เรื่องราวที่เขียนทั้งหมดมาจากประสบการณ์ชีวิตของผู้เขียน เพราะฉะนั้นจะเป็นการมองผ่านเลนส์ของผู้เขียนเท่านั้น อะไรที่ผู้อ่านคิดว่าเป็นมุมมองปัจเจกบุคคลไม่เป็นความจริงขอให้มองข้ามไป ส่วนอะไรที่สามารถหยิบไปใช้ประโยชน์ได้ ขอให้เก็บเกี่ยวส่วนนั้นนำไปใช้ครับ
เนื่องจากพื้นเพทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยมีฐานะ แต่เนื่องจากเป็นเด็กต่างจังหวัดย่อมมีที่ทางที่ทำสวนทำไร่อยู่บ้าง ความทรงจำในวัยเด็กก็ไม่มีอะไรมาก ทำงานเข้าสวนช่วยทางบ้าน เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเด็กต่างจังหวัดยุค ’90 หาปลา ล่าสัตว์ ปลูกผักเลี้ยงเป็ดไก่
สิ่งที่เปลี่ยนฐานะและชีวิต คือ “การศึกษา”
ใครจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับผมการศึกษาเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ ส่วนคนที่บอกว่าก็เห็นพวกเจ้าของบริษัทเทคใหญ่ๆ ไม่เห็นต้องเรียนเลย ผมขอถามง่ายๆ ว่าคนแบบนั้นมีกี่เปอร์เซ็นต์ เราเป็นแบบเขาจริงหรือเปล่าที่ความรู้ในห้องเรียนไม่พอสำหรับคนพวกนั้น แล้วตัวเราเองเชี่ยวชาญความรู้ในห้องเรียนมากพอหรือยัง?
บางคนบอกการศึกษาไม่เห็นเปลี่ยนอะไร ผมขอบอกว่าเราเข้าใจคำว่าการศึกษาถูกต้องดีพอหรือยัง? การศึกษาที่ผมบอกไม่ได้หมายถึงการเรียนๆ ไปให้จบ ได้เกรดดีๆ เรียนจบ รับปริญญา อันนั้นไม่ใช่ความหมายของผม ความหมายของผมคือเราเข้าใจสิ่งที่เราเรียนถ่องแท้แค่ไหน แล้วสิ่งที่เราเรียนมันเป็น Niche profile หรือเปล่า แต่ใดๆ การทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนอย่างถ่องแท้ย่อมสร้าง value ให้กับตัวเราและเป็นจุดตั้งต้นที่ดี
การเลือกสถานศึกษาก็สำคัญ ในฐานะที่เคยเป็นทั้งผู้ถูกสัมภาษณ์ และผู้ที่คัดเลือกคนที่จะมาสัมภาษณ์ ผมพยายามจะให้โอกาสทุกคน แต่บางครั้งเวลาก็จวนตัว และการโหวตของคนส่วนใหญ่ก็มักจะไปในทาง Top University เป็นหลัก รวมถึงทีมผมในต่างประเทศก็ยังคงวิธีนี้ ต่อให้เราจะพูดให้สวยหรูแค่ไหน แต่สำหรับคนไร้ประสบการณ์ สถานศึกษาที่คุณจบมาคือ one of the first impression factors แน่นอนครับ
ส่วนการใช้ชีวิตให้มีความสุข ขอให้นึกถึงองค์ประกอบของความสุข 4 หมวด ดังนี้ครับ
1. การมีสุขภาพทางกายเหมาะสมตามช่วงอายุ
คนเราสุขภาพดีไปตลอดนั้นไม่มี เราจะทำอย่างไรให้สุขภาพเราดีตามช่วงวัย
2. การมีสุขภาพจิตที่ดี จัดการความรู้สึกต่างๆ ได้ดี
ทริคง่ายๆ จง focus ในสิ่งที่เราควบคุมได้ อะไรที่ควบคุมไม่ได้ ให้คิด worst case ไว้ แล้วหาวิธีรับมือมัน ผมไม่ใช่คนโลกสวยแต่ผมไม่ทุกข์ เพราะทั้งชีวิตคิดแต่ worst case scenario มาตลอด เช่น ถ้าตกงานทำไง พ่อแม่ตายทำไง ตัวเราเองตายทำไง ภรรยาตายทำไง ภรรยามีชู้ทำยังไง เพราะฉะนั้นอย่าประมาทในการใช้ชีวิต สมองคนเรามันแปลกตรงที่ ถ้าเราพยายามคืดเรื่องพวกนี้แบบฉลาดรู้เท่าทัน พอเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นมันจะลดความรุนแรงทางอารมณ์ได้ระดับนึงเลย เหมือนสมองมัน run simulation มาจนรู้ละว่าถ้าเกิดมันจะประมาณไหน
