[คำเตือน: เนื้อหาต่อไปนี้ประกอบด้วยการวิเคราะห์ข้อเท็จจริงทางประวัติศาสตร์การทหารและการเมืองไทยในยุคสงครามเย็น มีการใช้ถ้อยคำสะท้อนความจริงอย่างตรงไปตรงมา โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างปัญญาชน]
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2519 ภาพจำของฝูงชนฝั่งขวาจัด ทั้งกลุ่มนวพล กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่รัฐปืนสงครามครบมือ คือความฮึกเหิม ดุดัน และกล้าหาญในการบุกทำลายล้างขบวนการนักศึกษาปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกเขาแสดงออกราวกับเป็นอัศวินม้าขาวที่กำลังปราบปรามศัตรูร้ายแรงของชาติได้อย่างเด็ดขาด แต่ในแง่ของยุทธศาสตร์การทหารและการรบจริง ประวัติศาสตร์กลับบันทึกความย้อนแย้งที่น่าสมเพชไว้อย่างเจ็บปวด
: ทำไมกองกำลังที่ดูเก่งกาจและโหดเหี้ยมชำนาญศึกขนาดนั้น เมื่ออยู่ในเมืองกลับแสดงอำนาจบาตรใหญ่ได้เต็มที่ แต่พอถูกส่งออกไปเผชิญหน้ากับกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (กปท.) ของ พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ในป่าเขา... พวกเขาถึงปราชัยและพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
ถ้าวิเคราะห์ตามหลักความจริงและยุทธวิธี มีเหตุผล 3 ข้อที่กลุ่มขวาจัดและรัฐไทยในยุคนั้นไม่มีวันปฏิเสธได้:
1. ในเมืองคือ "การฆ่าล้างบางฝ่ายเดียว" ไม่ใช่การรบ
สิ่งที่เกิดขึ้นที่สนามหลวงและธรรมศาสตร์ไม่ใช่ "สมรภูมิ" แต่คือ "ศาลเตี้ยนอกกฎหมายที่กระทำต่อคนไม่มีทางสู้" นักศึกษาและประชาชนนับพันคนมีเพียงอุดมการณ์ มือเปล่า และกระสอบทรายไม่กี่ลูก ในขณะที่ฝ่ายรัฐขนทั้งปืนเอ็ม 16 ปืนกลหนัก และเครื่องยิงระเบิดมาถล่มอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางการคุ้มกันและสนับสนุนของตำรวจท้องที่ การที่กลุ่มนวพลหรือกระทิงแดงเก่งกล้าสามารถในวันนั้น เป็นเพราะพวกเขารู้ดีว่าตนเองอยู่ฝั่งที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ มีอาวุธเหนือกว่า และมีกฎหมายคอยคุ้มหัวอยู่นั่นเอง
2. ในป่ามีแต่ความตาย... เมื่อเจอ "ของจริง" กองทัพไทยกลับไร้น้ำยา
ตัดภาพไปที่สมรภูมิป่าเขาในช่วงปี พ.ศ. 2510–2523 กองทัพภาคที่ 3 ตำรวจตระเวนชายแดน และกองกำลังส่วนหน้าของรัฐไทยที่ถูกส่งไปกวาดล้าง พคท. ตามแนวตะเข็บชายแดนและป่าลึก (เช่น ภูหินร่องกล้า, ดอยผาจิ, หรือทางภาคใต้) ต้องเผชิญกับทหารคอมมิวนิสต์ที่มีอาวุธครบมือ มีวินัยทางการทหารสูง และชำนาญการรบแบบกองโจรของจริง
