
ผมว่าวัยพ่อแม่อย่างเราๆ คงผ่าน"เอ็นทรานซ์" กันมาหมดล่ะครับ และหลายคน น่าจะ มึนหัวกับการสมัครเรียนมหาวิทยาลัยของลูกๆในยุคนี้ ที่ต้องทำหลายอย่างเหลือเกิน ใครที่ ทุ่มทุนสร้าง ล่าประกาศนียบัตร ล่าคอร์สกันมาตลอดมัธยมก็คงมั่นใจในการยื่น แต่ ผมคิดว่า น้อยคนนัก จะได้ลูกที่ มีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่เข้ามัธยมปลาย ส่วนมาก น่าจะ "หว่าน" ไว้ก่อน กว่าจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนก็ ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมีนี้เอง
เรื่องราวนี้ก็ไม่ต่างจากลูกสาวตัวแสบของผม
ผมคือพ่อเล้ยงเดี่ยว ที่ โชคชะตาพาส่งให้ลูกสาวได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนอเมริกา แล้วต่อพ่วงด้วยการขอทุนสมทบ เรียนต่อไฮสคูล จนตอนนี้อยู่เกรด 12 กำลังอยู่ในช่วงส่งการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่ง เธอเพิ่งเจอเป้าหมายจริงจังช่วงกลางปีนี้เอง
พื้นฐานคือเด็กไทยทั่วไป เรียนประถมโรงเรียนสาธิตในไทย เกรดกลางๆ มัธยมต้นเรียน English Program เกรดกลางๆ และต่ำเตี้ยเรี่ยเส้นในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ตอนขึ้นมัธยมปลายจึงเข้าสายศิลป์แบบขัดใจญาติผู้ใหญ่ แล้วก็ไปเรียนแลกเปลี่ยน
จากเด็กกลางๆ GPA แบบไพร่ฟ้าประชากรส่วนใหญ่ เลข 3 ต้นๆ ได้เกรดครบทุกตัวอักษร ตั้งแต่ A ถึง F (ที่แก้เป็น D)
ไปเรียนไฮสคูล ทุกเทอม เกรดขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาถึง 3.7 ในการจบเกรด 10 (ม.4) และจบเกรด 11 มาแบบเด็กหน้าห้อง ด้วยเกรดสะสม 3.7
หากคุณคิดว่า นี่คือ เด็กเรียนคนนึง ขอให้ตัดภาพนั้นไปเลยครับ
ย้อนอดีตไป ตั้งแต่ประถม มัธยมต้น ชีวิตเด็กไทย ที่ชอบทำทุกอย่าง อยากเล่นเกม อยากแข่งเกม เล่นอีสปอร์ต อยากทำช่องยูทูบ อยากวาดการ์ตูน อยากเป็นคนทำเกม ดูอนิเมะ อ่านนิยาย วาดมังงะ ทำแฟนอาร์ท ทำทุกอย่างที่ไม่ใช่การเรียน กิจกรรมสายบังคับคือ กีฬาเทควันโด จนถึงจบประถม เรียนเปียโนจนถึงมัธยมต้นแล้วเลิกเรียนระบบสอบ ระบบแข่งขันหันมาเรียนแบบ เพลงป็อป เล่นสนุกๆ
เป็นแกนนำตั้งชมรมอีสปอร์ตของโรงเรียน ทำทีมโรงเรียน จัดแข่งลีกอีสปอร์ตในโรงเรียน ตลอดมัธยมต้น ผลงานยิ่งใหญ่คือการทำให้เรื่องของเกม กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมของเด็กๆ พี่ๆ น้องๆ รันการเก็บคะแนน คัดเลือกตัวแทนโรงเรียน ไปลงทัวร์นาเมนท์ต่างๆ จัดหารางวัล โปรโมททีม ทำรายการวิทยุ(เสียงตามสาย) จัดไลฟ์สดแข่งเกม ขายสปอนเซอร์ และ ขายของเอาเงินเข้าชมรม
มาถึงมัธยมปลาย ไปเรียนเมืองนอก ก็ทำมันทุกอย่าง ไปคัดตัวทีมกีฬาก็ไม่ติด ด้วยร่างเตี้ยเมื่อเทียบกับฝรั่ง จะไปบาส วอลเลย์ก็กากเหลือเกิน ไปคัดทีมว่ายน้ำก็ติดสำรอง แต่สุดท้าย ได้ที่ยืนคือเป็นทีมกรีฑา แข่งรายการต่างๆอยู่หลายเดือน จากที่เลิกเล่นเทควันโด ตอนอยู่ไทยก็วิ่งออกกำลังกาย ไปงานวิ่งกันบ่อยๆ ไปเป็นนักวิ่งระยะกลางของโรงเรียน ซึ่งก็ไม่ได้ถึงกับโดดเด่น ได้แค่ ลุ้นโพเดี้ยม นานๆได้เหรียญกับเค้าสักที
