ปัญหาชีวิตเรื่องครอบครัว (ความกดดันจากความคาดหวัง) **เรื่องยาวมากหากอยากเข้าเรื่องเลย อยู่ส่วนท้ายเลยนะคะ**

วันนี้เรารู้สึกแย่กว่าทุกวัน จนไม่อยากทานอะไรเลย


เรื่องมันเริ่มมากจากที่เรากำลังจะเข้าศึกษาในระดับอุดมศึกษา แต่เราจะย้อนเล่าถึงในอดีตก่อน

ในอดีตเราอาศัยอยู่กับคุณปู่และคุณย่าที่ต่างจังหวัด พ่อกับแม่เราไปทำงานและไม่ค่อยได้เจอพวกเขา 1-2 ปีพวกเขาถึงจะมาหาเราครั้ง 1 ที่บ้านคุณย่าและรอบๆตัวเรา ตั้งแต่ที่บ้านรวมถึงโรงเรียนประถม สอนให้เรารักษาความสะอาดความเป็นระเบียบ ตรงต่อเวลา ถ้าฉันทำอะไรผิดนิดเดียวพวกเขาจะพูดจาประมาณว่า ช้าขนาดนี้จะไปทันใคร ทำแบบนั้นแบบนี้ ไม่อายคนอื่นหรอ เราทำได้แค่เงียบมาตลอด จะมีบางครั้งที่เราดื้อบ้างเขาจะดุด่าและตีเรา เราอยู่ที่โรงเรียนเราจะรักษาท่าทีและระวังไม่ให้ผิดพลาดหรือผิดให้น้อยที่สุด เพราะไม่อยากโดนดุด่าด้วยถ้อยคำที่ออกไปทางดูถูก หรืออาจจะแซวแต่เราไม่ได้รู้สึกสนุกเอาซ่ะเลย

ทุกๆวัน เราเรียนหนักมาก และทำกิจกกรรมเยอะมาก เพราะที่โรงเรียนทั้งที่บ้านเข้มงวดมากจริงๆ วันเสาร์อาทิตย์ก็เรียนพิเศษที่โรงเรียน ปิดเทอมบางเทอมก็ต้องไปเรียนพิเศษที่โรงเรียนอีก แต่ตอนนั้นเราไม่บ่น ถึงจะเหนื่อยมากก็ตาม เพราะพวกเขาแค่บอกว่า จะได้เก่งๆ สอบได้ที่ดีๆ อนาคตจะได้เป็นหมอเป็นแบบนั้นแบบนี้

พอเราเป็นแบบนั้นมาเรื่อยๆจนเข้าสู่สมัยมัธยมต้น เราที่เคยอยู่ในกรอบของพวกเขามาตลอด เราเคยแหกกฏทุกอย่างครั้งหนึ่ง สรุปก็รู้ว่ามันไม่เหมาะกับเรา และไม่ถูกต้องหรือถูกใจคนอื่น ตอนแรกเราก็ใช้ชีวิตแบบตามเดิม คือ รักษาความเรียบร้อย และเป็นคนเงียบๆ ไม่ชอบทำตัวเด่น (ตอนประถมเด่นพอล่ะให้พักบ้าง คนมันเหนื่อยอ่ะ) แล้วก็มีอิสระขึ้นนิดหน่อย จนขึ้น ม.2-3 เราเจอเพื่อนคนหนึ่ง (แอบเม้าท์ว่าชีคนนี้ยิ้มมาก แอ๊บด้วย) แต่เราก็ไม่อะไรเพราะเห็นว่าเป็นเพื่อนสนิท สรุป ชีพูดแรงกับเรามากๆ พูดแบบไม่ให้เกียรติเราที่เป็นเพื่อนสนิทเลย ตอนแรกเราไม่โกรธพอโดนเข้าบ่อยๆ ใครจะไม่โมโห เราเลยอาจจะขี้โมโหไปหน่อย ชีเลยเลิกเล่นกับเราด่าเรานินนาว่าร้าย ฟิวส์ว่า ทำให้คนอื่นมองเราแย่ ทำให้ตัวเองกูน่าสงสาร (สารภาพเลยว่าไม่เคยแฉชี เพราเห็นว่าเคยเป็นเพื่อนกัน ชีก็ตามแขวะตามแซะทุกครั้งที่มีโอกาส แต่เราไม่ได้ตอบโต้นะ) **ตอนนี้เล่าใหเคนอื่นฟังล่ะชีมีประเด็นเยอะไม่ใช่แค่กับฉัน**

