อิหร่านขู่โจมตีสายเคเบิลใต้ทะเล: ถ้าเกิดขึ้นจริง เศรษฐกิจโลกและประเทศไทยจะกระทบแค่ไหน


ภาพประกอบ: Reuters: ภาพที่ 1 เรือบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

มีข่าวต่างประเทศเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจมาก เมื่ออิหร่านส่งสัญญาณว่าอาจโจมตีสายเคเบิลสื่อสารใต้ทะเลในอ่าวเปอร์เซีย หากสหรัฐอเมริกาและอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านอีกครั้ง ฟังเผิน ๆ อาจเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ถ้ามองให้ลึกลงไป นี่เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าความขัดแย้งทางทหารในยุคนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับน้ำมันหรือเรือรบอย่างเดียวอีกต่อไป

เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2026 Reuters รายงานโดยอ้างเจ้าหน้าที่ความมั่นคงระดับสูงของอิหร่านสองคนว่า มีการเตรียมแผนโจมตีสายเคเบิลสื่อสารใต้ทะเลในภูมิภาคไว้ และหนึ่งในเจ้าหน้าที่กล่าวถึงความพยายามขัดขวางการซ่อมแซมเพื่อยืดเวลาที่ระบบขัดข้อง ก่อนหน้านั้นในวันที่ 21 ตุลาคม เจ้าหน้าที่ระดับสูงของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิหร่านก็กล่าวถึงสายเคเบิลในช่องแคบฮอร์มุซว่าอาจกลายเป็นเป้าหมายได้

ตรงนี้ต้องแยกให้ชัดว่า Reuters รายงานคำกล่าวอ้างของเจ้าหน้าที่ ไม่ได้ยืนยันว่าอิหร่านลงมือตัดสายเคเบิลแล้ว และยังไม่มีรายละเอียดแผนที่ตรวจสอบได้อย่างอิสระ

หลายคนอาจนึกว่าอินเทอร์เน็ตระหว่างประเทศส่งข้อมูลผ่านดาวเทียมเป็นหลัก แต่ความจริงแล้วข้อมูลระหว่างประเทศส่วนใหญ่เดินทางผ่านสายเคเบิลใยแก้วนำแสงใต้ทะเล องค์การโทรคมนาคมระหว่างประเทศหรือ ITU ระบุว่าสายเคเบิลเหล่านี้รองรับการรับส่งข้อมูลระหว่างประเทศประมาณ 99% ข้อมูลวิ่งผ่านเส้นใยแก้วนำแสงด้วยสัญญาณแสง และสายเคเบิลหนึ่งระบบสามารถรับส่งข้อมูลจำนวนมหาศาลได้

บริการที่เราใช้กันทุกวัน ไม่ว่าจะเป็น Cloud การประชุมออนไลน์ การซื้อขายระหว่างประเทศ หรือการติดต่อระหว่างศูนย์ข้อมูล ต่างอาศัยโครงข่ายสื่อสารระหว่างประเทศในรูปแบบต่าง ๆ ลองนึกถึงบริษัทในสิงคโปร์ที่รับคำสั่งซื้อจากลูกค้าในตะวันออกกลาง แล้วใช้ระบบคลังสินค้าและชำระเงินที่เชื่อมต่อกันผ่านหลายประเทศ สิ่งที่ดูเหมือนเป็นแค่การกดปุ่มบนหน้าจอ มีเครือข่ายจริง ๆ อยู่เบื้องหลังทั้งหมด


ภาพที่ 2 ภาพวาดแสดงชั้นโครงสร้างของสายเคเบิลใต้ทะเล | ผู้วาด Oona Räisänen

ช่องแคบฮอร์มุซตั้งอยู่ระหว่างอิหร่านกับโอมาน เชื่อมอ่าวเปอร์เซียออกสู่อ่าวโอมานและทะเลอาหรับ เป็นเส้นทางเดินเรือและขนส่งพลังงานที่สำคัญมาก แต่ความสำคัญด้านพลังงานไม่ได้แปลว่าข้อมูลอินเทอร์เน็ตทั่วโลกต้องผ่านจุดนี้ในสัดส่วนเดียวกัน

