เมื่อมองกลับมาที่ชีวิตของตัวเอง เขาก็พบว่ามันช่างเรียบง่ายเสียเหลือเกิน
เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งแถบชานเมือง ตื่นขึ้นมาก็กินข้าว หากวันไหนมีงาน ก็ออกไปทำงาน หากไม่มีงานก็อยู่บ้าน นั่งเล่น อ่านหนังสือ หรือปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเงียบ ๆ บางครั้งก็มีความฝันอยากเดินทางไปที่โน่นที่นี่ อยากมีชีวิตแบบนั้นแบบนี้ แต่เมื่อถึงเวลาจริง ชีวิตก็ยังคงดำเนินไปตามจังหวะเดิม
ไม่มีเหตุการณ์หวือหวา ไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้น ไม่มีความรักโรแมนติกเหมือนในภาพยนตร์หรือในนิยาย มีเพียงวันธรรมดาต่อวันธรรมดา ตื่นนอน กินข้าว ทำงาน กลับบ้าน พักผ่อน แล้วก็นอนหลับ เพื่อเริ่มต้นวันใหม่อีกครั้ง
เมื่อมองดูชีวิตของตัวเองเทียบกับผู้คนที่เดินอยู่ในห้าง เขาอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตของคนบางกลุ่มดูมีสีสันและน่าสนใจมากกว่า มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งใหม่ ๆ ได้กินอาหารดี ๆ ได้เดินทาง และมีทางเลือกมากมายในชีวิต
แต่แล้วเขาก็ลองคิดอีกมุมหนึ่ง ชีวิตของคนเหล่านั้นอาจไม่ได้มีสีสันตลอดเวลาเหมือนภาพที่เขามองเห็นก็ได้ พวกเขาก็คงมีวันธรรมดาที่ต้องตื่นไปทำงาน มีเรื่องให้กังวล มีความเหนื่อยล้า และมีช่วงเวลาที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตไม่ต่างจากคนทั่วไป
บางทีชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ก็อาจเป็นเช่นนี้ เราต่างใช้ชีวิตอยู่กับกิจวัตรเดิม ๆ มีความฝัน มีความหวัง มีความต้องการบางอย่างที่ยังไปไม่ถึง และเฝ้ารอให้มีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นเพื่อทำให้ชีวิตแตกต่างจากเดิม
แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ เรากำลังมองความธรรมดาว่าเป็นสิ่งน่าเบื่อเกินไปหรือเปล่า เรามักรู้สึกว่าชีวิตที่ดีควรมีสีสัน ควรมีเรื่องราวที่น่าจดจำ ควรมีความสำเร็จหรือประสบการณ์พิเศษบางอย่างเกิดขึ้นอยู่เสมอ ราวกับว่าการใช้ชีวิตธรรมดา ๆ นั้นเป็นชีวิตที่ยังขาดอะไรบางอย่าง
แล้วแท้จริงแล้ว แก่นของชีวิตมนุษย์คืออะไรกันแน่? ชีวิตที่ดีจำเป็นต้องเต็มไปด้วยสีสันและความตื่นเต้นอยู่เสมอหรือไม่ หรือบางทีความธรรมดาที่เราพยายามหลีกหนี อาจเป็นส่วนสำคัญที่สุดของชีวิตก็ได้
เพราะเมื่อคิดดูแล้ว เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตคนเราก็ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาพิเศษเหล่านั้น แต่เกิดขึ้นในวันธรรมดาที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ เราใช้ชีวิตอยู่กับมื้ออาหารธรรมดา การทำงานธรรมดา การพูดคุยธรรมดา และการกลับบ้านมาพักผ่อนในตอนเย็น สิ่งเหล่านี้อาจดูไม่มีความหมายมากนักเมื่อมองแยกออกมา แต่เมื่อรวมกันแล้ว มันก็คือชีวิตทั้งชีวิตของเรา
บางทีความสุขอาจไม่ได้อยู่ที่การมีชีวิตที่เพริศแพร้วพรรณรายตลอดเวลา แต่อาจอยู่ที่การค้นพบว่าความธรรมดาเองก็มีบางสิ่งให้เราชื่นชมได้เช่นกัน
และบางที ชีวิตที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ก็อาจกำลังบ่มเพาะบางสิ่งบางอย่างอยู่เงียบ ๆ เช่นกัน ทั้งความคิด ประสบการณ์ ความเข้าใจ และมุมมองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา โดยที่เราอาจไม่ทันสังเกตเห็น
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สายตาของเขาก็กลับไปหยุดอยู่ที่เนื้อ Dry-aged ในตู้แช่อีกครั้ง