พอถึงสมัยมัธยมปลาย เรื่องชีก็เบาลง (หนักเรื่องเรียน) ตอนนั้นเราเริ่มรู้สึกว่า เราเรียนไปเพื่ออะไร? แต่ก็ตอบตัวเองว่า เรียนเพื่อตนเองนั้นแหละ แต่พอเวลาผ่านไป เราก็รู้สึกว่าเราไม่มีเป้าหมายเป็นของตัวเองจริงๆ (บอกไว้ก่อนว่า ตั้งแต่เด็กเราไม่เคยได้ออกไปเล่นกับเพื่อนที่ต่างหมู่บ้าน ในสมัยมัธยมไม่เคยได้ออกไปไหนกับเพื่อน เพื่อนน้อยอ่ะเนาะ ตั้งแต่เจอชีคนนั้นก็รู้ว่าใครปลอมใครจริงใจเลยเลือกคบ เราเป็นเด็กเก็บตัวก็ว่าได้)    
>>>ทำไมไม่ขอลองออกไป? ขอแล้ว <<<โดนด่า และพูดคำว่า “เป็นห่วงไม่อยากให้ไป” จะออกไปแค่ตอนมีสอบเข้ามหาลัย ไม่ถึง 3 ครั้ง นอกนั้นไปกัยครอยครัวหมด แถมเราก็ไม่ค่อยขอตังพ่อแม่ซื้อของไร้สาระ เรียกว่าแทบไม่ขอเลยหากไม่จำเป็น ใช้เท่าที่พวกเขาให้ เหลือก็เก็บไว้ไปซื้อในสิ่งที่ตัวเองอยากซื้อ เพราะรู้ว่า พวกเขาลำบากทำงานหาเงินส่งให้เราเรียน

>>>หลังจบมัธยมปลาย จุดเริ่มต้นของปัญหาที่ใหญ่มากๆในชีวิต หลังมาอยู่กับพ่อแม่ ที่จังหวัดใกล้ๆกับเมืองหลวง

ตอนสมัยเป็นมัธยม..ปิดเทอม เราตามพ่อแม่เข้ามาที่เมือง พวกเขาเริ่มพูดกับฉันและน้องสาวว่า “ไปช่วยพ่อกับแม่ทำงาน” ตอนแรกเราก็ไป หลังๆเราเหนื่อยเราอยากพัก เราก็ไม่กล้าบอกว่าไม่อยากไป จนเรากับน้องก็นัดกันพูดว่า พวกหนูไม่อยากไป มันร้อน แล้วก็ไม่ค่อยได้ทำอะไร ที่พวกเขาให้ทำในตอนนั้นเป็นงานที่เล็กมากๆแต่เราเข้าใจได้ เราทำเสร็จก็นั่งอยู่เฉยๆ เลยจนกว่าเลิกงานตอนนั้นก็ 3-4 ทุ่ม บางวัน 5 ทุ่ม คือเราไม่ไหวจริงๆ เรายอมรับเลย ส่วนน้องเราก็อายุไม่ถึง 15 เราก็พึ่ง ขึ้นมัธยมปลายมา พอเราเริ่มที่จะปฏิเสธ ก็ตามระเบียบโดนด่าคู่ ว่าอยากให้รับรู้ความลำบาก “ไม่ไปก็ไม่ไปเสียเวลาทำมาหากินกู” หลายๆวันเข้าก็บอกว่า ”งั้นก็กลับบ้านไปเลยไม่ต้องมาอยู่บ้านกูอยูาก็เป็นภาระไม่เกิดประโยชน์อะไรสักอย่าง“ บอกว่าจะเรียกรถตู้ให้กลับ เป็นครั้งแรกเลยที่รู้สึกทั้งกดดัน ทั้งถามตัวเองว่าเราผิดหรอ? เราผิดจริงๆใช่ไหม

>>>>>หลังจากนั้น ตอนฉันตัดสินใจเรียนที่มหาลัยแห่งหนึ่ง

มหาลัยแห่งนี้ (ระบบเหี**มาก) จนเพื่อนๆเราทยอยออก เราจะอยู่ทำไมล่ะทีนี้ ตอนแรกนึกว่าทนได้ หลังๆเริ่มไม่ไหวล่ะมีแต่ปัญหาให้เราแก้เอง เราก็แก้ปัญหาสิ ลาออกไปเลยจบๆ ถ้าจะมีปัญหาขนาดนี้ คนบางคนหรืออาจจะหลายคนก็แปลกๆ