3. การมีสังคมรายล้อมที่ดี
มีผู้คนที่รายล้อมที่ดี ไม่อยู่ในสังคมที่ toxic ช่วยกันพัฒนาให้ดีขึ้นๆไป
4. การมีฐานะทางการเงินที่เหมาะสมเพื่อดำรงชีพ
ไม่ได้หมายถึงรวย แต่มีกินมีใช้ตามหลักพื้นฐานและมีเหลือเก็บ
แต่สุดท้ายเรื่องของจิตใจสำคัญมากที่สุด เพราะทั้งหมดสามารถเยียวยาได้ด้วยความเข้าใจการเป็นไปของธรรมชาติว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราจะควบคุมได้เบ็ดเสร็จแม้กระทั่งตัวเราเอง มีแค่ทำตัวเป็นผู้รับรู้ แล้วดูมัน อย่าไปตามมัน ไม่ต้องเอาตัวเองลงไปเล่น นั่นคือสิ่งที่เราทำได้
ทริคในการทำงานสำหรับพนักงานในบริษัทเอกชน
1. จงทำงานทุกงานด้วยความเข้าใจ อย่าเน้นปริมาณ จงเน้นคุณภาพและสิ่งที่ตัวเองได้รับ
2. เราทำงานเพื่อตัวเราเองก่อนเสมอไม่ใช่บริษัท การทำงานดึกจนจบงาน ดูเผินๆ อาจจะทำเพื่อบริษัท แต่ความจริงเรากำลังฝึกฝนอย่างหนักเพื่อสร้างวินัย สร้างนิสัยและความรู้ให้กับตัวเราเอง บริษัทได้ผลตอบแทน นั่นคือผลพลอยได้จากคุณภาพของเรา
3. ใครบอกให้ออกจาก comfort zone อย่าเพิ่งไปเชื่อเขามาก ผมแนะนำให้ขยาย comfort zone ดีกว่า เราไม่จำเป็นต้องออกจากที่ไหนเพื่อไปอีกที่ เราขยายขอบเขตของเรา เมื่อขอบเขตเรากว้างพอและเรารู้จริงรู้ลึก ถึงเวลานั้นทุกที่มันก็คือ comfort zone สำหรับเรา เพราะเราไปมาครบแล้ว (555+)
4. ใครบอกว่าทำงานตามเงินเดือนก็พออย่าไปเชื่อเขา หลายที่มีหัวหน้าที่ดี มีระบบที่ดี คนที่เก่งระดับ spearhead ในองค์กรจะได้อะไรมากกว่าที่เรารู้เสมอ และไอ้คนที่ได้เขาไม่ได้มาบอกหรอกครับ เพราะมันคือ policy ที่ห้ามแชร์
5. ข้อนี้อาจจะยาก แต่ขอให้ทำงานให้เต็มที่ อย่ามักง่าย ทำให้ถูกที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดต่อให้ตำแหน่งต่ำต้อยแค่ไหน เพราะมันจะฝึกให้เรามี vision มี strategic ไปในตัว ผมยังเชื่อเสมอว่าคนเก่งและมีคุณภาพ ยังไงก็มีที่ไปเสมอ
6. จงทำงานด้วยจิตใจที่เป็นอิสระ ให้ถามตัวเองเสมอว่า what is the right thing to do? แล้วคุณจะพบว่ามันไม่ยาก และแน่นอนว่าต้องมีชนกับผู้ใหญ่บ้าง แต่คุณจะไม่เสียใจที่ได้ทำมัน
7. ความรู้ทางการเงินสำคัญมาก จงเรียนรู้อย่างถูกต้อง และมีเหตุมีผล ไม่สุดโต่งจนเกินไป ลำดับ สร้าง -> สำรอง -> ปกป้อง -> ลงทุน แม้จะโบราณ แต่ยังใช้ได้เสมอสำหรับคนทั่วไป
8. เรื่องจิตใจก็สำคัญ การมี mindset ที่ถูกต้องย่อมส่งผลต่อวิธีคิด คำพูด และการกระทำที่ถูกต้อง นั่นคือเหตุผลว่าทำไม "สัมมาทิฏฐิ" ถึงต้องมาก่อน แล้วตัวอื่นจะตามมาเองอัตโนมัติ ไม่ต้องจำ ไม่ต้องพยายามมีศีล เพราะถ้าความเห็นมันถูก การคิด พูด ทำ มันก็ยากที่จะผิดพลาดครับ
การทำหน้าที่ต่างๆให้ดีที่สุดนั้นสำคัญมาก เรามีหลายบทบามหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบ ทุกการกระทำขอให้คิดเสมอว่า อย่าเบียดเบียนตนเองจนลำบาก และ อย่าเบียนเบียนจนผู้อื่นเดือดร้อน ผมใช้คำว่าและเพราะในทาง ลอจิก ทั้งสองต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ผล ถึงจะได้ค่าที่เป็นจริง