บางชีวิตไม่ได้มีสีสันจัดจ้าน แต่ก็อาจมีรสชาติที่ลึกซึ้งเมื่อเราใช้เวลาอยู่กับมันมากพอ หรือบางที ความธรรมดาที่ดำเนินไปวันแล้ววันเล่านี่เอง อาจเป็นเรื่องปกติที่สุดของชีวิตมนุษย์
ชีวิตก็เหมือนเนื้อ Dry-aged 2
เขาอาศัยอยู่ในบ้านหลังหนึ่งแถบชานเมือง ตื่นขึ้นมาก็กินข้าว หากวันไหนมีงาน ก็ออกไปทำงาน หากไม่มีงานก็อยู่บ้าน นั่งเล่น อ่านหนังสือ หรือปล่อยเวลาให้ผ่านไปอย่างเงียบ ๆ บางครั้งก็มีความฝันอยากเดินทางไปที่โน่นที่นี่ อยากมีชีวิตแบบนั้นแบบนี้ แต่เมื่อถึงเวลาจริง ชีวิตก็ยังคงดำเนินไปตามจังหวะเดิม
ไม่มีเหตุการณ์หวือหวา ไม่มีเรื่องน่าตื่นเต้น ไม่มีความรักโรแมนติกเหมือนในภาพยนตร์หรือในนิยาย มีเพียงวันธรรมดาต่อวันธรรมดา ตื่นนอน กินข้าว ทำงาน กลับบ้าน พักผ่อน แล้วก็นอนหลับ เพื่อเริ่มต้นวันใหม่อีกครั้ง
เมื่อมองดูชีวิตของตัวเองเทียบกับผู้คนที่เดินอยู่ในห้าง เขาอดคิดไม่ได้ว่าชีวิตของคนบางกลุ่มดูมีสีสันและน่าสนใจมากกว่า มีโอกาสได้สัมผัสสิ่งใหม่ ๆ ได้กินอาหารดี ๆ ได้เดินทาง และมีทางเลือกมากมายในชีวิต
แต่แล้วเขาก็ลองคิดอีกมุมหนึ่ง ชีวิตของคนเหล่านั้นอาจไม่ได้มีสีสันตลอดเวลาเหมือนภาพที่เขามองเห็นก็ได้ พวกเขาก็คงมีวันธรรมดาที่ต้องตื่นไปทำงาน มีเรื่องให้กังวล มีความเหนื่อยล้า และมีช่วงเวลาที่รู้สึกเบื่อหน่ายกับชีวิตไม่ต่างจากคนทั่วไป
บางทีชีวิตของมนุษย์ส่วนใหญ่ก็อาจเป็นเช่นนี้ เราต่างใช้ชีวิตอยู่กับกิจวัตรเดิม ๆ มีความฝัน มีความหวัง มีความต้องการบางอย่างที่ยังไปไม่ถึง และเฝ้ารอให้มีอะไรสักอย่างเกิดขึ้นเพื่อทำให้ชีวิตแตกต่างจากเดิม
แต่สิ่งที่น่าคิดก็คือ เรากำลังมองความธรรมดาว่าเป็นสิ่งน่าเบื่อเกินไปหรือเปล่า เรามักรู้สึกว่าชีวิตที่ดีควรมีสีสัน ควรมีเรื่องราวที่น่าจดจำ ควรมีความสำเร็จหรือประสบการณ์พิเศษบางอย่างเกิดขึ้นอยู่เสมอ ราวกับว่าการใช้ชีวิตธรรมดา ๆ นั้นเป็นชีวิตที่ยังขาดอะไรบางอย่าง
แล้วแท้จริงแล้ว แก่นของชีวิตมนุษย์คืออะไรกันแน่? ชีวิตที่ดีจำเป็นต้องเต็มไปด้วยสีสันและความตื่นเต้นอยู่เสมอหรือไม่ หรือบางทีความธรรมดาที่เราพยายามหลีกหนี อาจเป็นส่วนสำคัญที่สุดของชีวิตก็ได้
เพราะเมื่อคิดดูแล้ว เวลาส่วนใหญ่ของชีวิตคนเราก็ไม่ได้เกิดขึ้นในช่วงเวลาพิเศษเหล่านั้น แต่เกิดขึ้นในวันธรรมดาที่ไม่มีอะไรน่าจดจำ เราใช้ชีวิตอยู่กับมื้ออาหารธรรมดา การทำงานธรรมดา การพูดคุยธรรมดา และการกลับบ้านมาพักผ่อนในตอนเย็น สิ่งเหล่านี้อาจดูไม่มีความหมายมากนักเมื่อมองแยกออกมา แต่เมื่อรวมกันแล้ว มันก็คือชีวิตทั้งชีวิตของเรา
บางทีความสุขอาจไม่ได้อยู่ที่การมีชีวิตที่เพริศแพร้วพรรณรายตลอดเวลา แต่อาจอยู่ที่การค้นพบว่าความธรรมดาเองก็มีบางสิ่งให้เราชื่นชมได้เช่นกัน
และบางที ชีวิตที่ดูเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย ก็อาจกำลังบ่มเพาะบางสิ่งบางอย่างอยู่เงียบ ๆ เช่นกัน ทั้งความคิด ประสบการณ์ ความเข้าใจ และมุมมองที่ค่อย ๆ เปลี่ยนไปตามกาลเวลา โดยที่เราอาจไม่ทันสังเกตเห็น
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สายตาของเขาก็กลับไปหยุดอยู่ที่เนื้อ Dry-aged ในตู้แช่อีกครั้ง
บางชีวิตไม่ได้มีสีสันจัดจ้าน แต่ก็อาจมีรสชาติที่ลึกซึ้งเมื่อเราใช้เวลาอยู่กับมันมากพอ หรือบางที ความธรรมดาที่ดำเนินไปวันแล้ววันเล่านี่เอง อาจเป็นเรื่องปกติที่สุดของชีวิตมนุษย์