ต่อมาก็ไปเล่นวงโยธวาทิตกับเค้า เดินสายประกวดอยู่หลายเดือน และสุดท้าย ก็มาเจอเป้าหมายที่ชื่นชอบ เมื่อ ได้เป็นนักเขียนบทละครเวที ส่งประกวดได้ชนะเลิศ จึงเกิดเป้าหมาย
ตอนนี้ เป้าหมายคือการเรียนสายวรรณกรรม ด้านงานเขียน ไม่ว่าจะสายวรรณกรรม, Creative Writing, Theater
ได้รับจดหมายแนะนำจากศาสตราจารย์ของสถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐ ในเมืองที่อยู่ ที่เธอไปทำงานพิเศษเป็นธุรการอยู่ตลอด
คะแนนสะสมต่างๆ เกรด อยู่ในเกณฑ์ที่ดี จากการเลือกเรียนวิชาที่ถนัด และ ดึงคะแนนรวมขึ้นมาได้ จากที่ต้องทนทุกข์กับการเรียนเลขและวิทย์ของไทย ก็เหลือวิชาคำนวนพื้นฐาน วิชาบัญชีสำหรับครัวเรือน เอาเวลาไปลุยเรียนภาษาสเปน ฝรั่งเศส เรียนวิชาเลือกภาษาอังกฤษต่างๆ มากมายของโรงเรียน
ร่วมกับคะแนนสะสมกิจกรรมที่ทำ เครดิทกิจกรรมจึงพุ่งกระฉูด
แต่ จากปัญหาสำคัญที่ แตกต่างจากเด็กไทยอื่นๆ ที่พ่อแม่พาลุย"ล่าประกาศ" หลายคน ปั้นแฟ้มผลงานกันมานานนับปี
ลูกสาวผม ไม่เคยทำอะไรแบบนั้นเลยครับ
ครูที่ปรึกษา (ที่ดูแลช่วยเหลือจนได้ทุนเรียนที่นั่นต่อได้) ให้คำปรึกษาและหารือออนไลน์กันแบบเป็นกันเอง เห็นความกังวลของมนุษย์พ่อที่ไทย แล้วเอ่ยว่า
"ยูไม่ต้องกลัว ขอให้ใส่ทุกอย่างไปในนั้น"
ณ เวลานี้หลังจากที่ลูกสาวมีเป้าหมาย ก็เริ่มล่ารางวัลการเขียนงานต่างๆ แต่งเรื่องสั้นส่งทุกรายการที่เปิด ของมูลนิธิ สมาคมต่างๆ ได้รางวัลบ้าง วืดซะก็เยอะ ยังไม่เคยชนะเลิศอีกเลย แต่ก็ เป็นขาประจำรางวัลชมเชย รางวัลเกียติยศ รางวัลผลงานโดดเด่น ล่าสุดรางวัลที่คว้ามาได้ของ สมาคมละครวิทยุของรัฐ ได้รางวัลบทละครนักเขียนหน้าใหม่ (ไม่มีผู้ชนะ แต่ให้ 5 คนที่ส่งครั้งแรกและงานเด่นที่สุด)
แม้แต่เพื่อน ส่งเพลงประกวดวงดนตรี ก็ยังไปรับหน้าที่เขียนเนื้อเพลงและเข้ารอบไฟนอล (จะประกวดรอบชิงต้นเดือนหน้า)
ตอนนี้ 24 ชั่วโมงของเธอ เหมือนจะไม่พอในแต่ละวัน ทั้งงานพิเศษที่มหาลัย การเรียน จ็อบสอนพิเศษออนไลน์ กลายเป็นคนนอนดึก ตื่นเช้ามืด ชีวิตนั่งทำนั่นนี่จนตี 2 ตี 3 บ่ายๆที่ไทย ยังเห็นเธอมีชีวิตอยู่เลย
ถึงจะไม่ได้เลี้ยงกันมาแบบเด็กอนามัย นอน 2 ทุ่ม เพราะที่บ้านอนุญาติให้บริหารการนอนเองมาตั้งแต่มัธยมต้นแล้ว บ่อยครั้งที่ก็นอนเที่ยงคืน ตี 1 แน่นอนครับ ไม่เล่นเกม ก็ดูซีรีย์ อ่านนิยาย ไม่ใช่เด็กขยันอ่านหนังสือเรียน ทำการบ้านยันดึกแบบนั้น ตอนนี้ก็คล้ายๆเดิมแต่เปลี่ยนเป็น อ่านนิยาย นั่งเขียนงานจนง่วง แบบ ไม่ไหวค่อยนอน เช้าก็ตื่นไปเรียน และกิจวัตร วนๆไป