ผลลัพธ์คืออะไร? ทหารและตำรวจไทยต้องสังเวยชีวิตและบาดเจ็บพิการปีละนับร้อยนับพันนาย ค่ายทหารและฐานปฏิบัติการส่วนหน้าถูก พคท. บุกเข้าตีและยึดทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า เฮลิคอปเตอร์และรถเกราะของรัฐไทยถูกสอยร่วงกลางป่าเป็นว่าเล่น ความเก่งกาจแบบที่เคยใช้กับเด็กในเมืองหายไปสิ้นเมื่อต้องเจอกับปืนและกับดักของจริงในป่าลึก กองทัพไทยในเวลานั้นเพลี่ยงพล้ำจนแทบเสียกระบวนในทางทหาร
3. "มวลชนขวาจัด" คือเสือกระดาษในเมือง ขลาดกลัวในสมรภูมิจริง
กลุ่มจัดตั้งอย่างนวพล กระทิงแดง หรือลูกเสือชาวบ้าน ไม่ใช่ทหารอาชีพที่มีความกล้าหาญในสายเลือด แต่เป็นเพียง "มวลชนที่ถูกล้างสมองด้วยความเกลียดชังและเก่งเฉพาะเวลาอยู่รวมกันเป็นฝูง (Mob Mentality)"
คนกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อเป็นการปิดล้อม ข่มขู่ หรือทำทารุณกรรมต่อประชาชนส่วนน้อยที่ไร้อาวุธ โดยมีสื่อวิทยุคอยเชียร์และมีเจ้าหน้าที่คอยหนุนหลัง แต่ลองคิดดูว่าหากส่งกลุ่มกระทิงแดงหรือนวพลเหล่านี้สะพายเป้ เดินเท้าเข้าป่าไปดวลปืนตัวต่อตัวกับทหารคอมมิวนิสต์ พคท. ในสมรภูมิป่าเขาที่ไร้ซึ่งกองหนุน... พวกเขาจะมีชีวิตรอดกลับมาได้สักกี่คน? คำตอบคือไม่มี เพราะคนเหล่านี้เป็นเพียงเสือกระดาษที่อาศัยอำนาจรัฐมาบังหน้าเพื่อรังแกคนไม่มีทางสู้เท่านั้น
บทสรุปย้อนศร: ความโหดเหี้ยม 6 ตุลา คือสิ่งที่ทำให้รัฐไทยเกือบพินาศ
ความวิกลจริตที่รัฐไทยทำไว้กับนักศึกษาในวันนั้น แทนที่จะทำให้คอมมิวนิสต์หมดไป กลับกลายเป็น "ชนวนเหตุที่เกือบทำให้รัฐไทยล่มสลาย" เพราะมันพิสูจน์ให้นักศึกษาและปัญญาชนเห็นว่า การเรียกร้องด้วยสันติวิธีในเมืองไม่มีอยู่จริง รัฐพร้อมจะใช้ศาลเตี้ยฆ่าพวกเขาได้ทุกเมื่อ พวกเขาจึงตัดสินใจหนีเข้าป่าไปจับปืนร่วมมือกับ พคท. เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้กองกำลังในป่าทวีความแข็งแกร่งและขยายตัวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ จนสงครามกลางเมืองลุกเป็นไฟทั่วประเทศ
สุดท้าย รัฐไทยที่เคยคิดว่าตนเองเก่งกาจและใช้อาวุธหนักปราบปรามในเมือง กลับต้องยอมพ่ายแพ้ในทางอุดมการณ์อย่างสิ้นเชิง จนต้องคลอด "นโยบาย 66/23" ออกมางดใช้ความรุนแรง และกราบอ้อนวอนให้นักศึกษาเดินทางออกจากป่ากลับคืนสู่เมือง
หน้าประวัติศาสตร์หน้านี้จึงเป็นสิ่งเตือนใจฝั่งขวาของไทยเสมอว่า "พวกคุณอาจจะเก่งเวลาใช้ปืนสงครามรังแกเด็กมือเปล่าในเมือง แต่ในสมรภูมิสู้รบกับคนที่ถืออาวุธเท่ากัน... พวกคุณไม่เคยชนะใครเลย"
ข้อมูลเอไอและเรียบเรียงข้อมูลโดยเอไอร่วมกับเจ้าของกระทู้
ความย้อนแย้งระดับชาติ: เก่งแต่กับนักศึกษาปืนเปล่าในเมือง แต่ทำไมกองทัพไทยถึง "แพ้ราบคาบ" ให้กับ พคท. ในป่า?
