“ผีวังสระปทุม” เปิดไฟเองจนคนงานไม่กล้าเข้าใกล้ ก่อนกรมสมเด็จพระเทพฯ จะทรงเฉลยด้วยพระอารมณ์ขันที่ไม่มีใครคาดคิด
เรื่องเล่าลึกลับจากพระตำหนักเก่าแก่กลางกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นเรื่องชวนยิ้ม เมื่อทรงตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกเจ้าจริง ก็คงไม่ทรงเปิดไฟทิ้งไว้ให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์
ท่ามกลางความเจริญของกรุงเทพมหานคร มีพระราชวังเก่าแก่แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่อันร่มรื่น นั่นคือ “วังสระปทุม” สถานที่ซึ่งเก็บรักษาความทรงจำสำคัญของราชวงศ์จักรีมายาวนานกว่าศตวรรษ
แต่ใครจะคิดว่า ภายในพระตำหนักอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ จะมีเรื่องเล่าลึกลับเกี่ยวกับดวงไฟที่เปิดขึ้นเอง จนคนงานบางส่วนรู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าไปในพระตำหนัก
เรื่องดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดผ่านพระอารมณ์ขันของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งทรงบรรยายเรื่อง “ในร่มเงาวังสระปทุม” เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
ในโอกาสเปิดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์และแนะนำสมุดบันทึกชื่อเดียวกัน ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ณ สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์
วังเก่าแก่ที่เก็บรักษาความทรงจำของราชวงศ์จักรี
วังสระปทุมมิใช่เพียงสถานที่ประทับ หากยังเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทย
โดยเฉพาะพระตำหนักใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “พระตำหนักเหลือง” ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และเป็นสถานที่เสด็จสวรรคตของพระองค์เมื่อ พ.ศ. 2498
พระตำหนักแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493
โดยมีสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จเป็นองค์ประธาน และพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนตร์ตามโบราณราชประเพณี
ภายหลังสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จสวรรคต วังสระปทุมยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2538
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาประทับและทรงดูแลรักษาวังแห่งนี้
ด้วยทรงเห็นว่า วังสระปทุมเปรียบเสมือนประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของราชวงศ์จักรี ซึ่งสมควรอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
เรื่องลึกลับของดวงไฟในพระตำหนักใหญ่
ท่ามกลางเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ยังมีเรื่องเล่าที่สร้างความหวาดหวั่นแก่คนงานในวังอยู่ไม่น้อย
มีเรื่องเล่าว่า ภายในพระตำหนักใหญ่ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มักเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น
บางครั้งมีผู้พบว่าไฟภายในพระตำหนักเปิดอยู่ ทั้งที่เข้าใจกันว่าไม่มีใครเปิด
เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดคำร่ำลือเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ บางคนถึงกับหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าไปในพระตำหนัก
แต่เมื่อเรื่องดังกล่าวถูกนำขึ้นกราบบังคมทูล กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ กลับมิได้ทรงมองว่าเป็นเรื่องน่าหวาดกลัว
ตรงกันข้าม พระองค์ทรงพิจารณาเรื่องนี้ด้วยเหตุผล และทรงหยิบยกพระอุปนิสัยของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าขึ้นมาเป็นข้อสังเกตอย่างมีพระอารมณ์ขัน
เพราะสมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงเก็บเงินเก่ง จะทรงเปิดไฟทิ้งไว้ให้เปลืองไปทำไม
ในพระราชดำรัสที่สื่อมวลชนรายงานจากการบรรยายครั้งนั้น กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงตั้งข้อสังเกตว่า สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกเจ้าทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการค้าขาย และทรงเก็บรักษาทรัพย์สินเป็นอย่างดี
จึงไม่น่าจะทรงเปิดไฟทิ้งไว้ให้สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จำเป็น
พร้อมทรงพระสรวล และทรงสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นคนงานที่เปิดไฟทิ้งไว้แล้วลืมปิดเสียมากกว่า
จากเรื่องเล่าที่เคยทำให้ผู้คนหวาดกลัว กลับกลายเป็นเรื่องชวนยิ้ม ด้วยพระอารมณ์ขันที่เรียบง่ายและเปี่ยมด้วยเหตุผล
ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระราชจริยวัตรด้านความมัธยัสถ์และความรอบคอบในการดูแลทรัพย์สินของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกเจ้า ซึ่งทรงนำมาเป็นข้อสังเกตในการอธิบายเรื่องเล่าลี้ลับครั้งนี้
เมื่อความกลัวถูกคลี่คลายด้วยเหตุผลและพระอารมณ์ขัน