แต่เท่าที่ตาม สอดส่องก็ยังอยู่ในสภาพจิตที่ดี เธอนัดหมอจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นคุยเมื่อเดือนก่อน เพราะเครียดกับแผนการยื่นสมัครมหาลัย แต่ เท่าที่ได้คุยกับหมอ ทุกอย่าง ยังอยู่บนทางที่ไม่ต้องกังวล มีความเครียดเป็นปกติ ที่ต้องระวังก็คือ สุขภาพ แต่หมอก็ให้คำแนะนำไปแล้ว พร้อมทั้ง เห็นตรงกันว่า ดูห่างๆไป ถ้าไม่มีอะไรหนักหนา เจ็บป่วย หรือน็อค รวมถึงกระทบกับความรับผิดชอบทั่วไปจนเสียงานไปหมด ก็ปล่อยให้เธอ สู้ไป อีกไม่นานก็จบช่วงนี้แล้ว
ซึ่งตอนนี้ ยื่นทุกอย่างไปทุกมหาวิทยาลัยที่ต้องการเรียนร้อย แต่ก็ยัง ล่าผลงานเพิ่มเติมเผื่อต้องใช้ในการไปสัมภาษณ์ และยื่นเพิ่มในการขอทุนการศึกษา
ที่สำคัญ ดูเธอจะสนุกกับสิ่งที่ทำ
มาดูกันว่า รวมแฟ้มผลงาน ขุดเอาอะไรมายื่นกันบ้างดีกว่าครับ ชีวิตเด็กไทยลอยๆ ไร้การล่าประกาศ ล่าคอร์สมาตลอด พอถึงเวลาสำคัญ จะเอาอะไรไปสมัครเรียนแข่งกับเค้า
เกรดเฉลี่ยและคะแนนกิจกรรมสังคม อันนี้ ได้เยอะ ถือว่าหายห่วง
คะแนนวัดผลภาษาอังกฤษ อันนี้ ได้สูงเลย ถือว่าไม่เสียหายสำหรับเป้าเรียนด้านภาษา ดีกรีครูพี่ติวออนไลน์จากอเมริกาของน้องๆกว่าสิบชีวิต
ผลสอบ SAT ออกมานำหน้า 14 ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่อยากได้ซัก 15 ไปนิดหน่อย
ผมแอบทำการบ้าน เอาจริงก็สบายใจแล้วว่า ต่อให้ไม่ได้เรียนที่นั่น ถ้าอกหักกลับมาไทย ก็น่าจะพอมีโอกาสเรียนมหาลัยหลักๆของไทยได้ ซึ่ง แบบนั้น ทางบ้านก็ไม่ติดเรื่องค่าใช้จ่าย
ควาเรียงเขียนส่ง อันนี้ก็ทำเต็มที่ ถ้าจะมาสายนี้ แล้วเขียนไม่ได้ก็เลิกหวังเถอะ
จดหมายแนะนำ ทั้ง ระดับมหาลัย และครูที่โรงเรียน รวมถึง จากมูลนิธิเกี่ยวกับวรรณกรรมที่เธอเคยได้รางวัล มีผู้ใหญ่ในนั้น ออกหนังสือรับรองแนะนำให้อีกฉบับ แล้วแถม ผู้บริหารโรงเรียนที่ไทยตอนมัธยมต้น ก็ไม่รู้หรอกว่าจะมีประโยชน์มั้ย แต่ครูก็เขียนรับรองในด้านกิจกรรมต่างๆให้แนบแถมไปอีก (แม้จะรู้สึกลึกๆว่าเค้าไม่สนใจหรอก แต่ วินาทีนี้ มีดีกว่าไม่มี ข้อแลกเปลี่ยน ถ้าได้เรียน ขอให้กลับมาเล่าให้น้องๆฟังเส้นทางหน่อย)
ในส่วนของแฟ้มผลงานนี่แหละครับ นอกจาก เรื่องทั่วไป สิ่งที่คัดมาใส่ โดยครูที่ปรึกษาช่วยประกบให้ และเค้าชอบมาก เป็นกิจกรรมปิดเทอม สมัย ม.1
ย้อนไปตอนนั้น ช่วงปิดเทอม มันว่าง ปกติก็เรียนออนไลน์จากโควิดฯกันอยู่แล้ว ผมไม่อยากให้เค้า ใช้เวลากับหน้าจอคอมอีก ประกอบกับตอนนั้นความสนใจคือ การสร้างเกม ออกแบบตัวละคร เลยให้โจทย์ไว้
2 เดือน มาออกแบบตัวละครจากสามก๊กกัน ตั้งเป้าว่า 2 วันต่อตัวละคร
ทำโดยไม่สนใจจะเอาไปประกวดไปใช้อะไรหรอก ทำเล่น ให้ไม่ว่าง ทำใส่ไดรฟ์เก็บไว้
เราไปขุดงานเก่ามาปัดฝุ่นตกแต่งใหม่
ที่เลือกเพราะ เป็นหนังสือที่เธอก็อ่านทั้งฉบับปกติ ฉบับวณิพก มีซีรีย์ให้ดู มีเกมให้เล่น มีมังงะ มีอนิเมชั่น มีหนัง น่าจะหาข้อมูลได้ง่าย เอามาวิเคราะห์ข้อมูล ประวัติ์ สร้างเป็นภาพ ใส่ค่า stat พลัง