คนส่วนมากก็จะถามว่าแล้วทำดีที่สุดคือแค่ไหน คำตอบคือ ต่อให้ย้อนเวลาไปได้ก็จะไม่อยากแก้ไขอะไรในอดีต นั่นแหละคือคำตอบของผม เรามีทรัพยากรไม่เท่ากัน เต็มที่ของเราอาจจะไม่เท่ากับของคนอื่น แต่แน่นอนมันคือดีที่สุดที่เราทำได้ ณ เวลานั้นด้วยทรัพยากรที่มี ณ ขณะนั้น
สุดท้ายผมยังชอบประโยคในหนังเรื่อง Three Idiots ที่กล่าวไว้ว่า "Pursue excellence, and success will follow" (จงมุ่งมั่นในความเลิศเลอ แล้วความสำเร็จจะตามมาเอง)
ผมทำแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน แต่บอกก่อนนะว่าผมไม่ได้เรียนดีมาตลอด ผมเคยสอบติด 0 เพราะจำตารางธาตุเคมีไม่ได้ แต่พอมาเรียนมหาวิทยาลัยที่เขาเน้นความเข้าใจ กลับได้ Top ของวิศวะ มันทำให้ผมเข้าใจว่าคนเราไม่น่าจะมีคนโง่ เพราะผมก็คิดมาตบอดว่าผมโง่ เพียงแต่บางคนรอเวลาเพื่อเบ่งบาน บางคนอาจจะต้องการ การชี้แนะที่ไม่เหมือนคนอื่น ทุกคนมี timing ของเขา มีวิธีการที่เหมาะสมกับเขา บางคนเขามองภาพใหญ่ องค์ความรู้เลยต้องใช้เวลาในการเชื่อมต่อถึงกันหมด ถ้าพ่อแม่ได้อ่านก็ขอให้ทำความเข้าใจส่วนนี้ หาจุดเด่นของเด็กแต่ละคนให้เจอครับ
ก่อนจากก็อยากแนะนำสิ่งที่ผมพยายามพิสูจน์มาทั้งชีวิตและพบว่าจริงแท้อย่างน่าประหลาด แน่นอนกว่าคำนี้จะเป็นจริงคุณต้องทำมันมามากกว่า 10 ปี จนเป็นอัตลักษณ์ของคุณ แต่ผมพิสูจน์แล้วด้วยตัวผมเองว่าเป็นจริงตามนี้ แน่นอนอาจจะมีหลายองค์ประกอบ เช่น ฟ้า ดิน คน (หมายถึง ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน)
“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”
[บทสรุปทิ้งท้าย]
แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าขาด "สติ"
ในชีวิตจริง ต่อให้เรามีความรู้ มีทฤษฎี หรือมีแนวคิดที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มี "สติ" คอยกำกับ เวลาที่วิกฤตพุ่งเข้าชน หรือเวลาที่อารมณ์ครอบงำ เราก็พังได้อยู่ดี สติคือตัวเรียกเอาของเหล่านั้น (ปัญญาและแนวคิดทั้งหมด) มาใช้ให้ทันท่วงทีในสถานการณ์จริงครับ
ขอให้ทุกคนโชคดีกับแนวทางของตัวเองครับ
แนวทางการใช้ชีวิตและประสบการณ์ของคนคนนึง ที่คิดว่าน่าจะมีส่วนที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง
เนื่องจากพื้นเพทางบ้านไม่ได้ร่ำรวยมีฐานะ แต่เนื่องจากเป็นเด็กต่างจังหวัดย่อมมีที่ทางที่ทำสวนทำไร่อยู่บ้าง ความทรงจำในวัยเด็กก็ไม่มีอะไรมาก ทำงานเข้าสวนช่วยทางบ้าน เรียนรู้การใช้ชีวิตแบบเด็กต่างจังหวัดยุค ’90 หาปลา ล่าสัตว์ ปลูกผักเลี้ยงเป็ดไก่
สิ่งที่เปลี่ยนฐานะและชีวิต คือ “การศึกษา”
ใครจะพูดอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับผมการศึกษาเปลี่ยนชีวิตเราได้จริงๆ ส่วนคนที่บอกว่าก็เห็นพวกเจ้าของบริษัทเทคใหญ่ๆ ไม่เห็นต้องเรียนเลย ผมขอถามง่ายๆ ว่าคนแบบนั้นมีกี่เปอร์เซ็นต์ เราเป็นแบบเขาจริงหรือเปล่าที่ความรู้ในห้องเรียนไม่พอสำหรับคนพวกนั้น แล้วตัวเราเองเชี่ยวชาญความรู้ในห้องเรียนมากพอหรือยัง?