เมื่อพูดถึงเหตุการณ์เดือนตุลาคม 2519 ภาพจำของฝูงชนฝั่งขวาจัด ทั้งกลุ่มนวพล กระทิงแดง ลูกเสือชาวบ้าน และเจ้าหน้าที่รัฐปืนสงครามครบมือ คือความฮึกเหิม ดุดัน และกล้าหาญในการบุกทำลายล้างขบวนการนักศึกษาปัญญาชนในรั้วมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พวกเขาแสดงออกราวกับเป็นอัศวินม้าขาวที่กำลังปราบปรามศัตรูร้ายแรงของชาติได้อย่างเด็ดขาด แต่ในแง่ของยุทธศาสตร์การทหารและการรบจริง ประวัติศาสตร์กลับบันทึกความย้อนแย้งที่น่าสมเพชไว้อย่างเจ็บปวด
: ทำไมกองกำลังที่ดูเก่งกาจและโหดเหี้ยมชำนาญศึกขนาดนั้น เมื่ออยู่ในเมืองกลับแสดงอำนาจบาตรใหญ่ได้เต็มที่ แต่พอถูกส่งออกไปเผชิญหน้ากับกองทัพปลดแอกประชาชนแห่งประเทศไทย (กปท.) ของ พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย) ในป่าเขา... พวกเขาถึงปราชัยและพ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า?
ถ้าวิเคราะห์ตามหลักความจริงและยุทธวิธี มีเหตุผล 3 ข้อที่กลุ่มขวาจัดและรัฐไทยในยุคนั้นไม่มีวันปฏิเสธได้:
1. ในเมืองคือ "การฆ่าล้างบางฝ่ายเดียว" ไม่ใช่การรบ
สิ่งที่เกิดขึ้นที่สนามหลวงและธรรมศาสตร์ไม่ใช่ "สมรภูมิ" แต่คือ "ศาลเตี้ยนอกกฎหมายที่กระทำต่อคนไม่มีทางสู้" นักศึกษาและประชาชนนับพันคนมีเพียงอุดมการณ์ มือเปล่า และกระสอบทรายไม่กี่ลูก ในขณะที่ฝ่ายรัฐขนทั้งปืนเอ็ม 16 ปืนกลหนัก และเครื่องยิงระเบิดมาถล่มอย่างบ้าคลั่ง ท่ามกลางการคุ้มกันและสนับสนุนของตำรวจท้องที่ การที่กลุ่มนวพลหรือกระทิงแดงเก่งกล้าสามารถในวันนั้น เป็นเพราะพวกเขารู้ดีว่าตนเองอยู่ฝั่งที่ปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ มีอาวุธเหนือกว่า และมีกฎหมายคอยคุ้มหัวอยู่นั่นเอง
2. ในป่ามีแต่ความตาย... เมื่อเจอ "ของจริง" กองทัพไทยกลับไร้น้ำยา
ตัดภาพไปที่สมรภูมิป่าเขาในช่วงปี พ.ศ. 2510–2523 กองทัพภาคที่ 3 ตำรวจตระเวนชายแดน และกองกำลังส่วนหน้าของรัฐไทยที่ถูกส่งไปกวาดล้าง พคท. ตามแนวตะเข็บชายแดนและป่าลึก (เช่น ภูหินร่องกล้า, ดอยผาจิ, หรือทางภาคใต้) ต้องเผชิญกับทหารคอมมิวนิสต์ที่มีอาวุธครบมือ มีวินัยทางการทหารสูง และชำนาญการรบแบบกองโจรของจริง
