
💪💪💪 ถ้าพูดถึงเกมต่อสู้ที่เป็นตำนานและอยู่คู่กับวงการเกมมาอย่างยาวนาน ชื่อของ **Street Fighter** คงเป็นหนึ่งในเกมแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง ด้วยตัวละครที่มีเอกลักษณ์ ท่วงท่าการต่อสู้ที่เป็นภาพจำ และท่าไม้ตายที่แฟนเกมทั่วโลกรู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น Hadouken, Shoryuken หรือท่าไม้ตายสุดโหดของตัวละครแต่ละคน แต่พอเกมระดับตำนานถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย เพราะที่ผ่านมา Street Fighter เคยถูกดัดแปลงเป็นหนังมาแล้วหลายครั้ง ทั้งฉบับคนแสดงในปี 1994 ที่มี Jean-Claude Van Damme รับบท Guile, Street Fighter: The Legend of Chun-Li ในปี 2009 รวมถึงผลงานดัดแปลงอื่น ๆ แต่ก็ยังไม่มีเรื่องไหนที่สามารถสร้างความสำเร็จหรือกลายเป็นหนังที่แฟนเกมส่วนใหญ่จดจำในแง่ดีได้อย่างเต็มปาก ปัญหาสำคัญคือการนำตัวละครและโลกจากเกมมาตีความใหม่ให้กลายเป็นภาพยนตร์ โดยที่ยังรักษาเสน่ห์ของต้นฉบับเอาไว้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มาถึง Street Fighter 2026 ครั้งนี้ ดูเหมือนทีมสร้างจะเข้าใจโจทย์ของแฟนเกมมากขึ้น เพราะสิ่งที่หนังจัดมาให้เรียกได้ว่าเอาใจคนเล่นเกมกันแบบเต็มพิกัด ทั้งตัวละคร ท่าต่อสู้ และฉากที่แฟน ๆ คุ้นเคย แต่ถึงจะเสิร์ฟแฟนเกมได้ดีขนาดไหน ก็ยังมีอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ทำให้หนังไปได้ไม่สุด นั่นก็คือ **บทภาพยนตร์ที่ตลกเกินไป จนตัวละครแทบทุกคนดูติงต๊องกันไปหมด!**

💪💪💪
เรื่องราวพาเราเข้าสู่โลกของ Street Fighter ที่เหล่านักสู้จากหลากหลายสถานที่ต้องมารวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน Tournament ซึ่งเบื้องหลังของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการพิสูจน์ว่าใครคือนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น แต่ยังมีแผนการและเรื่องราวบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่ เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น เหล่านักสู้แต่ละคนต่างมีเป้าหมายและเหตุผลของตัวเองในการเข้าร่วม ขณะที่เบื้องหลังของ Tournament ก็ค่อย ๆ เผยให้เห็นความผิดปกติที่มากกว่าการต่อสู้บนเวทีธรรมดา การรวมตัวของตัวละครที่แฟนเกมคุ้นเคยจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เต็มไปด้วยการปะทะ ทั้งหมัด เตะ และพลังพิเศษ พร้อมกับปริศนาที่อยู่เบื้องหลังการแข่งขันครั้งนี้

💪💪💪