บางคนบอกการศึกษาไม่เห็นเปลี่ยนอะไร ผมขอบอกว่าเราเข้าใจคำว่าการศึกษาถูกต้องดีพอหรือยัง? การศึกษาที่ผมบอกไม่ได้หมายถึงการเรียนๆ ไปให้จบ ได้เกรดดีๆ เรียนจบ รับปริญญา อันนั้นไม่ใช่ความหมายของผม ความหมายของผมคือเราเข้าใจสิ่งที่เราเรียนถ่องแท้แค่ไหน แล้วสิ่งที่เราเรียนมันเป็น Niche profile หรือเปล่า แต่ใดๆ การทำความเข้าใจสิ่งที่เรียนอย่างถ่องแท้ย่อมสร้าง value ให้กับตัวเราและเป็นจุดตั้งต้นที่ดี
การเลือกสถานศึกษาก็สำคัญ ในฐานะที่เคยเป็นทั้งผู้ถูกสัมภาษณ์ และผู้ที่คัดเลือกคนที่จะมาสัมภาษณ์ ผมพยายามจะให้โอกาสทุกคน แต่บางครั้งเวลาก็จวนตัว และการโหวตของคนส่วนใหญ่ก็มักจะไปในทาง Top University เป็นหลัก รวมถึงทีมผมในต่างประเทศก็ยังคงวิธีนี้ ต่อให้เราจะพูดให้สวยหรูแค่ไหน แต่สำหรับคนไร้ประสบการณ์ สถานศึกษาที่คุณจบมาคือ one of the first impression factors แน่นอนครับ
ส่วนการใช้ชีวิตให้มีความสุข ขอให้นึกถึงองค์ประกอบของความสุข 4 หมวด ดังนี้ครับ
1. การมีสุขภาพทางกายเหมาะสมตามช่วงอายุ
คนเราสุขภาพดีไปตลอดนั้นไม่มี เราจะทำอย่างไรให้สุขภาพเราดีตามช่วงวัย
2. การมีสุขภาพจิตที่ดี จัดการความรู้สึกต่างๆ ได้ดี
ทริคง่ายๆ จง focus ในสิ่งที่เราควบคุมได้ อะไรที่ควบคุมไม่ได้ ให้คิด worst case ไว้ แล้วหาวิธีรับมือมัน ผมไม่ใช่คนโลกสวยแต่ผมไม่ทุกข์ เพราะทั้งชีวิตคิดแต่ worst case scenario มาตลอด เช่น ถ้าตกงานทำไง พ่อแม่ตายทำไง ตัวเราเองตายทำไง ภรรยาตายทำไง ภรรยามีชู้ทำยังไง เพราะฉะนั้นอย่าประมาทในการใช้ชีวิต สมองคนเรามันแปลกตรงที่ ถ้าเราพยายามคืดเรื่องพวกนี้แบบฉลาดรู้เท่าทัน พอเหตุการณ์จริงเกิดขึ้นมันจะลดความรุนแรงทางอารมณ์ได้ระดับนึงเลย เหมือนสมองมัน run simulation มาจนรู้ละว่าถ้าเกิดมันจะประมาณไหน
3. การมีสังคมรายล้อมที่ดี
มีผู้คนที่รายล้อมที่ดี ไม่อยู่ในสังคมที่ toxic ช่วยกันพัฒนาให้ดีขึ้นๆไป
4. การมีฐานะทางการเงินที่เหมาะสมเพื่อดำรงชีพ
ไม่ได้หมายถึงรวย แต่มีกินมีใช้ตามหลักพื้นฐานและมีเหลือเก็บ
แต่สุดท้ายเรื่องของจิตใจสำคัญมากที่สุด เพราะทั้งหมดสามารถเยียวยาได้ด้วยความเข้าใจการเป็นไปของธรรมชาติว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่เราจะควบคุมได้เบ็ดเสร็จแม้กระทั่งตัวเราเอง มีแค่ทำตัวเป็นผู้รับรู้ แล้วดูมัน อย่าไปตามมัน ไม่ต้องเอาตัวเองลงไปเล่น นั่นคือสิ่งที่เราทำได้
