ความรักครั้งนี้ทำให้สะกดคำว่า “ของตาย” ได้ง่ายขึ้น

สวัสดีครับ ห่างหายจากการตั้งกระทู้เกี่ยวกับความรักไปนานมาก เพราะไม่คิดว่าจะมีเรื่องความรักมาทำให้เจ็บช้ำอีก กระทู้นี้ผมเลยอยากมาแชร์ในมุมที่ผู้ชายอย่างผมทุ่มเทความรักไปให้ใครบางคนครับ…


เมื่อ 3 ปี 7 เดือนก่อน ผมได้รู้จักกับผู้หญิงคนหนึ่ง เขาอายุน้อยกว่าผม 2 ปี (ตอนนี้ผมอายุ 24 ปี ส่วนเขาอายุ 22 ปี) เราอยู่ห่างกันแบบสุด ๆ เขาอยู่เหนือสุดของประเทศ ส่วนผมอยู่ใจกลางของประเทศ  ผมมีโอกาสได้พูดคุยและทำความรู้จักกับเขาจนผมรู้สึกได้ว่าเขามี Feedback การโต้ตอบที่ดีมาก และเขาเป็นคนที่น่ารักมากครับ ผมไม่เคยคิดว่าผมจะมีแฟนที่น่ารักและเคมีที่เข้ากันได้มากขนาดนี้ แต่เขามีให้ผมครับ (ในเวลานั้นก็คือคลั่งรักเลยล่ะ)  และเมื่อผมมีเวลามากพอที่จะเดินทางไปหาเขา ผมก็ไปแบบไม่คิดอะไรเลยครับ ตั้งแต่ผมได้ไปหาเขาในครั้งแรก ผมก็นั่งเครื่องบินไปหาเขาทุกเดือน (บางเดือน 2 ครั้ง) เพื่อที่จะไม่ให้เขารู้สึกขาดหายหรือห่างกัน

จนมาถึงวันที่เขาได้มาใช้ชีวิตที่กรุงเทพฯ ซึ่งผมเองก็ดีใจมาก จึงได้ช่วยจัดแจง เลือกสรรในบางสิ่งให้ (อ่อ ลืมบอกไป เขายังอยู่ในวัยเรียนครับ ซึ่งการที่เขาได้มาอยู่ในกรุงเทพฯ ก็เพราะเขาซิ่วมาจากที่เรียนเดิม และได้มาเรียนที่เดียวกับผมในกรุงเทพฯ และการมาเรียนที่เดียวกับผมก็เพราะคะแนนมันจัดสรรมาครับ บังเอิญและผมก็ดีใจสุด ๆ) จากนั้นเราก็ได้ใช้ชีวิตตามประสาคนเป็นแฟนกันครับ ไม่เคยทำอะไรไม่ดี ไม่เคยเกินเลยใด ๆ หรือแม้แต่เรื่องนั้น อะไรที่วัยรุ่นเขาคะนองกันในวัยนี้เราทั้งสองเลือกที่จะไม่ทำมันครับ เพราะผมยังนึกถึงหน้าพ่อ-แม่ของผมและเขาอยู่เสมอ  เขาจะไปไหนผมยินดีไปส่ง-ไปรอ-ไปรับ เขาเดือดร้อนอะไรผมก็เป็นฝ่ายช่วยเหลือเขาตลอด ไม่เคยเกี่ยง มีไม่ตามใจบ้างเป็นบางครั้ง เอาเป็นว่า 80% ของชีวิตผม ผมมอบให้เขาแบบไม่เสียดายเลย เพราะผมดีใจที่ได้ทำมัน (ตอนนี้ผมจบการศึกษาและทำงานแล้ว แต่เขายังศึกษาอยู่ในชั้นปีที่ 3 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ ผมก็ไปหาเขาตลอดไม่เคยขาด และตอนที่ผมยังเรียนอยู่ ผมก็ไป ๆ มา ๆ บ้านผมกับคอนโดที่เขาอาศัยอยู่ตลอดครับ)

และความรักที่เราได้อยู่ด้วยกันมันก็กินเวลามาถึง 2 ปีนับตั้งแต่วันที่เขามาเรียนที่กรุงเทพฯ ใครคิดว่ากันอยู่ด้วยกันแล้วมันจะทำให้ความสัมพันธ์มันดีขึ้น มันอาจจะจริงในบางคู่ที่ช่วยกันทำมันให้ดี แต่สำหรับคู่ผมนั้น “ไม่ใช่” (ประโยคที่ว่า ‘ให้ลองมาใช้ชีวิตด้วยกันก่อนแล้วจะรู้จักกันมากขึ้น’ มันเกินจริงเลยครับ)  ผมเป็นคนที่ให้ความสำคัญในเรื่อง Long-term กับความสัมพันธ์และความเป็นอยู่ (เช่น การวางแผนทำในสิ่งที่ดี การใช้ชีวิตร่วมกัน การออกกำลังกาย ฯลฯ) ซึ่งผมก็ไม่ได้จะตึงกับสิ่งนั้นเท่าไร มีหย่อน ๆ บ้าง เพราะไม่อยากให้เขารู้สึกว่าต้องมาปรับตัวไปจากชีวิตความเป็นอยู่เดิมของเขา แต่เขามักจะทำตรงกันข้ามกับสิ่งเหล่านั้นแบบมากจนเกินไป เขาใช้ชีวิตแบบไร้เป้าหมาย ละเลยการดูแลตัวเอง/หน้าที่ในบางสิ่ง เข้าสังคมไม่เก่ง กลัวการสนทนากับผู้คน พอผมแนะนำไปก็หาว่าจุกจิก หรือพอเขาผิดหวังกับบางสิ่งที่เขาไปเผชิญมา เมื่อผมทำหน้าที่เป็นผู้ฟังเสร็จและจะแนะนำเขา เขาก็สวนผมกลับมาว่า “มันใช่เวลาที่จะมาสอนไหม?” (แต่ตอนปกติทั่วไป ผมก็จะคอยแนะนำอยู่ตลอด แต่เขาก็ไม่สนใจที่จะรับฟัง) โดยส่วนใหญ่ในหลายเรื่อง ผมก็จะเป็นฝ่ายออกหน้าแทนเขา