ผลลัพธ์คืออะไร? ทหารและตำรวจไทยต้องสังเวยชีวิตและบาดเจ็บพิการปีละนับร้อยนับพันนาย ค่ายทหารและฐานปฏิบัติการส่วนหน้าถูก พคท. บุกเข้าตีและยึดทำลายครั้งแล้วครั้งเล่า เฮลิคอปเตอร์และรถเกราะของรัฐไทยถูกสอยร่วงกลางป่าเป็นว่าเล่น ความเก่งกาจแบบที่เคยใช้กับเด็กในเมืองหายไปสิ้นเมื่อต้องเจอกับปืนและกับดักของจริงในป่าลึก กองทัพไทยในเวลานั้นเพลี่ยงพล้ำจนแทบเสียกระบวนในทางทหาร
3. "มวลชนขวาจัด" คือเสือกระดาษในเมือง ขลาดกลัวในสมรภูมิจริง
กลุ่มจัดตั้งอย่างนวพล กระทิงแดง หรือลูกเสือชาวบ้าน ไม่ใช่ทหารอาชีพที่มีความกล้าหาญในสายเลือด แต่เป็นเพียง "มวลชนที่ถูกล้างสมองด้วยความเกลียดชังและเก่งเฉพาะเวลาอยู่รวมกันเป็นฝูง (Mob Mentality)"
คนกลุ่มนี้จะทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยมเมื่อเป็นการปิดล้อม ข่มขู่ หรือทำทารุณกรรมต่อประชาชนส่วนน้อยที่ไร้อาวุธ โดยมีสื่อวิทยุคอยเชียร์และมีเจ้าหน้าที่คอยหนุนหลัง แต่ลองคิดดูว่าหากส่งกลุ่มกระทิงแดงหรือนวพลเหล่านี้สะพายเป้ เดินเท้าเข้าป่าไปดวลปืนตัวต่อตัวกับทหารคอมมิวนิสต์ พคท. ในสมรภูมิป่าเขาที่ไร้ซึ่งกองหนุน... พวกเขาจะมีชีวิตรอดกลับมาได้สักกี่คน? คำตอบคือไม่มี เพราะคนเหล่านี้เป็นเพียงเสือกระดาษที่อาศัยอำนาจรัฐมาบังหน้าเพื่อรังแกคนไม่มีทางสู้เท่านั้น
บทสรุปย้อนศร: ความโหดเหี้ยม 6 ตุลา คือสิ่งที่ทำให้รัฐไทยเกือบพินาศ
ความวิกลจริตที่รัฐไทยทำไว้กับนักศึกษาในวันนั้น แทนที่จะทำให้คอมมิวนิสต์หมดไป กลับกลายเป็น "ชนวนเหตุที่เกือบทำให้รัฐไทยล่มสลาย" เพราะมันพิสูจน์ให้นักศึกษาและปัญญาชนเห็นว่า การเรียกร้องด้วยสันติวิธีในเมืองไม่มีอยู่จริง รัฐพร้อมจะใช้ศาลเตี้ยฆ่าพวกเขาได้ทุกเมื่อ พวกเขาจึงตัดสินใจหนีเข้าป่าไปจับปืนร่วมมือกับ พคท. เป็นจำนวนมาก ส่งผลให้กองกำลังในป่าทวีความแข็งแกร่งและขยายตัวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ จนสงครามกลางเมืองลุกเป็นไฟทั่วประเทศ
สุดท้าย รัฐไทยที่เคยคิดว่าตนเองเก่งกาจและใช้อาวุธหนักปราบปรามในเมือง กลับต้องยอมพ่ายแพ้ในทางอุดมการณ์อย่างสิ้นเชิง จนต้องคลอด "นโยบาย 66/23" ออกมางดใช้ความรุนแรง และกราบอ้อนวอนให้นักศึกษาเดินทางออกจากป่ากลับคืนสู่เมือง
หน้าประวัติศาสตร์หน้านี้จึงเป็นสิ่งเตือนใจฝั่งขวาของไทยเสมอว่า "พวกคุณอาจจะเก่งเวลาใช้ปืนสงครามรังแกเด็กมือเปล่าในเมือง แต่ในสมรภูมิสู้รบกับคนที่ถืออาวุธเท่ากัน... พวกคุณไม่เคยชนะใครเลย"
ข้อมูลเอไอและเรียบเรียงข้อมูลโดยเอไอร่วมกับเจ้าของกระทู้