สิ่งที่น่าสนใจของ Street Fighter 2026 คือวิธีการเล่าเรื่องที่มีการตัดสลับระหว่าง Animation กับ Live Action ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงลูกเล่นเพื่อสร้างความแปลกใหม่เท่านั้น แต่ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบอกเล่าเรื่องราวและขยายรายละเอียดเกี่ยวกับ Tournament รวมถึงเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ โดยรวมถือว่าการเดินเรื่องทำได้โอเค ไม่ได้ซับซ้อนจนติดตามยาก และยังมีเรื่องราวเบื้องหลังการแข่งขันให้คนดูคอยติดตามว่าแท้จริงแล้วมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ การตัดสลับรูปแบบการเล่าเรื่องก็ช่วยให้หนังมีจังหวะที่แตกต่างจากหนังแอ็กชันทั่วไป แต่ปัญหาคือบทภาพยนตร์นี่แหละ! หนังเลือกใช้โทนที่ค่อนข้างเบาสมองและเต็มไปด้วยมุกตลก จนบางครั้งรู้สึกว่ามันมากเกินความจำเป็น หลายสถานการณ์ที่ควรจะจริงจังหรือสร้างความตึงเครียด กลับถูกนำเสนอออกมาในลักษณะที่ชวนให้คนดูหัวเราะเสียมากกว่า ทำให้บรรยากาศของการแข่งขันที่ควรจะดุเดือดและมีเดิมพันสูง ดูไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าที่ควร ยิ่งเมื่อเป็นหนังที่มีตัวละครจากเกม Street Fighter ซึ่งแต่ละคนมีบุคลิกและภูมิหลังที่น่าสนใจอยู่แล้ว เราก็อยากเห็นพวกเขาถูกนำเสนอออกมาอย่างมีมิติ มีความเข้มข้น และมีความจริงจังกับการต่อสู้มากกว่านี้ พูดง่าย ๆ คือหนังมีวัตถุดิบที่ดี มีตัวละครที่คนดูรู้จัก มีการแข่งขันที่น่าติดตาม แต่พอถึงเวลาปรุงกลับใส่ความตลกเข้ามาจนรสชาติของหนังเปลี่ยนไปพอสมควร

💪💪💪
ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ Street Fighter 2026 ทำได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นการเอาใจแฟนเกมอย่างแท้จริง **ฉากต่อสู้คือจุดขายสำคัญของหนังเรื่องนี้** เพราะหนังสามารถหยิบเอาเอกลักษณ์ของเกมมาต่อยอดเป็นฉากแอ็กชันบนจอภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าการต่อสู้ การใช้พลังพิเศษ หรือจังหวะการปะทะที่ทำให้แฟนเกมรู้สึกคุ้นเคยและสนุกไปกับสิ่งที่เห็น ที่สำคัญคือหนังไม่ได้หยิบมาแค่ชื่อหรือลักษณะภายนอกของตัวละครเท่านั้น แต่ยังใส่รายละเอียดและฉากที่อ้างอิงจากเกมต้นฉบับเข้ามาอยู่พอสมควร เรียกได้ว่าคนที่เคยเล่นเกมมาก่อนน่าจะมีจังหวะให้ร้องอ๋อ หรือยิ้มออกมาได้หลายครั้ง นี่คือสิ่งที่หนังทำได้ดี เพราะแทนที่จะพยายามเปลี่ยน Street Fighter ให้กลายเป็นหนังแอ็กชันทั่วไป หนังยังคงพยายามรักษาเอกลักษณ์ของเกมเอาไว้ และทำให้ตัวละครที่แฟน ๆ รักได้แสดงความสามารถในแบบที่ควรจะเป็น สำหรับแฟนเกม นี่จึงเป็นหนังที่มีอะไรให้เพลิดเพลินอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเวลาที่หนังหยิบเอาสิ่งที่เราเคยเห็นจากหน้าจอเกมมาใส่ไว้ในฉบับ Live Action ได้อย่างเต็มตา

💪💪💪
