ใครที่ยังคงมีจิตศรัทธา อยากบริจาคเงินผ่านมูลนิธิต่างๆ แต่ไม่แน่ใจว่า ภายในมูลนิธินั้นๆ บริหารเงินได้โปร่งใสอย่างที่ประกาศออกสื่อหรือเปล่านะ วิธีคือ ให้เช็ครายชื่อมูลนิธิผ่านเว็บไซค์ของกรมสรรพากร
หากมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลใดไ
ม่มีชื่อระบุ แสดงว่า มูลนิธินั้น
ไม่ได้ผ่านการคัดกรองมาตรฐานการจัดการบัญชีและภาษีระดับเดียวกับสถานสาธารณกุศลของกรมสรรพากร
ตรวจสอบรายชื่อมูลนิธิ ตามลิงค์ที่ข้างล่างนี้เลยจ้า...
https://www.rd.go.th/29157.html
ความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบ (Credibility)
มูลนิธิที่ขึ้นทะเบียนสรรพากร: ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารทางบัญชี
อย่างเข้มงวดจากกรมสรรพากร ทั้งเรื่องวัตถุประสงค์การจัดตั้ง สัดส่วนการนำเงินไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์จริง และความถูกต้องของงบการเงิน ทำให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริจาคได้มากกว่า
มูลนิธิที่ไม่ขึ้นทะเบียน: แม้จะจัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (จดทะเบียนกับกรมการปกครอง/กระทรวงมหาดไทย) แต่
ไม่ได้ผ่านการคัดกรองมาตรฐานการจัดการบัญชีและภาษีระดับเดียวกับสถานสาธารณกุศลของกรมสรรพากร
มูลนิธิหรือสมาคมที่
"ขึ้นทะเบียนเป็นองค์การสาธารณกุศลกับกรมสรรพากร" (ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีความแตกต่างและข้อได้เปรียบกว่ามูลนิธิที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนใน 3 ด้านหลัก ดังนี้
1. สิทธิประโยชน์ของผู้บริจาค
มูลนิธิที่ขึ้นทะเบียนสรรพากร: ผู้บริจาคทั้ง
บุคคลธรรมดา และ
บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำยอดเงินบริจาคไปใช้
หักลดหย่อนภาษี ได้ตามจริงตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด (และสามารถใช้งานระบบ e-Donation ส่งข้อมูลตรงถึงสรรพากรได้)
มูลนิธิที่ไม่ขึ้นทะเบียน: ผู้บริจาค
ไม่สามารถ นำใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตรไปหักลดหย่อนภาษีได้เลย ทำให้เสียโอกาสในการระดมทุนจากผู้บริจาครายใหญ่ หรือบริษัทเอกชนที่ต้องการวางแผนภาษี
2. ภาระภาษีของตัวมูลนิธิเอง (รายรับขององค์กร)
มูลนิธิที่ขึ้นทะเบียนสรรพากร: จะได้รับการ
ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือเงินบริจาค รวมถึงได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในบางกรณีตามที่กฎหมายกำหนด
มูลนิธิที่ไม่ขึ้นทะเบียน: ถือเป็นนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีตามปกติ โดยหากมีรายได้ที่ไม่ใช่เงินบริจาคโดยตรง (เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก รายได้จากการจัดกิจกรรม หรือการขายสินค้า/บริการเพื่อระดมทุน) อาจต้องนำรายรับนั้นมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 2% - 10% ของรายรับก่อนหักรายจ่าย (ขึ้นอยู่กับประเภทรายได้)
3. ความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบ (Credibility)
มูลนิธิที่ขึ้นทะเบียนสรรพากร: ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารทางบัญชีอย่างเข้มงวดจากกรมสรรพากร ทั้งเรื่องวัตถุประสงค์การจัดตั้ง สัดส่วนการนำเงินไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์จริง และความถูกต้องของงบการเงิน ทำให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริจาคได้มากกว่า
มูลนิธิที่ไม่ขึ้นทะเบียน: แม้จะจัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (จดทะเบียนกับกรมการปกครอง/กระทรวงมหาดไทย) แต่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองมาตรฐานการจัดการบัญชีและภาษีระดับเดียวกับสถานสาธารณกุศลของกรมสรรพากร
มูลนิธิไหนน่าเชื่อถือบ้างนะ ? เช็ครายชื่อมูลนิธิผ่านเว็บไซต์กรมสรรพากร สะดวก ชัดเจน โปร่งใส (มีLinkให้)
หากมูลนิธิหรือองค์กรการกุศลใดไม่มีชื่อระบุ แสดงว่า มูลนิธินั้น ไม่ได้ผ่านการคัดกรองมาตรฐานการจัดการบัญชีและภาษีระดับเดียวกับสถานสาธารณกุศลของกรมสรรพากร
ตรวจสอบรายชื่อมูลนิธิ ตามลิงค์ที่ข้างล่างนี้เลยจ้า...
