตรวจสอบพวกตัวเองได้เลยใช่ไหม? ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆเหรอ ?
.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนหน้านี้ น.ส.รักชนก ได้โพสต์ข้อความระบุว่า
.
ประเทศเราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ เหรอ จะตัดทุกอำนาจตรวจสอบ บิดเบือนกลไกการถ่วงดุล บิดเบือนกฎหมายแค่เพียงเพราะไม่อยากให้รัฐบาสีน้ำเงินถูกเล่นงาน จะอยู่กันแบบนี้จริงๆหรือ ?
.
ล่าสุด ประธานสภาฯ โสภณ ซารัมย์ เพื่อนรุ่นเดียวกับ เนวิน ชิดชอบ ซึ่งพ่อประธานสภาเป็นลูกน้องปู่ชัย เรียกได้ว่ามีความสัมพันธ์ลึกซึ้งแน่นแฟ้น วันนี้เรียกประชุมฝ่ายเลขาสภาเพื่อวางกรอบเข้มห้ามประธาน กมธ. ใช้อำนาจเรียก-บรรจุวาระ ต้องอาศัยมติที่ประชุมเท่านั้น
.
ประชาชนที่ไม่ได้ทราบกลไกสภาฟังเผินๆ เหมือนไม่เกี่ยวอะไรกับท่าน แต่อยากให้ท่านทราบไว้ นี้คือความพยายามจะจำกัดอำนาจตรวจสอบของฝ่ายค้านที่มีอยู่เพียงเล็กน้อย ให้มันเล็กลงอีก ถึงที่สุดคือฝ่ายค้านแทบจะทำการตรวจสอบอะไรไม่ได้เลย
.
สิ่งที่ดิฉันตั้งข้อสังเกตไว้เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาสุดท้ายก็เกิดขึ้นจริง หนังสือที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส่งให้ประธานสภาพิจารณาเพื่อลด อำนาจประธาน กมธ. เพราะไม่พอใจที่ กมธ.ติดตามงบ ตรวจสอบโครงการ THAi passpot ร่วมกับ กมธ. กฎหมาย และ ไม่พอใจที่จะมีการเรียก สส.สุชาดา ซาง แทนทรัพย์ ชี้แจงใน กมธ. จนประธานเรียกประชุมประธาน 35 คณะ และวันนี้ก็ออกหนังสือมาเป็นเรื่องเป็นราว
.
อยากกำจัดประธาน กมธ. ไม่กี่คน ก็เลยจุดไฟเผาสภา เผาอำนาจตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติทิ้ง บิดเบือนทุกหลักการ บิดเบือนกฎหมาย แล้วตีความทุกอย่างตามอำเภอใจ
.
ถ้าเอาหลังพิงกฎหมายจริงๆ
อำนาจของคณะกรรมาธิการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งกำหนดไว้ใน มาตรา 129 ซึ่งบัญญัติให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภามีอำนาจเลือกสมาชิกของแต่ละสภาตั้งเป็นคณะกรรมาธิการสามัญ หรือเลือกบุคคลผู้เป็นสมาชิกหรือมิใช่สมาชิกตั้งเป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญ เพื่อพิจารณา สอบหาข้อเท็จจริง หรือศึกษาเรื่องใดๆ ในหน้าที่ของสภา
.
โดยการมีกรอบการใช้อำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภา
ข้อ 90 ให้สภาตั้งคณะกรรมาธิการสามัญขึ้นสามสิบห้าคณะ แต่ละคณะประกอบด้วย กรรมาธิการมีจำนวนสิบห้าคน โดยให้มีหน้าที่และอำนาจ ตามที่กำหนด
ข้อ 93 การประชุมคณะกรรมาธิการ ให้นำข้อบังคับนี้เฉพาะที่เกี่ยวกับการประชุมมาใช้บังคับ โดยอนุโลม : โดยอนุโลม หมายถึง ให้ตีความใช้ได้โดยไม่ขัดต่อกฎหมายหรือข้อบัญญัติอื่นๆ
.
จึงต้องไปดูที่ วิธีการประชุม
ข้อ 22 ในกรณีที่ประธานสภาเห็นสมควรจะบรรจุเรื่องใดเพิ่มเติมในระเบียบวาระการประชุม อีกก็ได้ แต่ต้องก่อนวันประชุมไม่น้อยกว่าหนึ่งวัน และให้ดำเนินการตามข้อ 21 เว้นแต่เป็นเอกสารลับ ให้เป็นไปตามระเบียบที่ประธานสภากำหนด
.