งานนี้ เอามาปัดฝุ่น วาดใหม่ในตัวเด่นๆ ใช้ AI ช่วย ผสมกับข้อมูลเก่าๆครบทุกตัว
ผมคิดว่า มันไม่ได้มีสาระจะเอาไปใส่ในแฟ้มผลงานเลยครับเพราะก็แค่ทำเล่น ไม่มีรางวัล ไม่มีประกาศนียบัตรรับรอง แต่ครูที่ปรึกษาบอกว่า นี่แหละ เจ๋ง ใส่ไปเลย พร้อมทั้งชื่นชมว่า เข้าใจหาโปรเจ็กทำดีมาก
นอกนั้นก็เป็นหมวดของงานที่เค้าทำที่โน่น งานที่มหาวิทยาลัย มีภาพตอนทำงาน หน้าที่ต่างๆ ประกอบการรับรองจากสถาบัน
ตอนนี้ก็รับเขียนบทละครเวทีมัธยมต้น เพื่อแสดงและประกวดในงานละครเวทีระดับจูเนียร์ของรัฐ ต้องเป็นทีมประพันธ์และไปช่วยคุมกำกับการซ้อม
มีละครของโบสถ์ เป็นละครศาสนา เขียนบทแล้วไปกำกับนักแสดงสมัครเล่น เพื่อแสดงช่วงสิ้นปี
ถึงแม้จะไม่มีรางวัล (ประกวดละครประจำปี ประกาศรางวัลพฤษภาคม ดังนั้น ของปีนี้จะไปออกผลก็พฤษภาคมปีหน้า) แต่ครูแนะนำให้ใส่ไปเลย เพราะ ในแวดวง เค้าน่าจะรู้ศักยภาพอยู่แล้ว โรงเียนนั้นๆ ระดับไหน อาจสามารถตรวจสอบข้อมูลได้
พวกงานประกวด ล่ารางวัล ใส่ไปให้หมด ช่วงเวลาสั้นๆก่อนนี้ ล่ามาได้ 5-6 รางวัล
นอกนั้น พวกที่ตกรอบ หรือแค่ได้ส่ง ก็ใส่ไปด้วยว่าประกวดในหมวดอะไร เพราะบางรายการ เป็นรายการระดับประเทศ และต้องแข่งขันกับผู้ใหญ่ มืออาชีพ แน่นอนว่า โอกาสได้น้อยมากอยู่แล้ว ใส่ไปเพื่อบอกให้รู้ว่า อยู่ในวงความสนใจนี้
ผมนึกถึงลูกของเพื่อน ตอนสมัครเรียนมหาลัย แฟ้มผลงานเค้า แน่นอย่างมาก ประกาศนียบัตรเพียบเลย ไปเรียนคอร์สนั้น คอร์สนี้ เข้าค่ายนั้น ค่ายนี้ หนาเตอะ ถือไปสัมภาษณ์เป็นเล่มเลย แถม จ้างมืออาชีพทำหมดไปอีกเยอะ
ก็อยากส่งต่อบอกพ่อแม่ ที่มีลูกวัยนี้ครับ ถ้ามีโอกาส กำลังไหว ช่วยกันพาลูกๆไปลุยล่าเนื้อหามาใส่แฟ้มผลงานกันไว้เนิ่นๆ เกี่ยวไม่เกี่ยวอย่าเพิ่งคิดมาก ถ้ายังไม่มีเป้าชัดก็หว่านแหไว้ก่อน ถ้ามีเป้าชัดแล้ว เช่น อยากไปสายการแพทย์ ก็ไปล่าค่ายสาธารณสุข ไปกิจกรรมด้านสุขภาพเก็บไว้
ตอนนี้ ของทางผม ผ่านพ้นโค้งนั้นมาแล้ว อยู่ในจุดที่ ปล่อยวางแล้ว เพราะสมัครไปแล้ว หลายที่ สิ่งที่ทำได้คือ รอผลเท่านั้น นอกจากผลรับเข้าเรียน เดี๋ยวต้องลุยการยื่นขอทุนต่างๆเพิ่มอีก ดังนั้น แม้จะสมัครไปแล้ว แต่ตอนนี้ ก็ยังไม่หยุดทุกอย่าง เดินหน้าทำต่อไป จนกว่า สิ้นสุดหมดเขตุ หมดหวังหรือสมหวังแล้วเท่านั้น
เอ็นทรานซ์ โครมเดียวรู้ผลว่ากันไปเลย เลือกกี่อันดับก็ว่ากันไป หนักช่วงสั้นๆ เกรดต่ำเตี้ยถ้าสอบได้ก็เข้าเรียนได้
ระบบสมัยนี้ มันคือการวิ่งมาราธอน ยืนระยะ ทำให้แน่น ทำให้ทน รวบรวมให้ได้นานๆ ใครถอดใจ เปราะบางก็หมดแรงไปก่อน ใครจะรู้ เพียงหนึ่งอย่างที่ทำได้เพิ่ม สิ่งนั้น อาจเปลี่ยนชีวิตของเรา เส้นบางๆระหว่าง "ติด" กับ "ตก"
พวกเราพ่อแม่ ก็ ลุ้นไปด้วย นั่งเฝ้ารอวันประกาศผลคนที่ได้สิทธิ์สอบสัมภาษณ์ในเร็วๆนี้
