ต้องรอ ‘ลูก’ อายุเท่าไร ถึงจะปล่อยให้อยู่กับจอได้? เด็กไม่ควรดูจอก่อน 2 ขวบ ผู้เชี่ยวชาญเตือน ผลเสีย มากกว่า ผลดี

ในยุคสมัยนี้ การเลี่ยงไม่ให้ลูกอยู่กับจออาจเป็นเรื่องยาก แต่บางครั้ง การปล่อยให้เด็กเล็กสัมผัสกับจอตั้งแต่แบเบาะ อาจเป็นเรื่องที่ควรระวัง


‘Dr. Ai Peng Tan’ รังสีแพทย์วินิจฉัยระบบประสาทในเด็กและนักประสาทวิทยาศาสตร์ด้านพัฒนาการ ประจำมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ เผยในงาน CNN Global Perspectives 2026 ว่า การให้เด็กรับชมจอตั้งแต่ช่วง 2 ขวบปีแรกของชีวิต มีผลต่อกระบวนการทางความคิดและสภาพจิตใจของเยาวชนเป็นอย่างมาก

Dr. Tan ได้ทำการวิจัยผ่านเทคโนโลยีสแกนภาพสมองขั้นสูง เพื่อทำความเข้าใจว่า การเลี้ยงดู รวมถึงการให้เด็กสัมผัสกับจอตั้งแต่ช่วงแรกของชีวิต มีผลต่อพัฒนาการสมอง พฤติกรรมการเรียนรู้ และสุขภาพจิตอย่างไรบ้าง โดยเธอเริ่มทำวิจัยตั้งแต่ปี 2009 ก่อนนำกลุ่มตัวอย่างมาสแกนสมองครั้งล่าสุดในปี 2026

[ดูจอตั้งแต่เด็ก จะกระตุ้นให้สมองพัฒนาไวเกินกว่าที่ควร ]

Dr. Tan อธิบายว่า การที่เด็กๆ อยู่กับหน้าจอเป็นระยะเวลานานตั้งแต่ช่วง 2 ปีแรก จะส่งผลกระทบต่อเครือข่ายการประมวลภาพและเครือข่ายการควบคุมการรับรู้ของสมอง เนื่องจากเนื้อหาที่รวดเร็วบนหน้าจอ มีส่วนทำให้สมองถูกกระตุ้นอย่างหนัก จนกลายเป็นการบังคับให้สมองพัฒนาไวขึ้น

ฟังผ่านๆ อาจดูเป็นเรื่องที่ดี แต่ความจริงแล้ว ไม่ใช่เลย เพราะ Dr. Tan กล่าวว่า สมองควรพัฒนาไปตามกาลเวลา และในช่วงที่สมองยังไม่พัฒนาอย่างเต็มที่ เด็กๆ จะสามารถเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ ได้ง่ายกว่า

“คุณต้องให้เวลาสมองเติบโต เพราะขณะที่มันกำลังค่อยๆ พัฒนา มันจะมีความยืดหยุ่นสูงมาก นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมมันถึงเป็นเรื่องง่ายในการสอนทักษะใหม่ให้กับเด็กๆ มากกว่าผู้ใหญ่อย่างฉัน ดังนั้น เราควรพยายามรักษาความยืดหยุ่นของสมองลูกให้ได้นานที่สุด แต่ถ้าคุณบังคับให้สมองลูกเติบโตไวเกินไป ระยะเวลาแห่งความยืดหยุ่นนี้ก็จะสั้นลง” Dr. Tan กล่าว

เธอเสริมว่า หากสมองของเด็กถูกกระตุ้นให้พัฒนาเร็วกว่าที่ควร เมื่อถึงวัยรุ่นที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทั้งในเชิงร่างกาย จิตใจ และสภาพแวดล้อม พวกเขาอาจขาดความยืดหยุ่นในการปรับตัว ทำให้มีความวิตกกังวลสูง หรือขาดทักษะในการตัดสินใจมากกว่าเด็กคนอื่นๆ

นอกจากนี้ คำว่า “จอ” ของ Dr. Tan ไม่ได้หมายถึงแค่มือถือหรือโซเชียลมีเดียเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงโทรทัศน์ ซึ่งในอนาคตคำว่าจอจะสามารถหมายถึงอะไรบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับพัฒนาการของเทคโนโลยี

[ ออสเตรเลียแบนไม่ให้เยาวชนต่ำกว่า 16 ปีเล่นโซเชียลมีเดีย แต่มาถูกทางจริงหรือ? ]

ถ้าจอมันจะเป็นปัญหาขนาดนี้ ก็แบนไปเลยดีไหม? รอบรรลุนิติภาวะแล้วค่อยใช้?

จริงๆ ปัญหาเรื่องเยาวชนกับการใช้จอเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงมานานกว่าทศวรรษ ตั้งแต่สมัยที่มีเพียงทีวีด้วยซ้ำ แต่การมีอยู่ของแพลตฟอร์มออนไลน์ อาจกระตุ้นให้หลายประเทศตื่นตัวมากขึ้น เช่น ‘ออสเตรเลีย’ ที่ประกาศแบนไม่ให้เยาวชนอายุต่ำกว่า 16 ปีใช้โซเชียลมีเดีย

‘Amanda Third’ นักวิจัยระดับศาสตราจารย์และผู้อำนวยการร่วมประจำศูนย์วิจัย Young & Resilient Research Center มหาวิทยาลัยเวสเทิร์นซิดนีย์ มองว่า สิ่งที่ออสเตรเลียทำอยู่เป็นเรื่องที่ซับซ้อนมาก ซึ่ง ณ ตอนนี้ ยังไม่สามารถบอกได้ว่ามันเวิร์กหรือไม่