กว่าจะลาออกได้ ปัญหาก็อยู่ที่ครอบครัวอีกล่ะ ไม่ยอมให้เราลาออก คาดหวังกับเรามากจนเราหายใจไม่ออก ทุกครั้งที่ก้าวเข้าบ้านจะรู้สึกว่าที่นี้ไม่ใช่บ้านของเราจริงๆ มันคือความรู้สึกที่หายใจไม่ออก หายใจไม่สะดวกในทางความรู้สึก มีคำหนึ่งที่พูดว่า *คนที่บ้านเกิดไปโม้ไว้เยอะไม่แยากให้อายเขา?* เอ่า? แล้วเราล่ะ เราเรียนเราอยู่ที่นั้นเรารู้ว่ามันแย่ขนาดไหน พวกเขาไม่เคยมีใครถามว่าเหนื่อยไหม พูดแค่คำว่า “อดทนหน่อย”

ตั้งแต่ที่เราลาออกทุกอย่างแย่ไปหมด ไม่ได้มีเวลาให้พักเพราะโดนด่าโดนกดดัน โดนยัดเหยียดให้เข้ามอนู้นมอนี้ มันใกล้บ้าน ถ้างั้นไปเรียนที่นั้นที่นี้ ไปทำงาน สมองไม่เคยได้หยุดพัก สุขภาพอย่าถามหาเลย นอนไม่หลับกินข้าวไม่ลง เราตั้งคำถามกับตัวเองซ้ำๆ ประคองตัวเองให้ผ่านไปได้ในวันวันหนึ่ง… ฉันพูดตามตรงฉันไม่ค่อยเจอหน้าพวกเขาเพราะรู้ว่าถ้าเจอหน้ากันพวกเขาจะคแยยัดเหยียดในสิ่งที่พวกเขาอยากให้เราเป็นไม่ใช่ในสิ่งที่ฉันอยากเป็น

จนเราตระหนักได้ว่า ที่ผ่านมาเราไม่เคยได้ออกไปข้างนอก ไม่มีโอกาสให้ได้ลองใช้ชีวิตในแบบที่คนอื่นทำ ไม่ได้เรียนรู้ในสิ่งใหม่ๆด้วยตนเอง >>เพราะ ฉันเดินตามเส้นทางที่พวกเขาคาดหวัง ที่อยากจะให้ฉันเป็นมาตลอด มีชีวิตอยู่เพื่อพวกเขาในตอนเกษียณ ภายใต้คำดูถูกคำเปรียบเทียบการถูกด้อยค่าด้วยปมของพวกเขาเอง แต่ย้อนแย้งเพราะคำพูดที่ว่า อยากให้เรายืนได้ด้วยตัวเอง อยากให้เราใข้ชีวิตให้คุ้ม ให้มีความสุข แปลกใจตัวเองที่ทำไมไม่พูดออกไป ทำไมไม่ตะโกนออกไป แต่ลืมว่า พวกเขาไม่รับฟัง ไม่ว่าจะอธิบายและพูดดีแค่ไหน พวกเขาไม่เปิดโอกาสให้พูด และไม่ยอมรับในความเห็นของตัวเรา หรืออาจจะไม่ยอมรับที่เราจะออกนอกเส้นทางที่พวกเขาวางไว้

วันนี้ หลังจากที่ฉันบอกว่า รู้ได้ไงเคยลองทำแล้วหรอถึงบอกว่าทำไม่ได้ พวกเขาบอกว่า ทำไมไม่ลองหาที่อื่น อันนั้นเหมาะสำหรับคนอย่างนั้นอย่างนี้ เสียเวลาเปล่าๆ เป็น 10 ปีโดยไม่ทำอะไรเลย บอกว่าเราอารมณ์ร้อนเพราะ เเค่เราบอกว่า ”ไม่คิดแล้วคิดไปก็ไม่ฟัง“ เรายังไม่ได้พูดเลยว่าจะไม่ทำงาน เราวางแผนชีวิตไว้แล้ว และเขาก็เลือกที่จะพูดปมของตัวเองออกมา ในอดีตเคยโดนแบบนั้นแบบนี้ ไม่อยากให้เราเป็นแบบนั้น ใช้คำพูดเดิม ว่าอยากให้เราใช้ชีวิตวัยรุ่นให้คุ้ม อยากให้เรามีความสุข แล้วพวกเขาพูดไปเพื่ออะไร? พูดดูถูกด้อยค่าและเปรียบเทียบเราไป ให้มันได้อะไรขึ้นมา? ให้เราคิดได้ในสิ่งที่รู้อยู่แล้ว? หรือแค่กลัวว่าเราจะหลุดจากที่นี้? ทั้งที่ไม่ฟังอะไรเลย ไม่ฟังให้จบไม่เปิดโอกาสให้พูด มันทำให้เรารู้สึกดีขึ้นหรอ?

————————————————————————————

แสดงความคิดเห็น
โปรดศึกษาและยอมรับนโยบายข้อมูลส่วนบุคคลก่อนเริ่มใช้งาน อ่านเพิ่มเติมได้ที่นี่