International Cable Protection Committee หรือ ICPC อ้างข้อมูลจาก TeleGeography ว่าแบนด์วิดท์ระหว่างประเทศที่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซมีสัดส่วนน้อยกว่า 1% ของทั่วโลก และระบุว่ามีช่วงระบบสายเคเบิลที่ใช้งานอยู่ห้าช่วงผ่านช่องแคบ ขณะที่เจ้าหน้าที่อิหร่านพูดถึงสายเคเบิลเจ็ดเส้น จึงต้องระวังไม่ใช้ตัวเลขจากสองแหล่งนี้แทนกันตรง ๆ

เพราะฉะนั้น ถ้ามีการโจมตีจริง เราไม่ควรจินตนาการว่าอินเทอร์เน็ตทั้งโลกจะดับพร้อมกัน ความเสี่ยงหลักอยู่ที่การเชื่อมต่อของประเทศในอ่าวเปอร์เซีย และจะหนักแค่ไหนก็ขึ้นกับว่าสายเคเบิลช่วงใดเสียหาย มีเส้นทางสำรองเพียงพอหรือไม่ และต้องใช้เวลาซ่อมนานเท่าไร


ภาพที่ 3 แผนที่แสดงโครงข่ายใยแก้วนำแสงในภูมิภาค: Photo credit: TeleGeography


ภาพที่ 4 แผนที่แสดงเส้นทางสายเคเบิลบริเวณอ่าวเปอร์เซีย: Photo credit: TeleGeography

ยกตัวอย่างบริษัทในกาตาร์หรือบาห์เรนที่ต้องเชื่อมระบบบัญชีหรือข้อมูลลูกค้ากับศูนย์ข้อมูลในต่างประเทศ หากเส้นทางหลักขัดข้อง ผู้ให้บริการอาจเปลี่ยนไปใช้เส้นทางอื่นได้ แต่ถ้าหลายเส้นทางเสียหายพร้อมกัน ความจุที่เหลืออาจไม่พอ ทำให้บริการช้าลงหรือบางระบบใช้งานสะดุด ส่วนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์มีจุดขึ้นฝั่งสายเคเบิลบริเวณฟูไจราห์นอกช่องแคบฮอร์มุซ จึงมีเส้นทางเชื่อมต่อที่หลากหลาย แต่ไม่ได้หมายความว่าปลอดความเสี่ยงทั้งหมด

เครือข่ายสื่อสารมีระบบสำรองที่เรียกว่า Redundancy และสามารถเปลี่ยนเส้นทางข้อมูลหรือ Traffic Rerouting ได้ แต่การมีทางสำรองไม่ได้แปลว่าทุกเส้นทางรองรับข้อมูลได้ไม่จำกัด เมื่อมีการย้ายข้อมูลจำนวนมากพร้อมกัน อาจเกิด Network Congestion หรือเครือข่ายหนาแน่น ความหน่วงเพิ่มขึ้น และบริการบางอย่างช้าลง

เรื่องที่น่ากังวลอีกอย่างคือการซ่อมสายเคเบิลใต้ทะเลต้องใช้เรือเฉพาะทาง ต้องค้นหาจุดเสียหาย กู้สายขึ้นมา เชื่อมต่อใหม่และทดสอบระบบ หากพื้นที่อยู่ในเขตสู้รบ การขออนุญาตเข้าพื้นที่ ความปลอดภัยของเรือ และต้นทุนประกันภัยอาจทำให้การซ่อมล่าช้า นี่เป็นเหตุผลว่าทำไมการขัดขวางการซ่อมแซมจึงอาจสร้างแรงกดดันได้มากกว่าการทำให้สายเคเบิลเสียหายเพียงครั้งเดียว

ถ้ามองในเชิงภูมิเศรษฐศาสตร์ เรื่องนี้สะท้อนว่าประเทศต่าง ๆ พึ่งพาโครงข่ายร่วมกันมากขึ้น จุดสำคัญของโครงข่ายจึงอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือสร้างแรงกดดันได้ แนวคิด Weaponized Interdependence ช่วยอธิบายความสัมพันธ์ลักษณะนี้ แม้แนวคิดดั้งเดิมไม่ได้กล่าวถึงการตัดสายเคเบิลโดยตรงก็ตาม

แล้วถ้าเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ประเทศไทยจะกระทบอย่างไร