ทริคในการทำงานสำหรับพนักงานในบริษัทเอกชน
1. จงทำงานทุกงานด้วยความเข้าใจ อย่าเน้นปริมาณ จงเน้นคุณภาพและสิ่งที่ตัวเองได้รับ
2. เราทำงานเพื่อตัวเราเองก่อนเสมอไม่ใช่บริษัท การทำงานดึกจนจบงาน ดูเผินๆ อาจจะทำเพื่อบริษัท แต่ความจริงเรากำลังฝึกฝนอย่างหนักเพื่อสร้างวินัย สร้างนิสัยและความรู้ให้กับตัวเราเอง บริษัทได้ผลตอบแทน นั่นคือผลพลอยได้จากคุณภาพของเรา
3. ใครบอกให้ออกจาก comfort zone อย่าเพิ่งไปเชื่อเขามาก ผมแนะนำให้ขยาย comfort zone ดีกว่า เราไม่จำเป็นต้องออกจากที่ไหนเพื่อไปอีกที่ เราขยายขอบเขตของเรา เมื่อขอบเขตเรากว้างพอและเรารู้จริงรู้ลึก ถึงเวลานั้นทุกที่มันก็คือ comfort zone สำหรับเรา เพราะเราไปมาครบแล้ว (555+)
4. ใครบอกว่าทำงานตามเงินเดือนก็พออย่าไปเชื่อเขา หลายที่มีหัวหน้าที่ดี มีระบบที่ดี คนที่เก่งระดับ spearhead ในองค์กรจะได้อะไรมากกว่าที่เรารู้เสมอ และไอ้คนที่ได้เขาไม่ได้มาบอกหรอกครับ เพราะมันคือ policy ที่ห้ามแชร์
5. ข้อนี้อาจจะยาก แต่ขอให้ทำงานให้เต็มที่ อย่ามักง่าย ทำให้ถูกที่สุดและสมบูรณ์ที่สุดต่อให้ตำแหน่งต่ำต้อยแค่ไหน เพราะมันจะฝึกให้เรามี vision มี strategic ไปในตัว ผมยังเชื่อเสมอว่าคนเก่งและมีคุณภาพ ยังไงก็มีที่ไปเสมอ
6. จงทำงานด้วยจิตใจที่เป็นอิสระ ให้ถามตัวเองเสมอว่า what is the right thing to do? แล้วคุณจะพบว่ามันไม่ยาก และแน่นอนว่าต้องมีชนกับผู้ใหญ่บ้าง แต่คุณจะไม่เสียใจที่ได้ทำมัน
7. ความรู้ทางการเงินสำคัญมาก จงเรียนรู้อย่างถูกต้อง และมีเหตุมีผล ไม่สุดโต่งจนเกินไป ลำดับ สร้าง -> สำรอง -> ปกป้อง -> ลงทุน แม้จะโบราณ แต่ยังใช้ได้เสมอสำหรับคนทั่วไป
8. เรื่องจิตใจก็สำคัญ การมี mindset ที่ถูกต้องย่อมส่งผลต่อวิธีคิด คำพูด และการกระทำที่ถูกต้อง นั่นคือเหตุผลว่าทำไม "สัมมาทิฏฐิ" ถึงต้องมาก่อน แล้วตัวอื่นจะตามมาเองอัตโนมัติ ไม่ต้องจำ ไม่ต้องพยายามมีศีล เพราะถ้าความเห็นมันถูก การคิด พูด ทำ มันก็ยากที่จะผิดพลาดครับ
