JJNY : ผลสำรวจธำรงศักดิ์โพล│“นฤมาศ”จี้แจงรับทุนจีน│แผ่นดินไหว เขย่าพะเยา 5 ครั้งติด!│ผู้นำสูงสุดอิหร่านกร้าว พร้อมตอบโต้

ผลสำรวจธำรงศักดิ์โพล พบส่วนใหญ่ 42.48% ให้คะแนน 'ผู้นำฝ่ายค้าน' 6-10 คะแนน 80.88% ให้คะแนน 'นายก' 0-4 คะแนน
https://prachatai.com/journal/2026/11/119277
.

.
ธำรงศักดิ์โพล สำรวจประชาชน 4,616 คน ระหว่าง 4-18 ตุลาคม 2569 พบคะแนนการทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านของณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ กระจายทั้งสองด้าน โดย 42.48% ให้คะแนน 6-10 คะแนน และ 14.97% ให้เต็ม 10 คะแนน ขณะที่ผลสำรวจนายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ก่อนหน้านี้ พบผู้ให้คะแนน 0 ถึง 37.21% และคะแนนระดับ 0-4 รวมสูงถึง 80.88%
.
1 พฤศจิกายน 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์ ผู้อำนวยการหลักสูตรรัฐศาสตรมหาบัณฑิต คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต เผยแพร่ผลสำรวจภายใต้ชื่อ "อาจารย์ธำรงศักดิ์โพล" ซึ่งเป็นงานวิจัยส่วนบุคคล เก็บแบบสอบถามจากประชาชนทั่วประเทศ 4,616 คน ระหว่างวันที่ 4-18 ตุลาคม 2569 โดยนักศึกษาปริญญาตรี โท และเอก คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต 160 คน ใน 51 จังหวัด
.
ผู้วิจัยระบุว่า ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 ส่วนอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2569 หลังยุบสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569
.
คำถามแรกถามว่าให้คะแนนณัฐพงษ์ในการทำหน้าที่ผู้นำฝ่ายค้านระดับใด (เต็ม 10) มีผู้ตอบ 4,596 คน ผลเป็นดังนี้
- ระดับ 0 ร้อยละ 11.64 (535 คน)
- ระดับ 1 ร้อยละ 7.59 (349 คน)
- ระดับ 2 ร้อยละ 6.31 (290 คน)
- ระดับ 3 ร้อยละ 6.77 (311 คน)
- ระดับ 4 ร้อยละ 8.09 (372 คน)
- ระดับ 5 ร้อยละ 17.12 (787 คน)
- ระดับ 6 ร้อยละ 7.25 (333 คน)
- ระดับ 7 ร้อยละ 7.14 (328 คน)
- ระดับ 8 ร้อยละ 8.16 (375 คน)
- ระดับ 9 ร้อยละ 4.96 (228 คน)
- ระดับ 10 ร้อยละ 14.97 (688 คน)
.
เมื่อพิจารณาภาพรวม ระดับ 0-4 รวมกันร้อยละ 40.40 ระดับ 5 ซึ่งหมายถึงปานกลาง ร้อยละ 17.12 และระดับ 6-10 รวมกันร้อยละ 42.48 ผู้วิจัยระบุว่าหากนับคะแนนระดับปานกลางขึ้นไปซึ่งเทียบเท่าร้อยละ 50 ขึ้นไป รวมกันได้ร้อยละ 59.60 ส่วนคะแนนเต็ม 10 ที่ได้ร้อยละ 14.97 เป็นคำตอบที่พบมากเป็นอันดับสองรองจากระดับ 5
.
ผลสำรวจเปรียบเทียบกับคะแนนอนุทินในการทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีช่วง 6 เดือน ซึ่งธำรงศักดิ์โพลเผยแพร่เมื่อวันที่ 18 ตุลาคม 2569 โดยมีผู้ตอบ 3,754 คน พบว่าให้ระดับ 0 ร้อยละ 37.21 (1,397 คน) ระดับ 1 ร้อยละ 16.52 ระดับ 2 ร้อยละ 10.00 ระดับ 3 ร้อยละ 9.35 ระดับ 4 ร้อยละ 7.80 ระดับ 5 ร้อยละ 11.32 ระดับ 6 ร้อยละ 3.06 ระดับ 7 ร้อยละ 1.41 ระดับ 8 ร้อยละ 1.02 ระดับ 9 ร้อยละ 0.86 และระดับ 10 ร้อยละ 1.45 (54 คน) โดยระดับ 0-4 รวมกันร้อยละ 80.88
.