ภาพที่ 5 แผนที่ระบบสายเคเบิล AAE-1 ซึ่งมีจุดเชื่อมต่อในประเทศไทย : Photo credit: TeleGeography


ประเทศไทยอยู่ห่างจากช่องแคบฮอร์มุซหลายพันกิโลเมตร และไม่ได้พึ่งพาสายเคเบิลที่ผ่านช่องแคบแห่งนี้เพียงเส้นทางเดียว เรามีสายเคเบิลใต้ทะเลหลายระบบ รวมถึงโครงข่ายใยแก้วนำแสงบนบกที่เชื่อมประเทศเพื่อนบ้าน ตัวอย่างระบบระหว่างประเทศที่มีจุดเชื่อมต่อกับไทยคือ AAE-1 ซึ่งเชื่อมเอเชียกับตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป แต่การเป็นส่วนหนึ่งของระบบเดียวกันไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทุกชุดจากไทยไปยุโรปต้องผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

หากสายเคเบิลในช่องแคบเสียหาย ผลกระทบต่อไทยจึงน่าจะเกิดกับบางเส้นทางหรือบางบริการมากกว่าการทำให้อินเทอร์เน็ตทั้งประเทศดับ ยกตัวอย่างผู้ส่งออกสินค้าไทยที่ติดต่อกับลูกค้าในคูเวต หากระบบสื่อสารของคู่ค้าขัดข้อง การยืนยันคำสั่งซื้อหรือส่งเอกสารอาจล่าช้า หรือบริษัทท่องเที่ยวไทยที่ทำงานกับตัวแทนในกาตาร์อาจพบปัญหาเฉพาะขั้นตอนการจองและชำระเงิน หากระบบปลายทางได้รับผลกระทบ ตัวอย่างเหล่านี้เป็นสถานการณ์สมมติ ไม่ใช่เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

ระบบธนาคารและบริการ Cloud ก็ต้องพิจารณาเป็นรายกรณี ธนาคารขนาดใหญ่มีระบบสำรอง และบริการที่คนไทยใช้ไม่ได้มีเส้นทางข้อมูลเหมือนกันทั้งหมด การกล่าวว่าแอปธนาคารหรืออินเทอร์เน็ตไทยจะล่มเพราะสายเคเบิลที่ฮอร์มุซถูกตัด จึงเป็นการสรุปเกินข้อมูลที่มีอยู่

อีกด้านหนึ่งที่อาจกระทบไทยได้กว้างกว่าคือราคาพลังงาน หากความขัดแย้งรุนแรงจนกระทบการเดินเรือและการส่งออกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ต้นทุนเชื้อเพลิง การขนส่ง และสินค้าอาจได้รับผลกระทบ แต่ต้องแยกให้ชัดว่านี่เป็นผลจากความขัดแย้งด้านพลังงาน ไม่ใช่ผลจากการตัดสายเคเบิลโดยตรง

สำหรับภาคธุรกิจ บทเรียนสำคัญคือการบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ หรือ Business Continuity Management (BCM) ไม่ใช่แค่มีข้อมูลสำรอง แต่ต้องรู้ด้วยว่าถ้าเส้นทางสื่อสารหลักขัดข้องจะใช้ระบบใดแทนได้ ผู้ให้บริการหลายรายอาจยังพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนร่วมกัน จึงต้องมองความเสี่ยงลึกกว่าชื่อผู้ให้บริการ

ส่วนตัวมองว่าข่าวนี้สะท้อนเรื่องหนึ่งได้ชัดมาก โลกดิจิทัลดูเหมือนเป็นสิ่งที่จับต้องไม่ได้ ข้อมูลอยู่บน Cloud ธุรกรรมเกิดขึ้นภายในไม่กี่วินาที แต่ทั้งหมดนั้นยังต้องอาศัยสายเคเบิล ศูนย์ข้อมูล ระบบไฟฟ้า และเส้นทางสื่อสารที่มีอยู่จริง ยิ่งเศรษฐกิจโลกเชื่อมต่อกันมากขึ้น โครงสร้างพื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังก็ยิ่งสำคัญ และความเสียหายที่เกิดในพื้นที่หนึ่งก็อาจส่งต่อไปถึงผู้คนอีกหลายประเทศได้ แม้ไม่ได้อยู่ใกล้พื้นที่ขัดแย้งเลยก็ตาม