มาถึงปัญหาที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไปไม่สุด สำหรับผมคือการเขียนบทที่ดูตลกจนเกินไป เข้าใจว่าหนังต้องการสร้างความบันเทิงและไม่ได้ตั้งใจจะเป็นหนังแอ็กชันที่จริงจังตลอดทั้งเรื่อง แต่การใส่มุกตลกหรือสร้างสถานการณ์ชวนขำมากเกินไป กลับทำให้ตัวละครหลายตัวดูขาดความน่าเกรงขาม ทั้งที่ต้นฉบับจากเกมมีบุคลิกและภาพจำที่แข็งแรงอยู่แล้ว บางช่วงเราควรจะรู้สึกตื่นเต้นกับการเผชิญหน้าของเหล่านักสู้ระดับตัวท็อป หรือรู้สึกว่าการแข่งขันครั้งนี้มีความอันตรายมากแค่ไหน แต่สิ่งที่หนังนำเสนอออกมากลับทำให้รู้สึกเหมือนกำลังดูหนังเบาสมองที่มีฉากต่อสู้เป็นส่วนประกอบ มากกว่าจะเป็นหนังแอ็กชันที่เต็มไปด้วยความดุเดือดอย่างที่คาดหวัง ตัวละครแทบทุกตัวดูมีความติงต๊องอยู่ในตัว จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงนำเสนอพวกเขาออกมาในลักษณะนี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วแต่ละคนมีเสน่ห์และคาแรกเตอร์ที่สามารถสร้างความน่าสนใจได้มากกว่านี้ แต่มีข้อยกเว้นอยู่หนึ่งคน นั่นก็คือ **Akuma** ที่กลายเป็นตัวละครซึ่งโดดเด่นที่สุดในแง่ของความโหดและความจริงจัง เพราะทุกครั้งที่ตัวละครนี้ปรากฏตัว เราจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไป ดูมีความน่าเกรงขามและเป็นภัยคุกคามมากกว่าตัวละครอื่น ๆ อย่างชัดเจน พูดแบบไม่อ้อมค้อมคือ Akuma ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง Street Fighter ที่ควรจะเป็นมากกว่าตัวละครหลายคนในเรื่องเสียอีก! สุดท้ายแล้ว ปัญหาของหนังจึงไม่ใช่การขาดฉากต่อสู้หรือขาดการเอาใจแฟนเกม แต่เป็นเรื่องของโทนและบทภาพยนตร์ที่ไม่สามารถทำให้ความสนุกกับความจริงจังเดินไปด้วยกันได้อย่างลงตัว

💪💪💪
Street Fighter 2026 เป็นหนังที่มีความเข้าใจในตัวเกมต้นฉบับอยู่พอสมควร โดยเฉพาะการนำตัวละคร ท่วงท่าการต่อสู้ และฉากที่แฟนเกมคุ้นเคยมาใส่ไว้ในภาพยนตร์ ทำให้คนที่ติดตามเกมซีรีส์นี้มานานมีอะไรให้สนุกและเพลิดเพลินได้ตลอดเรื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่ง หนังกลับพลาดในเรื่องของบทภาพยนตร์ที่ออกมาตลกเกินไป จนทำให้ตัวละครหลายคนขาดความน่าเกรงขามและดูไม่จริงจังกับสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ ส่งผลให้ความรู้สึกของหนังออกไปทางความบันเทิงเบาสมองมากกว่าหนังแอ็กชันต่อสู้ที่ดุเดือด โดยรวมแล้วนี่คือหนังที่เสิร์ฟแฟนเกมได้ดี แต่ยังไม่ใช่หนัง Street Fighter ที่สมบูรณ์แบบ เพราะถ้าสามารถปรับบทให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ลดความติงต๊องของตัวละครลง และเพิ่มน้ำหนักให้กับเรื่องราวได้อีกสักหน่อย หนังน่าจะออกมาดีกว่านี้มาก **แฟนเกมอาจได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น แต่คนดูหนังแอ็กชันอาจยังรู้สึกว่าอยากได้มากกว่านี้อีกนิด!**
ชอบอ่านรีวิวหนัง แวะมาพูดคุยกันได้นะครับ >>>
https://www.facebook.com/DooNangGunMai
[CR] [#Review] Street Fighter 2026 – แฟนเกมมีเฮ! ฉากต่อสู้จัดเต็ม แต่บทหนังดันทำตัวละครติงต๊องกันไปหมด!