การทำหน้าที่ต่างๆให้ดีที่สุดนั้นสำคัญมาก เรามีหลายบทบามหน้าที่ ที่ต้องรับผิดชอบ ทุกการกระทำขอให้คิดเสมอว่า อย่าเบียดเบียนตนเองจนลำบาก และ อย่าเบียนเบียนจนผู้อื่นเดือดร้อน ผมใช้คำว่าและเพราะในทาง ลอจิก ทั้งสองต้องเกิดขึ้นพร้อมกัน ผล ถึงจะได้ค่าที่เป็นจริง
คนส่วนมากก็จะถามว่าแล้วทำดีที่สุดคือแค่ไหน คำตอบคือ ต่อให้ย้อนเวลาไปได้ก็จะไม่อยากแก้ไขอะไรในอดีต นั่นแหละคือคำตอบของผม เรามีทรัพยากรไม่เท่ากัน เต็มที่ของเราอาจจะไม่เท่ากับของคนอื่น แต่แน่นอนมันคือดีที่สุดที่เราทำได้ ณ เวลานั้นด้วยทรัพยากรที่มี ณ ขณะนั้น
สุดท้ายผมยังชอบประโยคในหนังเรื่อง Three Idiots ที่กล่าวไว้ว่า "Pursue excellence, and success will follow" (จงมุ่งมั่นในความเลิศเลอ แล้วความสำเร็จจะตามมาเอง)
ผมทำแบบนี้มาตั้งแต่สมัยเรียน แต่บอกก่อนนะว่าผมไม่ได้เรียนดีมาตลอด ผมเคยสอบติด 0 เพราะจำตารางธาตุเคมีไม่ได้ แต่พอมาเรียนมหาวิทยาลัยที่เขาเน้นความเข้าใจ กลับได้ Top ของวิศวะ มันทำให้ผมเข้าใจว่าคนเราไม่น่าจะมีคนโง่ เพราะผมก็คิดมาตบอดว่าผมโง่ เพียงแต่บางคนรอเวลาเพื่อเบ่งบาน บางคนอาจจะต้องการ การชี้แนะที่ไม่เหมือนคนอื่น ทุกคนมี timing ของเขา มีวิธีการที่เหมาะสมกับเขา บางคนเขามองภาพใหญ่ องค์ความรู้เลยต้องใช้เวลาในการเชื่อมต่อถึงกันหมด ถ้าพ่อแม่ได้อ่านก็ขอให้ทำความเข้าใจส่วนนี้ หาจุดเด่นของเด็กแต่ละคนให้เจอครับ
ก่อนจากก็อยากแนะนำสิ่งที่ผมพยายามพิสูจน์มาทั้งชีวิตและพบว่าจริงแท้อย่างน่าประหลาด แน่นอนกว่าคำนี้จะเป็นจริงคุณต้องทำมันมามากกว่า 10 ปี จนเป็นอัตลักษณ์ของคุณ แต่ผมพิสูจน์แล้วด้วยตัวผมเองว่าเป็นจริงตามนี้ แน่นอนอาจจะมีหลายองค์ประกอบ เช่น ฟ้า ดิน คน (หมายถึง ถูกที่ ถูกเวลา และถูกคน)
“ขอให้ถือประโยชน์ส่วนตนเป็นที่สอง ประโยชน์ของเพื่อนมนุษย์เป็นกิจที่หนึ่ง ลาภ ทรัพย์ และเกียรติยศจะตกมาแก่ท่านเอง ถ้าท่านทรงธรรมะแห่งวิชาชีพไว้ให้บริสุทธิ์”
[บทสรุปทิ้งท้าย]
แต่ทั้งหมดทั้งมวลมันจะไม่มีประโยชน์เลยถ้าขาด "สติ"
ในชีวิตจริง ต่อให้เรามีความรู้ มีทฤษฎี หรือมีแนวคิดที่ดีแค่ไหน แต่ถ้าไม่มี "สติ" คอยกำกับ เวลาที่วิกฤตพุ่งเข้าชน หรือเวลาที่อารมณ์ครอบงำ เราก็พังได้อยู่ดี สติคือตัวเรียกเอาของเหล่านั้น (ปัญญาและแนวคิดทั้งหมด) มาใช้ให้ทันท่วงทีในสถานการณ์จริงครับ
ขอให้ทุกคนโชคดีกับแนวทางของตัวเองครับ