ผู้วิจัยกำหนดความหมายของค่าระดับไว้ว่า ระดับ 0 คือไม่ได้คะแนน ระดับ 1-2 น้อยที่สุด ระดับ 3-4 น้อย ระดับ 5 ปานกลาง ระดับ 6-7 มาก ระดับ 8-9 มากที่สุด และระดับ 10 คือคะแนนเต็ม
.
ผู้ตอบแบบสอบถาม 4,616 คน เป็นหญิงร้อยละ 53.32 ชายร้อยละ 41.98 และเพศหลากหลายร้อยละ 4.70 ด้านอายุเป็น Gen Z (18-29 ปี) ร้อยละ 52.32 Gen Y (30-45 ปี) ร้อยละ 23.22 Gen X (46-61 ปี) ร้อยละ 15.88 และ Baby Boomer ขึ้นไป (62 ปีขึ้นไป) ร้อยละ 8.58
.
ด้านการศึกษา ปริญญาตรีหรือเทียบเท่าร้อยละ 46.08 มัธยมศึกษาหรือเทียบเท่าร้อยละ 28.62 อนุปริญญาหรือเทียบเท่าร้อยละ 13.10 ประถมศึกษาหรือต่ำกว่าร้อยละ 7.39 และสูงกว่าปริญญาตรีร้อยละ 4.81
.
ด้านอาชีพ เป็นนักเรียนนักศึกษาร้อยละ 41.75 เจ้าของธุรกิจ/อาชีพอิสระร้อยละ 11.35 พนักงานเอกชนร้อยละ 10.79 ข้าราชการ/พนักงานของรัฐ/รัฐวิสาหกิจร้อยละ 10.68 รับจ้างทั่วไป/ผู้ใช้แรงงานร้อยละ 10.05 เกษตรกรร้อยละ 7.30 พ่อบ้าน/แม่บ้าน/เกษียณอายุ/ว่างงานร้อยละ 5.61 และอื่น ๆ ร้อยละ 2.47
.
ด้านรายได้ต่อเดือน ไม่มีรายได้ร้อยละ 25.74 ไม่เกิน 10,000 บาทร้อยละ 21.60 10,001-20,000 บาทร้อยละ 23.42 20,001-30,000 บาทร้อยละ 14.49 30,001-40,000 บาทร้อยละ 6.93 และ 40,001 บาทขึ้นไปร้อยละ 7.82
.
ผู้วิจัยระบุว่างานวิจัยนี้เป็นการวิจัยส่วนบุคคล ทัศนะที่ปรากฏไม่เกี่ยวข้องกับสถาบันการศึกษาใด 
.

.
“นฤมาศ” จี้รัฐบาลแจงรับทุนจีนพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิล หวั่นเปิดช่องขนแบตเตอรี่-โซลาร์เซลล์เก่าทิ้ง
https://www.thairath.co.th/news/politic/2969715
.
“นฤมาศ” จี้รัฐบาลแจงปมรับทุนจีนพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิล หวั่นเปิดช่องขนแบตเตอรี่-โซลาร์เซลล์เก่าทิ้งไทย ชี้ขนาดจีนเองยังปิดรับนำเข้าขยะ แล้วทำไมไทยถึงยอมเปิด
.
วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 น.ส.นฤมาศ เปี่ยมบัณฑิต สส.ชลบุรี เขต 6 พรรคประชาชน กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรีมีมติเมื่อวันที่ 27 ตุลาคมที่ผ่านมา เห็นชอบให้กระทรวงอุตสาหกรรมลงนามความตกลงกับสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อรับเงินสนับสนุนจากกองทุนพิเศษกรอบความร่วมมือแม่โขง-ล้านช้าง รวม 375,900 ดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหนึ่งในโครงการที่ได้รับทุนคือการพัฒนาศักยภาพอุตสาหกรรมรีไซเคิลในอนุภูมิภาคแม่โขง-ล้านช้าง เพื่อจัดการและรีไซเคิลแบตเตอรี่รถยนต์ แผงโซลาร์เซลล์ และขยะอิเล็กทรอนิกส์
.
น.ส.นฤมาศกล่าวว่า แม้รัฐบาลจะนำเสนอเรื่องนี้ในฐานะก้าวสำคัญสู่อุตสาหกรรมสีเขียว แต่ในฐานะผู้แทนของประชาชนในพื้นที่อำเภอศรีราชาและเกาะสีชัง ซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเรือแหลมฉบัง ประตูหลักที่มีตู้สินค้าเดินทางผ่านจำนวนมากในแต่ละเดือน ตนกลับมีความกังวลและมีคำถามสำคัญที่ต้องการคำตอบจากรัฐบาล
.