ความเห็นส่วนตัว

ส่วนตัวคิดว่าสิ่งที่น่ากังวลจากข่าวนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าอินเทอร์เน็ตทั่วโลกจะดับหรือเปล่า แต่เป็นการที่โครงสร้างพื้นฐานซึ่งคนส่วนใหญ่แทบไม่เคยนึกถึง กลับอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือกดดันทางเศรษฐกิจได้ในช่วงที่เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ

ทุกวันนี้หลายประเทศทุ่มเงินมหาศาลไปกับการพัฒนา AI สร้าง Data Centre และแข่งขันกันเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี แต่ต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าไปแค่ไหน สุดท้ายก็ยังต้องพึ่งพาระบบไฟฟ้าและเครือข่ายสื่อสารอยู่ดี ถ้าระบบพื้นฐานเหล่านี้มีปัญหา เทคโนโลยีที่ทันสมัยแค่ไหนก็อาจสะดุดได้เหมือนกัน

สำหรับประเทศไทย เรามองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่ข่าวที่ต้องตื่นตระหนก แต่ก็ไม่ควรมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว เพราะถ้าสายเคเบิลบริเวณช่องแคบฮอร์มุซเสียหาย ก็ไม่ได้หมายความว่าอินเทอร์เน็ตบ้านเราจะล่มตามไปด้วยทันที เพียงแต่ธุรกิจไทยบางแห่งที่ติดต่อกับประเทศในตะวันออกกลางอาจได้รับผลกระทบจากการสื่อสารที่ล่าช้าหรือไม่เสถียรได้ ขึ้นอยู่กับว่าแต่ละแห่งใช้เครือข่ายและเส้นทางสื่อสารไหน

สิ่งที่เราอยากเห็นคือทั้งภาครัฐ ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต และภาคธุรกิจไทยให้ความสำคัญกับการเตรียมรับมือมากขึ้น ไม่ใช่แค่มีระบบสำรองไว้ แต่ต้องรู้ด้วยว่าใช้งานได้จริงหรือเปล่า เพราะบางครั้งเราอาจคิดว่ามีหลายเส้นทางให้เลือก แต่สุดท้ายกลับพึ่งพาโครงสร้างพื้นฐานบางจุดร่วมกันอยู่ ถ้าจุดนั้นมีปัญหา ระบบสำรองที่เตรียมไว้ก็อาจช่วยได้ไม่มากอย่างที่คิด

อีกเรื่องที่ไทยควรจับตาคือผลกระทบจากความขัดแย้งในภาพรวม เพราะต่อให้อินเทอร์เน็ตบ้านเรายังใช้งานได้ตามปกติ แต่ถ้าสถานการณ์กระทบการขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ก็อาจทำให้ราคาพลังงานสูงขึ้น และส่งผลต่อต้นทุนการผลิต ค่าขนส่ง รวมถึงราคาสินค้าในประเทศได้ ซึ่งเป็นผลกระทบอีกด้านที่ต้องแยกจากเรื่องสายเคเบิล

ข่าวนี้ทำให้เรานึกถึงว่า โลกดิจิทัลที่ดูเหมือนทุกอย่างอยู่บน Cloud จริง ๆ แล้วก็ยังต้องพึ่งพาสิ่งที่จับต้องได้ ทั้งศูนย์ข้อมูล สายเคเบิล และระบบไฟฟ้า

เราคิดว่าสิ่งสำคัญสำหรับประเทศไทยไม่ใช่การพยายามป้องกันความเสี่ยงทุกอย่างให้ได้ทั้งหมด เพราะคงเป็นไปไม่ได้ แต่อยู่ที่ว่าเรารู้จุดอ่อนของตัวเองดีแค่ไหน เตรียมรับมือไว้มากน้อยเพียงใด และถ้าเกิดปัญหาขึ้นมาจริง ๆ จะทำอย่างไรให้ระบบสำคัญยังเดินหน้าต่อไปได้

เพราะต่อให้เทคโนโลยีก้าวหน้าแค่ไหน ถ้าเราไม่พร้อมรับมือกับวันที่ระบบมีปัญหา ความก้าวหน้าเหล่านั้นก็อาจไม่ได้ช่วยเราเท่าที่ควร

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่