หมายเหตุ : ภาพดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง
กระทู้เห่อลูก : ฤดูกาลสมัครเรียนมหาวิทยาลัย ใครว่าเอ็นทรานซ์หนัก ต้องเจอยุคใหม่
ผมว่าวัยพ่อแม่อย่างเราๆ คงผ่าน"เอ็นทรานซ์" กันมาหมดล่ะครับ และหลายคน น่าจะ มึนหัวกับการสมัครเรียนมหาวิทยาลัยของลูกๆในยุคนี้ ที่ต้องทำหลายอย่างเหลือเกิน ใครที่ ทุ่มทุนสร้าง ล่าประกาศนียบัตร ล่าคอร์สกันมาตลอดมัธยมก็คงมั่นใจในการยื่น แต่ ผมคิดว่า น้อยคนนัก จะได้ลูกที่ มีเป้าหมายชัดเจนตั้งแต่เข้ามัธยมปลาย ส่วนมาก น่าจะ "หว่าน" ไว้ก่อน กว่าจะเริ่มเห็นภาพชัดเจนก็ ช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมีนี้เอง
เรื่องราวนี้ก็ไม่ต่างจากลูกสาวตัวแสบของผม
ผมคือพ่อเล้ยงเดี่ยว ที่ โชคชะตาพาส่งให้ลูกสาวได้ไปเรียนแลกเปลี่ยนอเมริกา แล้วต่อพ่วงด้วยการขอทุนสมทบ เรียนต่อไฮสคูล จนตอนนี้อยู่เกรด 12 กำลังอยู่ในช่วงส่งการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่ง เธอเพิ่งเจอเป้าหมายจริงจังช่วงกลางปีนี้เอง
พื้นฐานคือเด็กไทยทั่วไป เรียนประถมโรงเรียนสาธิตในไทย เกรดกลางๆ มัธยมต้นเรียน English Program เกรดกลางๆ และต่ำเตี้ยเรี่ยเส้นในวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ตอนขึ้นมัธยมปลายจึงเข้าสายศิลป์แบบขัดใจญาติผู้ใหญ่ แล้วก็ไปเรียนแลกเปลี่ยน
จากเด็กกลางๆ GPA แบบไพร่ฟ้าประชากรส่วนใหญ่ เลข 3 ต้นๆ ได้เกรดครบทุกตัวอักษร ตั้งแต่ A ถึง F (ที่แก้เป็น D)
ไปเรียนไฮสคูล ทุกเทอม เกรดขยับขึ้นมาเรื่อยๆ จนมาถึง 3.7 ในการจบเกรด 10 (ม.4) และจบเกรด 11 มาแบบเด็กหน้าห้อง ด้วยเกรดสะสม 3.7
หากคุณคิดว่า นี่คือ เด็กเรียนคนนึง ขอให้ตัดภาพนั้นไปเลยครับ
ย้อนอดีตไป ตั้งแต่ประถม มัธยมต้น ชีวิตเด็กไทย ที่ชอบทำทุกอย่าง อยากเล่นเกม อยากแข่งเกม เล่นอีสปอร์ต อยากทำช่องยูทูบ อยากวาดการ์ตูน อยากเป็นคนทำเกม ดูอนิเมะ อ่านนิยาย วาดมังงะ ทำแฟนอาร์ท ทำทุกอย่างที่ไม่ใช่การเรียน กิจกรรมสายบังคับคือ กีฬาเทควันโด จนถึงจบประถม เรียนเปียโนจนถึงมัธยมต้นแล้วเลิกเรียนระบบสอบ ระบบแข่งขันหันมาเรียนแบบ เพลงป็อป เล่นสนุกๆ
เป็นแกนนำตั้งชมรมอีสปอร์ตของโรงเรียน ทำทีมโรงเรียน จัดแข่งลีกอีสปอร์ตในโรงเรียน ตลอดมัธยมต้น ผลงานยิ่งใหญ่คือการทำให้เรื่องของเกม กลายเป็นวัฒนธรรมร่วมของเด็กๆ พี่ๆ น้องๆ รันการเก็บคะแนน คัดเลือกตัวแทนโรงเรียน ไปลงทัวร์นาเมนท์ต่างๆ จัดหารางวัล โปรโมททีม ทำรายการวิทยุ(เสียงตามสาย) จัดไลฟ์สดแข่งเกม ขายสปอนเซอร์ และ ขายของเอาเงินเข้าชมรม
มาถึงมัธยมปลาย ไปเรียนเมืองนอก ก็ทำมันทุกอย่าง ไปคัดตัวทีมกีฬาก็ไม่ติด ด้วยร่างเตี้ยเมื่อเทียบกับฝรั่ง จะไปบาส วอลเลย์ก็กากเหลือเกิน ไปคัดทีมว่ายน้ำก็ติดสำรอง แต่สุดท้าย ได้ที่ยืนคือเป็นทีมกรีฑา แข่งรายการต่างๆอยู่หลายเดือน จากที่เลิกเล่นเทควันโด ตอนอยู่ไทยก็วิ่งออกกำลังกาย ไปงานวิ่งกันบ่อยๆ ไปเป็นนักวิ่งระยะกลางของโรงเรียน ซึ่งก็ไม่ได้ถึงกับโดดเด่น ได้แค่ ลุ้นโพเดี้ยม นานๆได้เหรียญกับเค้าสักที