จน 2 เดือนที่แล้ว เขาเป็นฝ่ายขอแยกทางกับผมครับ เขาให้เหตุผลว่า เขา “หมดรัก” รวมไปถึง“ความคิดที่แตกต่างกันโดยสิ้นเชิง” ผมยอมรับว่าที่เขากล่าวมามันก็จริงและผมก็ทำใจกับตัวเองมาโดยตลอด เพราะบางอย่างผมก็มีส่วนที่ทำให้เขา “หมดรัก” ผมจริง ๆ แต่ผมตกใจกับการที่เขาทำแบบนี้ เพราะเขาไม่เคยแสดงอาการมาก่อนว่าเขาจะเป็นฝ่ายที่หักดิบกับผม ผมเลยขอโอกาสเขาอีกครั้ง ซึ่ง ณ เวลานั้นเขาให้โอกาสครับ แต่พอผ่านไป 2 วัน เขาก็แชตมาบอกกับผมว่า “ขอไม่ไปต่อ” (ในวันนั้นเราสองคนอยู่คนละที่) โดยเขาให้เหตุผลเดิมครับ  จากวันนั้นถึงวันนี้ มันทำเอาผมยังรู้สึกค้างคากับหลายสิ่งอยู่มาก และเสียดายสังคมคนรอบข้างของเขาทุกคน เพราะผู้หญิงคนนี้คือคนแรกที่ผมตั้งใจจะใช้ชีวิตกับเขาแบบจริงจัง มองไปถึงอนาคต และเชื่อว่าสิ่งต่าง ๆ ที่เขายังทำมันไม่ได้ในวันนี้ มันคงจะดีขึ้นเองตามวัยวุฒิและวุฒิภาวะของเขา จึงมันทำให้ผมสนิทและกล้าพูดคุยกับคนในครอบครัว เพื่อนฝูง สังคมของเขาแบบจริงใจ ซึ่งหลังจากที่เขาแชตบอกผมในวันนั้นเขาทำเหมือนผมไม่เคยมีตัวตนในชีวิตที่ผ่านมาของเขาสักนิด เขาไม่แม้แต่จะมาร่ำลา ขอบคุณ และขอโทษในบางสิ่งที่ผ่านมาด้วยซ้ำ

จนวันนี้ผมเองก็มาตกตะกอนทางความคิดว่า ที่ผ่านมาผมเองเหมือน “ของตาย” ในชีวิตเขาครับ คือยามใดที่เขาเดือดร้อนหรือต้องการความช่วยเหลือ เขาก็จะรู้ว่ามีคนที่คอยแก้เกมให้เขาได้เสมอ นั่นคือ “ผม”  เมื่อย้อนกลับไปมอง ผมเริ่มรู้สึกว่าความสัมพันธ์ครั้งนี้อาจมีผมเพียงคนเดียวที่พยายามประคับประคองมันให้เดินไปข้างหน้า ซึ่งผมไม่ได้รู้สึกเสียดายในสิ่งที่เคยให้ไป แต่ผมเพิ่งมารู้ตัวว่า “บางครั้งการทุ่มเทให้ใครสักคนมากเกินไปก็อาจทำให้เราเผลอมองข้ามความต้องการและคุณค่าของตัวเอง” ไปได้เหมือนกัน (ต้องขอโทษที่จะพูดว่า เขาไม่เคยปรับให้อยู่ตรงกลาง ไม่เคยลงแรง ไม่เคยลงทุนในความสัมพันธ์ใด ๆ ที่จะทำให้มันยั่งยืนเลย) กลายเป็นผมนั่นเองที่ผ่านมานั้นลงทุนทั้งแรง เวลา เงิน ซึ่งผมก็ไม่เคยรู้สึกเสียดาย เพราะผมตั้งใจรักเขามากจึงเลือกที่จะทำแบบนั้น


หลังจากเราเลิกกัน ผมพยายามลืมแต่มันไม่เลือนหายไปใจจากผมครับ เพราะผมเอาเขาไปผูกกับสถานที่ รูป เสียง กลิ่น รสไว้เยอะมาก เศร้าใจมากครับ คงต้องใช้เวลามาก ๆ กลายเป็นว่าได้เขามาอยู่ใกล้ผม แต่ผมกลับไม่กล้าไปในที่เดิม ที่ ๆ ผมเคยใช้ชีวิตอยู่ก่อนหน้าที่เขาจะมาอยู่เลย (เช่น ย่านมหาวิทยาลัยที่ผมผูกพัน) //ดันไปเห็นเขาอยู่กับคนใหม่ที่ใกล้ชิดแล้ว จากที่กำลังจะกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติ กลายเป็นว่ากลับมาเฮิร์ทหนักเลย บางสิ่งที่ผมเคยขอให้เขาทำด้วยกันกับผม เขาไม่เคยทำ แต่ไปทำกับคนใหม่ (มันจี๊ด TT)

ถือว่าเป็นประสบการณ์ความรักที่ทำให้ผมนั้นฝังใจมากครับ ผู้ชายอาภัพรักมักเป็นผมเสมอ…
แก้ไขข้อความเมื่อ

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่