💪💪💪 ถ้าพูดถึงเกมต่อสู้ที่เป็นตำนานและอยู่คู่กับวงการเกมมาอย่างยาวนาน ชื่อของ **Street Fighter** คงเป็นหนึ่งในเกมแรก ๆ ที่หลายคนนึกถึง ด้วยตัวละครที่มีเอกลักษณ์ ท่วงท่าการต่อสู้ที่เป็นภาพจำ และท่าไม้ตายที่แฟนเกมทั่วโลกรู้จักกันดี ไม่ว่าจะเป็น Hadouken, Shoryuken หรือท่าไม้ตายสุดโหดของตัวละครแต่ละคน แต่พอเกมระดับตำนานถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์ กลับกลายเป็นอีกเรื่องหนึ่งไปเลย เพราะที่ผ่านมา Street Fighter เคยถูกดัดแปลงเป็นหนังมาแล้วหลายครั้ง ทั้งฉบับคนแสดงในปี 1994 ที่มี Jean-Claude Van Damme รับบท Guile, Street Fighter: The Legend of Chun-Li ในปี 2009 รวมถึงผลงานดัดแปลงอื่น ๆ แต่ก็ยังไม่มีเรื่องไหนที่สามารถสร้างความสำเร็จหรือกลายเป็นหนังที่แฟนเกมส่วนใหญ่จดจำในแง่ดีได้อย่างเต็มปาก ปัญหาสำคัญคือการนำตัวละครและโลกจากเกมมาตีความใหม่ให้กลายเป็นภาพยนตร์ โดยที่ยังรักษาเสน่ห์ของต้นฉบับเอาไว้ ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเลย มาถึง Street Fighter 2026 ครั้งนี้ ดูเหมือนทีมสร้างจะเข้าใจโจทย์ของแฟนเกมมากขึ้น เพราะสิ่งที่หนังจัดมาให้เรียกได้ว่าเอาใจคนเล่นเกมกันแบบเต็มพิกัด ทั้งตัวละคร ท่าต่อสู้ และฉากที่แฟน ๆ คุ้นเคย แต่ถึงจะเสิร์ฟแฟนเกมได้ดีขนาดไหน ก็ยังมีอีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ทำให้หนังไปได้ไม่สุด นั่นก็คือ **บทภาพยนตร์ที่ตลกเกินไป จนตัวละครแทบทุกคนดูติงต๊องกันไปหมด!**
💪💪💪
เรื่องราวพาเราเข้าสู่โลกของ Street Fighter ที่เหล่านักสู้จากหลากหลายสถานที่ต้องมารวมตัวกันเพื่อเข้าร่วมการแข่งขัน Tournament ซึ่งเบื้องหลังของการแข่งขันครั้งนี้ไม่ได้มีเพียงการพิสูจน์ว่าใครคือนักสู้ที่แข็งแกร่งที่สุดเท่านั้น แต่ยังมีแผนการและเรื่องราวบางอย่างที่ไม่ชอบมาพากลซ่อนอยู่ เมื่อการแข่งขันเริ่มต้นขึ้น เหล่านักสู้แต่ละคนต่างมีเป้าหมายและเหตุผลของตัวเองในการเข้าร่วม ขณะที่เบื้องหลังของ Tournament ก็ค่อย ๆ เผยให้เห็นความผิดปกติที่มากกว่าการต่อสู้บนเวทีธรรมดา การรวมตัวของตัวละครที่แฟนเกมคุ้นเคยจึงกลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราวที่เต็มไปด้วยการปะทะ ทั้งหมัด เตะ และพลังพิเศษ พร้อมกับปริศนาที่อยู่เบื้องหลังการแข่งขันครั้งนี้
💪💪💪