แต่ในมุมมองของ Third การสั่งแบนอย่างเดียวอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะควรหาถึงต้นตอจริงๆ ว่า ส่วนไหนของโซเชียลมีเดียที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อเยาวชนบ้าง

Third อธิบายว่า จริงๆ แล้ว เทคโนโลยีมีประโยชน์ต่อเด็กๆ ในหลายด้าน เช่น สานสัมพันธ์กับเพื่อนๆ ใช้ติดตามสุขภาพ หรือเสิร์ชหาข้อมูลเพื่อการศึกษา แต่มันก็มีความเสี่ยงเช่นกัน

“คำถามคือ เราจะมั่นใจได้อย่างไรว่า เราจะได้รับประโยชน์สูงสุด แต่ก็ลดความเสี่ยงของอันตรายต่างๆ [จากเทคโนโลยี] ให้น้อยที่สุด? นั่นคือมุมมองใหม่ที่เราต้องคิดให้ตรงเป้า และควรพูดคุยกับเด็กๆ ด้วย เพราะพวกเขาคือผู้เชี่ยวชาญด้านการเติบโตในยุคดิจิทัลตัวจริง” Third กล่าว

ด้วยเหตุนี้ ในมุมมองของ Third ออสเตรเลียจึงควรปรับมาตรการที่ใช้อยู่ให้แข็งแกร่งขึ้น โดยไม่ใช่เป็นการกีดกันเด็กๆ ออกจากโซเชียลมีเดีย แต่สร้างประสบการณ์ออนไลน์ที่ปลอดภัยต่างหาก

[ ไม่ใช่แค่หน้าที่ของพ่อแม่ คุณครู หรือภาครัฐ แต่เป็นหน้าที่ของทุกคน ]

อย่างไรก็ตาม Dr. Tan และ Third ไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขชัดๆ ว่า ต้องอายุเท่าไรกันแน่ ถึงจะสามารถดูจอได้ เพราะความจริงแล้ว มันขึ้นอยู่กับบริบทครอบครัวด้วย

Third เผยว่า “คุณ [ผู้ปกครอง] คือคนที่รู้จักลูกตัวเองดีที่สุด คุณอาจไม่คิดเช่นนั้น แต่คุณคือแบบอย่างที่สำคัญมากในชีวิตของเด็กๆ และเทคโนโลยีจะดีต่อลูกคุณหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับบริบทว่าคุณให้พวกเขาใช้งานอย่างไร และสร้างสภาพแวดล้อมแบบไหน”

นอกจากนั้น Third บอกว่า รัฐบาลควรหาแนวทางในการพูดคุยและจูงใจให้เจ้าของแพลตฟอร์มต่างๆ ออกแบบโซเชียลมีเดีย ให้เหมาะสมกับการใช้งานของเยาวชนด้วย แม้จะเป็นเรื่องยากก็ตาม

Dr. Tan เสริมว่า เด็กแต่ละคนยังได้รับผลกระทบจากจอไม่เท่ากันด้วย โดยเด็กที่มีสมาธิสูงและจัดการอารมณ์ตนเองได้ดี มีแนวโน้มที่จะนำเทคโนโลยีมาก่อให้เกิดประโยชน์อย่างมีความรับผิดชอบมากกว่า

กลับกัน เด็กที่มีความวิตกกังวลสูง ใจร้อน ถูกกระตุ้นง่าย หรือเปราะบางทางสังคม ก็อาจได้รับผลกระทบเชิงลบจากการดูจอ เช่น เสี่ยงเสพติดโซเชียลมีเดียมากกว่า

Dr. Tan จึงมองว่า มันเป็นหน้าที่ของนักวิจัยด้วย ในการแปลงผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ยากๆ ให้ผู้ปกครองอ่านแล้วเข้าใจ จนสามารถนำไปจับสังเกตพฤติกรรมของบุตรหลานได้ว่า พวกเขามีความเสี่ยงต่อการดูจอมากน้อยแค่ไหน

“มันเป็นเรื่องยากที่จะเลี้ยงเด็กคนหนึ่งขึ้นมาโดยไม่ให้สัมผัสกับเทคโนโลยีเลย โลกแบบนั้นมันไม่มีอยู่จริงอีกต่อไปแล้ว ดังนั้น เราควรปรับเป้าหมายให้สมเหตุสมผล แล้วพยายามสร้างสภาพแวดล้อมทางดิจิทัลที่ช่วยให้ลูกๆ พัฒนาดีขึ้นมากกว่า” Dr. Tan กล่าว

สุดท้ายนี้ จะเห็นว่า การเลี้ยงเด็กคนหนึ่งในยุคที่เทคโนโลยีรายล้อม ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญทั้งสองคนก็เห็นตรงกันว่า มันไม่ใช่เรื่องของภาคส่วนใดภาคส่วนหนึ่ง แต่ควรเป็นการร่วมมือระหว่างผู้ปกครอง คุณครู รัฐบาล องค์กรไม่แสวงหาผลกำไร สถาบันทางสังคมต่างๆ รวมถึงเจ้าของแพลตฟอร์ม ที่ต้องช่วยกันพัฒนาเยาวชน ให้เป็นพลเมืองโลกที่มีคุณภาพ

https://brandinside.asia/screen-time-under-2-impact-on-child-development/?fbclid=IwdGRjcAVUiLhleHRuA2FlbQIxMQBwZG9mBWZkaWQWURbxj38fFQC2aiejw2A0xfSKiHMQKnNydGMGYXBwX2lkCjY2Mjg1NjgzNzkAAR8rz1TR2DVHW2ePXVgEikkU3tA4mXf4lUiBEHk9wqSlwO_Mbx9L60_QRN3ZxA_aem_a_ngSlm8j2FRS2rT-6N1cw

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่