ต่อมาก็ไปเล่นวงโยธวาทิตกับเค้า เดินสายประกวดอยู่หลายเดือน และสุดท้าย ก็มาเจอเป้าหมายที่ชื่นชอบ เมื่อ ได้เป็นนักเขียนบทละครเวที ส่งประกวดได้ชนะเลิศ จึงเกิดเป้าหมาย
ตอนนี้ เป้าหมายคือการเรียนสายวรรณกรรม ด้านงานเขียน ไม่ว่าจะสายวรรณกรรม, Creative Writing, Theater
ได้รับจดหมายแนะนำจากศาสตราจารย์ของสถาบันเอเชียศึกษา มหาวิทยาลัยของรัฐ ในเมืองที่อยู่ ที่เธอไปทำงานพิเศษเป็นธุรการอยู่ตลอด
คะแนนสะสมต่างๆ เกรด อยู่ในเกณฑ์ที่ดี จากการเลือกเรียนวิชาที่ถนัด และ ดึงคะแนนรวมขึ้นมาได้ จากที่ต้องทนทุกข์กับการเรียนเลขและวิทย์ของไทย ก็เหลือวิชาคำนวนพื้นฐาน วิชาบัญชีสำหรับครัวเรือน เอาเวลาไปลุยเรียนภาษาสเปน ฝรั่งเศส เรียนวิชาเลือกภาษาอังกฤษต่างๆ มากมายของโรงเรียน
ร่วมกับคะแนนสะสมกิจกรรมที่ทำ เครดิทกิจกรรมจึงพุ่งกระฉูด
แต่ จากปัญหาสำคัญที่ แตกต่างจากเด็กไทยอื่นๆ ที่พ่อแม่พาลุย"ล่าประกาศ" หลายคน ปั้นแฟ้มผลงานกันมานานนับปี
ลูกสาวผม ไม่เคยทำอะไรแบบนั้นเลยครับ
ครูที่ปรึกษา (ที่ดูแลช่วยเหลือจนได้ทุนเรียนที่นั่นต่อได้) ให้คำปรึกษาและหารือออนไลน์กันแบบเป็นกันเอง เห็นความกังวลของมนุษย์พ่อที่ไทย แล้วเอ่ยว่า
"ยูไม่ต้องกลัว ขอให้ใส่ทุกอย่างไปในนั้น"
ณ เวลานี้หลังจากที่ลูกสาวมีเป้าหมาย ก็เริ่มล่ารางวัลการเขียนงานต่างๆ แต่งเรื่องสั้นส่งทุกรายการที่เปิด ของมูลนิธิ สมาคมต่างๆ ได้รางวัลบ้าง วืดซะก็เยอะ ยังไม่เคยชนะเลิศอีกเลย แต่ก็ เป็นขาประจำรางวัลชมเชย รางวัลเกียติยศ รางวัลผลงานโดดเด่น ล่าสุดรางวัลที่คว้ามาได้ของ สมาคมละครวิทยุของรัฐ ได้รางวัลบทละครนักเขียนหน้าใหม่ (ไม่มีผู้ชนะ แต่ให้ 5 คนที่ส่งครั้งแรกและงานเด่นที่สุด)
แม้แต่เพื่อน ส่งเพลงประกวดวงดนตรี ก็ยังไปรับหน้าที่เขียนเนื้อเพลงและเข้ารอบไฟนอล (จะประกวดรอบชิงต้นเดือนหน้า)
ตอนนี้ 24 ชั่วโมงของเธอ เหมือนจะไม่พอในแต่ละวัน ทั้งงานพิเศษที่มหาลัย การเรียน จ็อบสอนพิเศษออนไลน์ กลายเป็นคนนอนดึก ตื่นเช้ามืด ชีวิตนั่งทำนั่นนี่จนตี 2 ตี 3 บ่ายๆที่ไทย ยังเห็นเธอมีชีวิตอยู่เลย
ถึงจะไม่ได้เลี้ยงกันมาแบบเด็กอนามัย นอน 2 ทุ่ม เพราะที่บ้านอนุญาติให้บริหารการนอนเองมาตั้งแต่มัธยมต้นแล้ว บ่อยครั้งที่ก็นอนเที่ยงคืน ตี 1 แน่นอนครับ ไม่เล่นเกม ก็ดูซีรีย์ อ่านนิยาย ไม่ใช่เด็กขยันอ่านหนังสือเรียน ทำการบ้านยันดึกแบบนั้น ตอนนี้ก็คล้ายๆเดิมแต่เปลี่ยนเป็น อ่านนิยาย นั่งเขียนงานจนง่วง แบบ ไม่ไหวค่อยนอน เช้าก็ตื่นไปเรียน และกิจวัตร วนๆไป