สิ่งที่น่าสนใจของ Street Fighter 2026 คือวิธีการเล่าเรื่องที่มีการตัดสลับระหว่าง Animation กับ Live Action ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงลูกเล่นเพื่อสร้างความแปลกใหม่เท่านั้น แต่ยังใช้เป็นส่วนหนึ่งในการบอกเล่าเรื่องราวและขยายรายละเอียดเกี่ยวกับ Tournament รวมถึงเบื้องหลังที่ซ่อนอยู่ โดยรวมถือว่าการเดินเรื่องทำได้โอเค ไม่ได้ซับซ้อนจนติดตามยาก และยังมีเรื่องราวเบื้องหลังการแข่งขันให้คนดูคอยติดตามว่าแท้จริงแล้วมีอะไรเกิดขึ้นกันแน่ การตัดสลับรูปแบบการเล่าเรื่องก็ช่วยให้หนังมีจังหวะที่แตกต่างจากหนังแอ็กชันทั่วไป แต่ปัญหาคือบทภาพยนตร์นี่แหละ! หนังเลือกใช้โทนที่ค่อนข้างเบาสมองและเต็มไปด้วยมุกตลก จนบางครั้งรู้สึกว่ามันมากเกินความจำเป็น หลายสถานการณ์ที่ควรจะจริงจังหรือสร้างความตึงเครียด กลับถูกนำเสนอออกมาในลักษณะที่ชวนให้คนดูหัวเราะเสียมากกว่า ทำให้บรรยากาศของการแข่งขันที่ควรจะดุเดือดและมีเดิมพันสูง ดูไม่ค่อยมีน้ำหนักเท่าที่ควร ยิ่งเมื่อเป็นหนังที่มีตัวละครจากเกม Street Fighter ซึ่งแต่ละคนมีบุคลิกและภูมิหลังที่น่าสนใจอยู่แล้ว เราก็อยากเห็นพวกเขาถูกนำเสนอออกมาอย่างมีมิติ มีความเข้มข้น และมีความจริงจังกับการต่อสู้มากกว่านี้ พูดง่าย ๆ คือหนังมีวัตถุดิบที่ดี มีตัวละครที่คนดูรู้จัก มีการแข่งขันที่น่าติดตาม แต่พอถึงเวลาปรุงกลับใส่ความตลกเข้ามาจนรสชาติของหนังเปลี่ยนไปพอสมควร
💪💪💪
ถ้าถามว่าอะไรคือสิ่งที่ Street Fighter 2026 ทำได้ดีที่สุด คงหนีไม่พ้นการเอาใจแฟนเกมอย่างแท้จริง **ฉากต่อสู้คือจุดขายสำคัญของหนังเรื่องนี้** เพราะหนังสามารถหยิบเอาเอกลักษณ์ของเกมมาต่อยอดเป็นฉากแอ็กชันบนจอภาพยนตร์ได้อย่างน่าสนใจ ไม่ว่าจะเป็นท่วงท่าการต่อสู้ การใช้พลังพิเศษ หรือจังหวะการปะทะที่ทำให้แฟนเกมรู้สึกคุ้นเคยและสนุกไปกับสิ่งที่เห็น ที่สำคัญคือหนังไม่ได้หยิบมาแค่ชื่อหรือลักษณะภายนอกของตัวละครเท่านั้น แต่ยังใส่รายละเอียดและฉากที่อ้างอิงจากเกมต้นฉบับเข้ามาอยู่พอสมควร เรียกได้ว่าคนที่เคยเล่นเกมมาก่อนน่าจะมีจังหวะให้ร้องอ๋อ หรือยิ้มออกมาได้หลายครั้ง นี่คือสิ่งที่หนังทำได้ดี เพราะแทนที่จะพยายามเปลี่ยน Street Fighter ให้กลายเป็นหนังแอ็กชันทั่วไป หนังยังคงพยายามรักษาเอกลักษณ์ของเกมเอาไว้ และทำให้ตัวละครที่แฟน ๆ รักได้แสดงความสามารถในแบบที่ควรจะเป็น สำหรับแฟนเกม นี่จึงเป็นหนังที่มีอะไรให้เพลิดเพลินอยู่ไม่น้อย โดยเฉพาะเวลาที่หนังหยิบเอาสิ่งที่เราเคยเห็นจากหน้าจอเกมมาใส่ไว้ในฉบับ Live Action ได้อย่างเต็มตา
💪💪💪