https://www.rd.go.th/29157.html
ความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบ (Credibility)
มูลนิธิที่ขึ้นทะเบียนสรรพากร: ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารทางบัญชีอย่างเข้มงวดจากกรมสรรพากร ทั้งเรื่องวัตถุประสงค์การจัดตั้ง สัดส่วนการนำเงินไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์จริง และความถูกต้องของงบการเงิน ทำให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริจาคได้มากกว่า
มูลนิธิที่ไม่ขึ้นทะเบียน: แม้จะจัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (จดทะเบียนกับกรมการปกครอง/กระทรวงมหาดไทย) แต่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองมาตรฐานการจัดการบัญชีและภาษีระดับเดียวกับสถานสาธารณกุศลของกรมสรรพากร
มูลนิธิหรือสมาคมที่ "ขึ้นทะเบียนเป็นองค์การสาธารณกุศลกับกรมสรรพากร" (ตามประกาศกระทรวงการคลังว่าด้วยภาษีเงินได้และภาษีมูลค่าเพิ่ม) มีความแตกต่างและข้อได้เปรียบกว่ามูลนิธิที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนใน 3 ด้านหลัก ดังนี้
1. สิทธิประโยชน์ของผู้บริจาค
มูลนิธิที่ขึ้นทะเบียนสรรพากร: ผู้บริจาคทั้ง บุคคลธรรมดา และ บริษัท/ห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล สามารถนำยอดเงินบริจาคไปใช้ หักลดหย่อนภาษี ได้ตามจริงตามเงื่อนไขที่กฎหมายกำหนด (และสามารถใช้งานระบบ e-Donation ส่งข้อมูลตรงถึงสรรพากรได้)
มูลนิธิที่ไม่ขึ้นทะเบียน: ผู้บริจาค ไม่สามารถ นำใบเสร็จหรือใบอนุโมทนาบัตรไปหักลดหย่อนภาษีได้เลย ทำให้เสียโอกาสในการระดมทุนจากผู้บริจาครายใหญ่ หรือบริษัทเอกชนที่ต้องการวางแผนภาษี
2. ภาระภาษีของตัวมูลนิธิเอง (รายรับขององค์กร)
มูลนิธิที่ขึ้นทะเบียนสรรพากร: จะได้รับการ ยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล สำหรับรายได้จากค่าธรรมเนียม ดอกเบี้ย เงินปันผล หรือเงินบริจาค รวมถึงได้รับการยกเว้นภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ในบางกรณีตามที่กฎหมายกำหนด
มูลนิธิที่ไม่ขึ้นทะเบียน: ถือเป็นนิติบุคคลที่มีหน้าที่เสียภาษีตามปกติ โดยหากมีรายได้ที่ไม่ใช่เงินบริจาคโดยตรง (เช่น ดอกเบี้ยเงินฝาก รายได้จากการจัดกิจกรรม หรือการขายสินค้า/บริการเพื่อระดมทุน) อาจต้องนำรายรับนั้นมาคำนวณเสียภาษีเงินได้นิติบุคคลในอัตรา 2% - 10% ของรายรับก่อนหักรายจ่าย (ขึ้นอยู่กับประเภทรายได้)
3. ความน่าเชื่อถือและการตรวจสอบ (Credibility)
มูลนิธิที่ขึ้นทะเบียนสรรพากร: ต้องผ่านการตรวจสอบคุณสมบัติและเอกสารทางบัญชีอย่างเข้มงวดจากกรมสรรพากร ทั้งเรื่องวัตถุประสงค์การจัดตั้ง สัดส่วนการนำเงินไปใช้ในกิจกรรมสาธารณประโยชน์จริง และความถูกต้องของงบการเงิน ทำให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริจาคได้มากกว่า
มูลนิธิที่ไม่ขึ้นทะเบียน: แม้จะจัดตั้งขึ้นถูกต้องตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (จดทะเบียนกับกรมการปกครอง/กระทรวงมหาดไทย) แต่ไม่ได้ผ่านการคัดกรองมาตรฐานการจัดการบัญชีและภาษีระดับเดียวกับสถานสาธารณกุศลของกรมสรรพากร