แต่เท่าที่ตาม สอดส่องก็ยังอยู่ในสภาพจิตที่ดี เธอนัดหมอจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นคุยเมื่อเดือนก่อน เพราะเครียดกับแผนการยื่นสมัครมหาลัย แต่ เท่าที่ได้คุยกับหมอ ทุกอย่าง ยังอยู่บนทางที่ไม่ต้องกังวล มีความเครียดเป็นปกติ ที่ต้องระวังก็คือ สุขภาพ แต่หมอก็ให้คำแนะนำไปแล้ว พร้อมทั้ง เห็นตรงกันว่า ดูห่างๆไป ถ้าไม่มีอะไรหนักหนา เจ็บป่วย หรือน็อค รวมถึงกระทบกับความรับผิดชอบทั่วไปจนเสียงานไปหมด ก็ปล่อยให้เธอ สู้ไป อีกไม่นานก็จบช่วงนี้แล้ว
ซึ่งตอนนี้ ยื่นทุกอย่างไปทุกมหาวิทยาลัยที่ต้องการเรียนร้อย แต่ก็ยัง ล่าผลงานเพิ่มเติมเผื่อต้องใช้ในการไปสัมภาษณ์ และยื่นเพิ่มในการขอทุนการศึกษา
ที่สำคัญ ดูเธอจะสนุกกับสิ่งที่ทำ
มาดูกันว่า รวมแฟ้มผลงาน ขุดเอาอะไรมายื่นกันบ้างดีกว่าครับ ชีวิตเด็กไทยลอยๆ ไร้การล่าประกาศ ล่าคอร์สมาตลอด พอถึงเวลาสำคัญ จะเอาอะไรไปสมัครเรียนแข่งกับเค้า
เกรดเฉลี่ยและคะแนนกิจกรรมสังคม อันนี้ ได้เยอะ ถือว่าหายห่วง
คะแนนวัดผลภาษาอังกฤษ อันนี้ ได้สูงเลย ถือว่าไม่เสียหายสำหรับเป้าเรียนด้านภาษา ดีกรีครูพี่ติวออนไลน์จากอเมริกาของน้องๆกว่าสิบชีวิต
ผลสอบ SAT ออกมานำหน้า 14 ซึ่งต่ำกว่าเป้าที่อยากได้ซัก 15 ไปนิดหน่อย
ผมแอบทำการบ้าน เอาจริงก็สบายใจแล้วว่า ต่อให้ไม่ได้เรียนที่นั่น ถ้าอกหักกลับมาไทย ก็น่าจะพอมีโอกาสเรียนมหาลัยหลักๆของไทยได้ ซึ่ง แบบนั้น ทางบ้านก็ไม่ติดเรื่องค่าใช้จ่าย
ควาเรียงเขียนส่ง อันนี้ก็ทำเต็มที่ ถ้าจะมาสายนี้ แล้วเขียนไม่ได้ก็เลิกหวังเถอะ
จดหมายแนะนำ ทั้ง ระดับมหาลัย และครูที่โรงเรียน รวมถึง จากมูลนิธิเกี่ยวกับวรรณกรรมที่เธอเคยได้รางวัล มีผู้ใหญ่ในนั้น ออกหนังสือรับรองแนะนำให้อีกฉบับ แล้วแถม ผู้บริหารโรงเรียนที่ไทยตอนมัธยมต้น ก็ไม่รู้หรอกว่าจะมีประโยชน์มั้ย แต่ครูก็เขียนรับรองในด้านกิจกรรมต่างๆให้แนบแถมไปอีก (แม้จะรู้สึกลึกๆว่าเค้าไม่สนใจหรอก แต่ วินาทีนี้ มีดีกว่าไม่มี ข้อแลกเปลี่ยน ถ้าได้เรียน ขอให้กลับมาเล่าให้น้องๆฟังเส้นทางหน่อย)
ในส่วนของแฟ้มผลงานนี่แหละครับ นอกจาก เรื่องทั่วไป สิ่งที่คัดมาใส่ โดยครูที่ปรึกษาช่วยประกบให้ และเค้าชอบมาก เป็นกิจกรรมปิดเทอม สมัย ม.1
ย้อนไปตอนนั้น ช่วงปิดเทอม มันว่าง ปกติก็เรียนออนไลน์จากโควิดฯกันอยู่แล้ว ผมไม่อยากให้เค้า ใช้เวลากับหน้าจอคอมอีก ประกอบกับตอนนั้นความสนใจคือ การสร้างเกม ออกแบบตัวละคร เลยให้โจทย์ไว้
2 เดือน มาออกแบบตัวละครจากสามก๊กกัน ตั้งเป้าว่า 2 วันต่อตัวละคร
ทำโดยไม่สนใจจะเอาไปประกวดไปใช้อะไรหรอก ทำเล่น ให้ไม่ว่าง ทำใส่ไดรฟ์เก็บไว้
เราไปขุดงานเก่ามาปัดฝุ่นตกแต่งใหม่
ที่เลือกเพราะ เป็นหนังสือที่เธอก็อ่านทั้งฉบับปกติ ฉบับวณิพก มีซีรีย์ให้ดู มีเกมให้เล่น มีมังงะ มีอนิเมชั่น มีหนัง น่าจะหาข้อมูลได้ง่าย เอามาวิเคราะห์ข้อมูล ประวัติ์ สร้างเป็นภาพ ใส่ค่า stat พลัง