มาถึงปัญหาที่ทำให้หนังเรื่องนี้ไปไม่สุด สำหรับผมคือการเขียนบทที่ดูตลกจนเกินไป เข้าใจว่าหนังต้องการสร้างความบันเทิงและไม่ได้ตั้งใจจะเป็นหนังแอ็กชันที่จริงจังตลอดทั้งเรื่อง แต่การใส่มุกตลกหรือสร้างสถานการณ์ชวนขำมากเกินไป กลับทำให้ตัวละครหลายตัวดูขาดความน่าเกรงขาม ทั้งที่ต้นฉบับจากเกมมีบุคลิกและภาพจำที่แข็งแรงอยู่แล้ว บางช่วงเราควรจะรู้สึกตื่นเต้นกับการเผชิญหน้าของเหล่านักสู้ระดับตัวท็อป หรือรู้สึกว่าการแข่งขันครั้งนี้มีความอันตรายมากแค่ไหน แต่สิ่งที่หนังนำเสนอออกมากลับทำให้รู้สึกเหมือนกำลังดูหนังเบาสมองที่มีฉากต่อสู้เป็นส่วนประกอบ มากกว่าจะเป็นหนังแอ็กชันที่เต็มไปด้วยความดุเดือดอย่างที่คาดหวัง ตัวละครแทบทุกตัวดูมีความติงต๊องอยู่ในตัว จนบางครั้งก็อดสงสัยไม่ได้ว่าทำไมถึงนำเสนอพวกเขาออกมาในลักษณะนี้ ทั้งที่จริง ๆ แล้วแต่ละคนมีเสน่ห์และคาแรกเตอร์ที่สามารถสร้างความน่าสนใจได้มากกว่านี้ แต่มีข้อยกเว้นอยู่หนึ่งคน นั่นก็คือ **Akuma** ที่กลายเป็นตัวละครซึ่งโดดเด่นที่สุดในแง่ของความโหดและความจริงจัง เพราะทุกครั้งที่ตัวละครนี้ปรากฏตัว เราจะสัมผัสได้ถึงบรรยากาศที่แตกต่างออกไป ดูมีความน่าเกรงขามและเป็นภัยคุกคามมากกว่าตัวละครอื่น ๆ อย่างชัดเจน พูดแบบไม่อ้อมค้อมคือ Akuma ดูเหมือนหลุดมาจากหนัง Street Fighter ที่ควรจะเป็นมากกว่าตัวละครหลายคนในเรื่องเสียอีก! สุดท้ายแล้ว ปัญหาของหนังจึงไม่ใช่การขาดฉากต่อสู้หรือขาดการเอาใจแฟนเกม แต่เป็นเรื่องของโทนและบทภาพยนตร์ที่ไม่สามารถทำให้ความสนุกกับความจริงจังเดินไปด้วยกันได้อย่างลงตัว
💪💪💪
Street Fighter 2026 เป็นหนังที่มีความเข้าใจในตัวเกมต้นฉบับอยู่พอสมควร โดยเฉพาะการนำตัวละคร ท่วงท่าการต่อสู้ และฉากที่แฟนเกมคุ้นเคยมาใส่ไว้ในภาพยนตร์ ทำให้คนที่ติดตามเกมซีรีส์นี้มานานมีอะไรให้สนุกและเพลิดเพลินได้ตลอดเรื่อง แต่ในอีกด้านหนึ่ง หนังกลับพลาดในเรื่องของบทภาพยนตร์ที่ออกมาตลกเกินไป จนทำให้ตัวละครหลายคนขาดความน่าเกรงขามและดูไม่จริงจังกับสถานการณ์ที่ตัวเองกำลังเผชิญอยู่ ส่งผลให้ความรู้สึกของหนังออกไปทางความบันเทิงเบาสมองมากกว่าหนังแอ็กชันต่อสู้ที่ดุเดือด โดยรวมแล้วนี่คือหนังที่เสิร์ฟแฟนเกมได้ดี แต่ยังไม่ใช่หนัง Street Fighter ที่สมบูรณ์แบบ เพราะถ้าสามารถปรับบทให้มีความเข้มข้นมากขึ้น ลดความติงต๊องของตัวละครลง และเพิ่มน้ำหนักให้กับเรื่องราวได้อีกสักหน่อย หนังน่าจะออกมาดีกว่านี้มาก **แฟนเกมอาจได้เห็นสิ่งที่อยากเห็น แต่คนดูหนังแอ็กชันอาจยังรู้สึกว่าอยากได้มากกว่านี้อีกนิด!**
ชอบอ่านรีวิวหนัง แวะมาพูดคุยกันได้นะครับ >>> https://www.facebook.com/DooNangGunMai
CR - Consumer Review : กระทู้รีวิวนี้เป็นกระทู้ CR โดยที่เจ้าของกระทู้