คำถามแรกคือ ประเทศผู้ให้ทุนดังกล่าวมีนโยบายจัดการกับของเสียอันตรายจากต่างประเทศอย่างไร ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ประเทศจีนได้บังคับใช้นโยบาย 'ดาบแห่งชาติ' (National Sword) มาตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2561 และต่อมายกระดับเป็นการห้ามนำเข้าขยะและของเสียทุกประเภทโดยเด็ดขาด โดยไม่มีการออกใบอนุญาตนำเข้าขยะเพื่อการรีไซเคิลอีกต่อไป ครอบคลุมทั้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ แผงวงจร เครื่องใช้ไฟฟ้าเก่า และแบตเตอรี่ทุกประเภท ซึ่งผู้ฝ่าฝืนมีโทษปรับสูงสุดถึงราว 24 ล้านบาท และหากเป็นการลักลอบนำเข้าขยะอันตรายร้ายแรงอาจมีโทษจำคุกตลอดชีวิต กล่าวคือ ประเทศจีนจัดการขยะของตัวเองในบ้านของตนเอง และปิดประตูใส่ขยะของประเทศอื่นอย่างสิ้นเชิง แต่สิ่งที่ประเทศอื่นไม่ยอมรับเข้าบ้าน กลับเป็นสิ่งที่ภูมิภาคของเรากำลังถูกชักชวนผ่านกองทุนนี้ให้ยกระดับขึ้นเป็นอุตสาหกรรม
...
น.ส.นฤมาศกล่าวต่อไปว่า ตนไม่ได้ปฏิเสธความสำคัญของการรีไซเคิล เพราะขยะจากแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าและแผงโซลาร์เซลล์ที่เกิดขึ้นภายในประเทศกำลังมีปริมาณเพิ่มสูงขึ้นแน่นอน และประเทศไทยจำเป็นต้องมีระบบรองรับที่มีประสิทธิภาพ ทว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมรีไซเคิลในระดับภูมิภาคโดยไม่มีหลักประกันทางนโยบายว่าวัตถุดิบทั้งหมดต้องมาจากภายในประเทศเท่านั้น อาจกลายเป็นการเปิดช่องให้ประเทศไทยกลายเป็นปลายทางขยะพิษจากประเทศอื่น เช่นเดียวกับบทเรียนจากอุตสาหกรรมหลอมโลหะก่อนหน้านี้ ซึ่งแม้แต่อธิบดีกรมศุลกากรก็ยอมรับว่ามีการลักลอบนำขยะพิษเข้ามาปะปนกับเศษโลหะ โดยอาศัยช่องโหว่จากการอนุญาตให้เปิดโรงงานรีไซเคิลและหลอมโลหะตั้งแต่ปี 2559 จนปัจจุบันมีโรงงานลักษณะดังกล่าวเกิดขึ้นนับพันแห่งทั่วประเทศ
.
น.ส.นฤมาศตั้งคำถามเพิ่มเติมถึงระบบตรวจสอบของภาครัฐในปัจจุบันว่ามีความพร้อมเพียงพอแล้วหรือไม่ โดยเปิดเผยสถิติข้อเท็จจริงในปีงบประมาณ 2569 ว่า กรมศุลกากรสามารถจับกุมของเสียอันตรายและขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้รวม 10.29 ล้านกิโลกรัม แต่กลับสามารถผลักดันส่งกลับประเทศต้นทางได้เพียง 5.29 ล้านกิโลกรัมเท่านั้น คำถามคือ ขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายอีกประมาณ 5 ล้านกิโลกรัมที่เหลือนั้น ปัจจุบันถูกจัดเก็บหรือนำไปกำจัดไว้ที่ใด ซึ่งยังคงไม่มีคำชี้แจงที่โปร่งใสต่อสาธารณะ ในขณะที่ประชาชนในพื้นที่จังหวัดระยองและจังหวัดปราจีนบุรีต่างได้รับผลกระทบทางสุขภาพและสิ่งแวดล้อมจากโรงงานและโกดังเก็บกากอุตสาหกรรมผิดกฎหมายอย่างเรื้อรัง อีกทั้งกรมศุลกากรยังยอมรับว่าไม่สามารถเปิดตรวจรายละเอียดตู้คอนเทนเนอร์ได้ครบทุกตู้ การเร่งขยายอุตสาหกรรมรีไซเคิลประเภทใหม่ที่มีความเสี่ยงสูงกว่าเดิม ทั้งแผงโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่ซึ่งอุดมไปด้วยโลหะหนักและสารเคมีอันตราย จึงเปรียบเสมือนการสร้างบ้านหลังใหม่บนฐานรากที่กำลังผุพัง
.
จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาชี้แจงประเด็นข้อสงสัย 4 ข้อต่อประชาชนอย่างตรงไปตรงมา คือ

1. รัฐบาลต้องตอบให้ชัดเจนว่าโครงการที่ได้รับทุนนี้ จะนำไปสู่การอนุญาตให้นำเข้าแบตเตอรี่ใช้แล้ว แผงโซลาร์เซลล์เก่า หรือขยะอิเล็กทรอนิกส์จากต่างประเทศเข้ามาในไทยหรือไม่ และหากไม่มีนโยบายดังกล่าว จะมีการเขียนหลักประกันทางกฎหมายไว้ในกรอบนโยบายที่จะพัฒนาขึ้นจากโครงการนี้อย่างไร
2. รัฐบาลต้องเปิดเผยผลการศึกษาและข้อเสนอแนะเชิงนโยบายทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นจากโครงการนี้ต่อสาธารณะอย่างโปร่งใส
3. รัฐบาลต้องเร่งแก้ไขและปฏิรูประบบการกำกับดูแลขยะพิษที่มีอยู่ในปัจจุบันให้มีประสิทธิภาพก่อน โดยเฉพาะการติดตามตรวจสอบขยะพิษอีก 5 ล้านกิโลกรัมที่ยังคงตกค้างอยู่ การเก็บกู้กากสารพิษจากโรงงานที่กระทำผิดกฎหมาย และการเร่งตรวจสุขภาพของประชาชนในชุมชนรอบพื้นที่อุตสาหกรรมอย่างเป็นระบบ
4. รัฐบาลต้องเร่งตัดสินใจต่อข้อเสนอมาตรการห้ามนำเข้าเศษโลหะและเศษยางจากต่างประเทศ ซึ่งปัจจุบันยังคงรอคำตอบและการดำเนินการจากกระทรวงพาณิชย์
.
“ความร่วมมือระหว่างประเทศเป็นเรื่องที่ดี แต่ต้องเป็นความร่วมมือที่ทำให้ประเทศไทยจัดการขยะของตัวเองได้ดีขึ้น ไม่ใช่ความร่วมมือที่เปิดทางให้ประเทศไทยกลายเป็นที่รองรับขยะในสิ่งที่ประเทศผู้ให้ทุนเองยังไม่ยอมรับเข้าประเทศ” น.ส.นฤมาศกล่าวทิ้งท้าย
.

.
แผ่นดินไหว เขย่าพะเยา 5 ครั้งติด! ศูนย์กลางที่ อ.ปง ประชาชนรับรู้แรงสั่นสะเทือน
https://www.matichon.co.th/region/news_5957014
.
แผ่นดินไหว เขย่าพะเยา 5 ครั้งติด! จุดศูนย์กลางที่ อ.ปง ประชาชนรับรู้แรงสั่นสะเทือน
.
เมื่อวันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหว กรมอุตุนิยมวิทยา รายงานว่า เมื่อเวลา 12.01 น. เกิดแผ่นดินไหวบริเวณ ต.ควร อ.ปง จ.พะเยา ขนาด 3.9 แมกนิจูด ลึก 1 กิโลเมตร
.
ทั้งนี้ กองเฝ้าระวังแผ่นดินไหวยังรายงานต่อเนื่อง ในวันเดียวกันเกิดเหตุแผ่นดินไหวใน อ.ปง จ.พะเยา ต่อเนื่องตามมาอีก 4 ครั้ง
.
• เวลา 12.09 น. เกิดแผ่นดินไหวซ้ำอีกครั้ง ในพื้นที่ ต.ปง อ.ปง จ.พะเยา ขนาด 2.1 แมกนิจูด
• เวลา 12.55 น. เกิดแผ่นดินไหวซ้ำอีกที่ ต.ควร อ.ปง จ.พะเยา ขนาด 2.0 แมกนิจูด
• เวลา 13.05 น. และ 13.52 น. เกิดแผ่นดินไหวบริเวณ ต.ควร อ.ปง จ.พะเยา ขนาด 1.7 และ 1.6 แมกนิจูด

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่