ข้อ 23 การจัดระเบียบวาระการประชุม ให้จัดลำดับ ดังต่อไปนี้ (1) กระทู้ถาม (2) เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม (3) รับรองรายงานการประชุม (4) เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว (5) เรื่องที่ค้างพิจารณา (6) เรื่องที่เสนอใหม่ (7) เรื่องอื่น ๆ ในกรณีที่ประธานสภาเห็นว่าเรื่องใดเป็นเรื่องด่วน จะจัดไว้ในลำดับใดของระเบียบวาระ การประชุมก็ได้แต่จะจัดไว้ก่อนเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วไม่ได้
.
ถ้าหากตีความอย่างเคร่งครัดตามตัวบทกฎหมาย อำนาจในการบรรจุวาระการประชุม เป็นอำนาจของประธานสภา ดังนั้น ข้อบังคับการประชุมสภาจึงให้อำนาจประธาน กมธ. ใช้อำนาจในลักษณะเดียวกัน แล้วสภาก่อนหน้านี้มีมา 26ชุด ทุกชุดก็ใช้อำนาจในลักษณะนี้มาโดยตลอด ไม่มีสภาชุดไหนที่อยู่ดีดีประธานสภาก็คิดอยากลดอำนาจฝ่ายนิติบัญญัติ จนเรามาเจอระบอบสีน้ำเงิน
.
ซึ่งการออกระเบียบเช่นนี้จะทำให้การทำงานใน กมธ. สามัญ และ วิสามัญ ทุกชุดไม่เว้นฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลทุกคนจะเจอปัญหาหมด
.
1) ประธานสภาไม่เข้าใจ อำนาจตามข้อบังคับการประชุมสภา กับอำนาจตาม พรบ.อำนาจเรียกฯ หากจะใช้ พรบ.อำนาจเรียก ประธานไม่สามารถใช้ได้ตามอำนาจตามอำเภอใจได้อยู่แล้ว ต้องขอเป็นมติที่ประชุมเท่านั้น สิ่งนี้บรรจุไว้แล้วในกฎหมาย พรบ.อำนาจเรียกไม่เคยมีใครละเมิด จะกมธ.ติดตามงบ หรือ กมธ.กฎหมาย ทุกครั้งที่ใช้ พรบ. อำนาจเรียกฯ จะต้องโหวตทีละคน แต่การบรรจุวาระการประชุม การเชิญผู้ชี้แจงและการเรียกเอกสาร ควรเป็นอำนาจของประธาน ซึ่งมันชัดเจนแล้ว ตามข้อบังคับการประชุมสภาข้างต้น
.
2) ตั้งแต่เริ่มแรก แบ่งโควต้าประธานให้แต่ละพรรคตามสัดส่วนชัดเจน แล้วแต่ละคนก็ไปบริหาร กมธ. ของตนเอง ซึ่งการทำงานใน กมธ. ทุกคนจากทุกพรรคต้องคุยกันเพื่อให้งานราบรื่นอยู่แล้วเป็นปกติ เหมือนการประชุมสภานั่นแหละ ที่จะบรรจุอะไรเป็นอำนาจประธานก็จริง แต่วิปฝ่ายค้านฝ่ายรัฐบาลก็สามารถหารือเพื่อเสนอความคิดเห็นได้ แต่ตอนนี้ประธานสภาต้องการให้อำนาจทั้งหมดกลับไปเป็นอำนาจเสียงข้างมาก หมายถึง ต่อจากนี้ถ้าไม่อยากให้ กมธ. ไหนประชุมเพื่อตรวจสอบเรื่องอะไร ก็เพียงแต่ให้ สส. ฝั่งรัฐบาลรวมหัวกันคว่ำ วอล์กเอาต์ ไม่มาประชุม แล้วทุกอย่างก็จะหยุดชะงัก เป็นการทำให้อำนาจประธานต่อไป เป็นการริบโควต้าประธาน กมธ. ฝ่ายค้านโดยละมุนละม่อม
.
3) หากบิดเบือนกฎหมายตามอำเภอใจเช่นนี้ สุดท้ายงานกรรมาธิการไม่ว่าประธานมาจากฝ่ายไหน ชุดสามัญหรือวิสามัญ ทุกคนจะเจอปัญหาหมด ถ้าทุกครั้งต้องมีมติก่อนถึงจะประชุมได้ แปลว่าถ้ามีการหยุดประชุมไปสักระยะนึง ด้วยเหตุว่าติดอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือติดช่วงปิดสมัยประชุม จะไม่สามารถเรียกกลับมาประชุมได้อีกเลย เพราะประธานบรรจุวาระไม่ได้ ต้องขอมติก่อน เมื่อหยุดยาวก็ไม่รู้ว่าจะประชุมอีกเมื่อไหร่แล้วจะขอมติอย่างไร แม้มีแนวทางในเรื่องนี้ แต่ฝ่ายเลขาก็จะกลัวที่จะทำผิดระเบียบ จนกระทบการทำงานในที่สุด
.