งานนี้ เอามาปัดฝุ่น วาดใหม่ในตัวเด่นๆ ใช้ AI ช่วย ผสมกับข้อมูลเก่าๆครบทุกตัว
ผมคิดว่า มันไม่ได้มีสาระจะเอาไปใส่ในแฟ้มผลงานเลยครับเพราะก็แค่ทำเล่น ไม่มีรางวัล ไม่มีประกาศนียบัตรรับรอง แต่ครูที่ปรึกษาบอกว่า นี่แหละ เจ๋ง ใส่ไปเลย พร้อมทั้งชื่นชมว่า เข้าใจหาโปรเจ็กทำดีมาก
นอกนั้นก็เป็นหมวดของงานที่เค้าทำที่โน่น งานที่มหาวิทยาลัย มีภาพตอนทำงาน หน้าที่ต่างๆ ประกอบการรับรองจากสถาบัน
ตอนนี้ก็รับเขียนบทละครเวทีมัธยมต้น เพื่อแสดงและประกวดในงานละครเวทีระดับจูเนียร์ของรัฐ ต้องเป็นทีมประพันธ์และไปช่วยคุมกำกับการซ้อม
มีละครของโบสถ์ เป็นละครศาสนา เขียนบทแล้วไปกำกับนักแสดงสมัครเล่น เพื่อแสดงช่วงสิ้นปี
ถึงแม้จะไม่มีรางวัล (ประกวดละครประจำปี ประกาศรางวัลพฤษภาคม ดังนั้น ของปีนี้จะไปออกผลก็พฤษภาคมปีหน้า) แต่ครูแนะนำให้ใส่ไปเลย เพราะ ในแวดวง เค้าน่าจะรู้ศักยภาพอยู่แล้ว โรงเียนนั้นๆ ระดับไหน อาจสามารถตรวจสอบข้อมูลได้
พวกงานประกวด ล่ารางวัล ใส่ไปให้หมด ช่วงเวลาสั้นๆก่อนนี้ ล่ามาได้ 5-6 รางวัล
นอกนั้น พวกที่ตกรอบ หรือแค่ได้ส่ง ก็ใส่ไปด้วยว่าประกวดในหมวดอะไร เพราะบางรายการ เป็นรายการระดับประเทศ และต้องแข่งขันกับผู้ใหญ่ มืออาชีพ แน่นอนว่า โอกาสได้น้อยมากอยู่แล้ว ใส่ไปเพื่อบอกให้รู้ว่า อยู่ในวงความสนใจนี้
ผมนึกถึงลูกของเพื่อน ตอนสมัครเรียนมหาลัย แฟ้มผลงานเค้า แน่นอย่างมาก ประกาศนียบัตรเพียบเลย ไปเรียนคอร์สนั้น คอร์สนี้ เข้าค่ายนั้น ค่ายนี้ หนาเตอะ ถือไปสัมภาษณ์เป็นเล่มเลย แถม จ้างมืออาชีพทำหมดไปอีกเยอะ
ก็อยากส่งต่อบอกพ่อแม่ ที่มีลูกวัยนี้ครับ ถ้ามีโอกาส กำลังไหว ช่วยกันพาลูกๆไปลุยล่าเนื้อหามาใส่แฟ้มผลงานกันไว้เนิ่นๆ เกี่ยวไม่เกี่ยวอย่าเพิ่งคิดมาก ถ้ายังไม่มีเป้าชัดก็หว่านแหไว้ก่อน ถ้ามีเป้าชัดแล้ว เช่น อยากไปสายการแพทย์ ก็ไปล่าค่ายสาธารณสุข ไปกิจกรรมด้านสุขภาพเก็บไว้
ตอนนี้ ของทางผม ผ่านพ้นโค้งนั้นมาแล้ว อยู่ในจุดที่ ปล่อยวางแล้ว เพราะสมัครไปแล้ว หลายที่ สิ่งที่ทำได้คือ รอผลเท่านั้น นอกจากผลรับเข้าเรียน เดี๋ยวต้องลุยการยื่นขอทุนต่างๆเพิ่มอีก ดังนั้น แม้จะสมัครไปแล้ว แต่ตอนนี้ ก็ยังไม่หยุดทุกอย่าง เดินหน้าทำต่อไป จนกว่า สิ้นสุดหมดเขตุ หมดหวังหรือสมหวังแล้วเท่านั้น
เอ็นทรานซ์ โครมเดียวรู้ผลว่ากันไปเลย เลือกกี่อันดับก็ว่ากันไป หนักช่วงสั้นๆ เกรดต่ำเตี้ยถ้าสอบได้ก็เข้าเรียนได้
ระบบสมัยนี้ มันคือการวิ่งมาราธอน ยืนระยะ ทำให้แน่น ทำให้ทน รวบรวมให้ได้นานๆ ใครถอดใจ เปราะบางก็หมดแรงไปก่อน ใครจะรู้ เพียงหนึ่งอย่างที่ทำได้เพิ่ม สิ่งนั้น อาจเปลี่ยนชีวิตของเรา เส้นบางๆระหว่าง "ติด" กับ "ตก"
พวกเราพ่อแม่ ก็ ลุ้นไปด้วย นั่งเฝ้ารอวันประกาศผลคนที่ได้สิทธิ์สอบสัมภาษณ์ในเร็วๆนี้
หมายเหตุ : ภาพดัดแปลงด้วย AI เพื่อความเป็นส่วนตัวของผู้เกี่ยวข้อง