4) เรื่องนี้ไม่ใช่อะไรอื่น ไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนแต่อย่างใด เพียงแต่ต้องการตัดแขนตัดขาฝ่ายค้าน ตัดอำนาจตรวจสอบ คุมองค์กรอิสระได้ก็ยังไม่พอใจ อำนาจเล็กๆอย่าง ประธาน กมธ. ก็จะเอาให้หมด
.
ศุภชัยเสิร์ฟ โสภณเซต และนิกรตบ ใช่ค่ะ นอกจากทั้งหมดด้านบนตอนนี้นายนิกร จำนง สส.ภูมิใจไทย ได้ยื่นร่างข้อบังคับประชุมสภา ซึ่งดิฉันเรียกย่อๆว่า ฉบับทำลายอำนาจประธาน กมธ. เข้ามาสู่สภาและบรรจุวาระรอพิจารณาแล้ว
.
ในมือฝ่ายค้าน ก็มีแค่กลไกกรรมาธิการตรวจสอบ จากทั้งหมด 35คณะ พรรคประชาชนเป็นประธานเพียง 9คณะ ซึ่งอำนาจไม่ได้มากมาย ทำได้แค่เชิญผู้เกี่ยวข้องมาชี้แจงและขอเอกสาร ไม่มีอำนาจในการให้คุณหรือลงโทษใดใดทั้งสิ้น แค่นี้ก็ยังจะเอา จะเอาทุกอย่าง จะเอาทุกอำนาจที่มีในประเทศนี้ ไปเป็นของพวกตัวเองให้หมดเลยใช่ไหม ?
.
https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/pfbid02QgrRNALJjbSnausAQDTCWRC985LgAx4SdEbDJjDNbaGk6nTGn37FJeJ1faFUFjNjl
.
https://www.facebook.com/nanaicez112/posts/pfbid0qmCs5YgH6vWb53Yz4WX8ET1fvJ8LZSuP7434twQxvZQZL9WPguf1YUWYnKKSZi3Yl
.
.
ชาวไร่อ้อย โอดต้นทุนตัดอ้อยสดพุ่ง ค่าแรง-น้ำมันแพง วอนรัฐหนุนรถตัด-ออกมาตรการก่อนเปิดหีบ หวั่นเกษตรกรแบกภาระไม่ไหวจนเลิกปลูก
https://www.matichon.co.th/economy/news_5958724
.
ชาวไร่อ้อย โอดต้นทุนตัดอ้อยสดพุ่ง ค่าแรง-น้ำมัน-ค่าปุ๋ยแพง วอนรัฐหนุนรถตัด-ออกมาตรการก่อนเปิดหีบ หวั่นเกษตรกรแบกภาระไม่ไหวจนเลิกปลูก
.
นายปราโมทย์ จันทรเสนา คณะทำงานควบคุม ประจำโรงงานเกษตรผล กล่าวว่า นโยบายส่งเสริมการตัดอ้อยสดเพิ่มภาระต้นทุนให้ชาวไร่ โดยเฉพาะช่วงน้ำมันแพงและพื้นที่ที่ขาดแรงงานหรือเครื่องจักร หากเป็นอ้อยใหม่ ค่าแรงตัดอยู่ที่ประมาณ 250-300 บาทต่อตัน ส่วนอ้อยตอสั้นบางแปลงสูงถึง 400-500 บาทต่อตัน เพราะคนงานตัดเป็นลำและคิดค่าจ้างตามน้ำหนัก ขณะที่แปลงอ้อยล้มหรืออ้อยตอสั้นยิ่งตัดยากและใช้เวลามากขึ้น
.
ขณะที่การสนับสนุนเครื่องจักรยังไม่เพียงพอ โดยพื้นที่อุดรธานีและจังหวัดใกล้เคียงยังพึ่งพาแรงงานคนเป็นหลัก รถตัดอ้อยที่มีอยู่ส่วนใหญ่เป็นของชาวไร่เอง ส่วนโรงงานเกษตรสมบูรณ์มีรถตัดเพียง 18 คัน ไม่เพียงพอกับปริมาณอ้อยเข้าหีบประมาณ 2.2 ล้านตัน จึงเสนอให้โรงงานลงทุนจัดหารถตัดเพิ่มเติม แล้วให้ชาวไร่เช่าใช้และจ่ายค่าบริการตามจริง แทนการผลักภาระให้เกษตรกรลงทุนซื้อเครื่องจักรเอง