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าจดจำ มิใช่เพราะมีผู้พบเห็นผี หรือมีหลักฐานยืนยันว่าเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติขึ้นจริง
หากเป็นเพราะพระอารมณ์ขันของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงเปลี่ยนเรื่องชวนหวาดกลัวให้กลายเป็นข้อคิดอันเรียบง่าย
บางครั้งเรื่องที่ดูแปลกประหลาด อาจมีคำอธิบายธรรมดากว่าที่เราคาดคิด
และบางครั้ง ความทรงจำเกี่ยวกับบุคคลในอดีต ก็อาจช่วยให้เรามองเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยเหตุผลมากกว่าความหวาดกลัว
ปัจจุบันวังสระปทุมยังคงเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งเก็บรักษาพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และสิ่งของอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกเจ้า
ส่วนเรื่องเล่าเกี่ยวกับไฟที่เปิดขึ้นเองในพระตำหนักใหญ่ ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เผยให้เห็นพระอารมณ์ขันอันอบอุ่นของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
จากเรื่องผีที่ทำให้คนงานหวาดกลัว จึงกลายเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้ผู้ฟังอดยิ้มไม่ได้ เพราะผู้ที่ทรงขึ้นชื่อเรื่องความมัธยัสถ์ คงไม่น่าจะทรงเปิดไฟทิ้งไว้ให้สิ้นเปลืองอย่างที่ใคร ๆ คิด
ที่มา
https://www.facebook.com/share/1FtUQJMFt2/
สมเด็จพระเทพพูดถึงเรื่องผีวังสระปทุม
เรื่องเล่าลึกลับจากพระตำหนักเก่าแก่กลางกรุงเทพฯ ที่กลายเป็นเรื่องชวนยิ้ม เมื่อทรงตั้งข้อสังเกตว่า หากเป็นสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกเจ้าจริง ก็คงไม่ทรงเปิดไฟทิ้งไว้ให้สิ้นเปลืองพระราชทรัพย์
ท่ามกลางความเจริญของกรุงเทพมหานคร มีพระราชวังเก่าแก่แห่งหนึ่งซ่อนตัวอยู่ภายใต้ร่มเงาไม้ใหญ่อันร่มรื่น นั่นคือ “วังสระปทุม” สถานที่ซึ่งเก็บรักษาความทรงจำสำคัญของราชวงศ์จักรีมายาวนานกว่าศตวรรษ
แต่ใครจะคิดว่า ภายในพระตำหนักอันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ จะมีเรื่องเล่าลึกลับเกี่ยวกับดวงไฟที่เปิดขึ้นเอง จนคนงานบางส่วนรู้สึกหวาดกลัว ไม่กล้าเข้าไปในพระตำหนัก
เรื่องดังกล่าวได้รับการถ่ายทอดผ่านพระอารมณ์ขันของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เมื่อครั้งทรงบรรยายเรื่อง “ในร่มเงาวังสระปทุม” เมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน พ.ศ. 2550
ในโอกาสเปิดนิทรรศการภาพถ่ายฝีพระหัตถ์และแนะนำสมุดบันทึกชื่อเดียวกัน ซึ่งจัดทำโดยมูลนิธิสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ณ สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์
วังเก่าแก่ที่เก็บรักษาความทรงจำของราชวงศ์จักรี
วังสระปทุมมิใช่เพียงสถานที่ประทับ หากยังเป็นสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์ราชสำนักไทย
โดยเฉพาะพระตำหนักใหญ่ หรือที่เรียกกันว่า “พระตำหนักเหลือง” ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า และเป็นสถานที่เสด็จสวรรคตของพระองค์เมื่อ พ.ศ. 2498
พระตำหนักแห่งนี้ยังเป็นสถานที่ประกอบพระราชพิธีราชาภิเษกสมรสของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช กับหม่อมราชวงศ์สิริกิติ์ กิติยากร เมื่อวันที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2493
โดยมีสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จเป็นองค์ประธาน และพระราชทานน้ำพระพุทธมนต์และเทพมนตร์ตามโบราณราชประเพณี
ภายหลังสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าเสด็จสวรรคต วังสระปทุมยังเป็นที่ประทับของสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี กระทั่งเสด็จสวรรคตเมื่อ พ.ศ. 2538
ต่อมา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชมีพระราชดำรัสให้สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ เสด็จมาประทับและทรงดูแลรักษาวังแห่งนี้
ด้วยทรงเห็นว่า วังสระปทุมเปรียบเสมือนประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งของราชวงศ์จักรี ซึ่งสมควรอนุรักษ์ไว้ให้คนรุ่นหลังได้ศึกษา
เรื่องลึกลับของดวงไฟในพระตำหนักใหญ่
ท่ามกลางเรื่องราวทางประวัติศาสตร์อันทรงคุณค่า ยังมีเรื่องเล่าที่สร้างความหวาดหวั่นแก่คนงานในวังอยู่ไม่น้อย
มีเรื่องเล่าว่า ภายในพระตำหนักใหญ่ซึ่งเคยเป็นที่ประทับของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า มักเกิดเหตุการณ์ประหลาดขึ้น
บางครั้งมีผู้พบว่าไฟภายในพระตำหนักเปิดอยู่ ทั้งที่เข้าใจกันว่าไม่มีใครเปิด
เหตุการณ์เช่นนี้ทำให้เกิดคำร่ำลือเกี่ยวกับสิ่งลี้ลับ บางคนถึงกับหวาดกลัวและไม่กล้าเข้าไปในพระตำหนัก
แต่เมื่อเรื่องดังกล่าวถูกนำขึ้นกราบบังคมทูล กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ กลับมิได้ทรงมองว่าเป็นเรื่องน่าหวาดกลัว
ตรงกันข้าม พระองค์ทรงพิจารณาเรื่องนี้ด้วยเหตุผล และทรงหยิบยกพระอุปนิสัยของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกาเจ้าขึ้นมาเป็นข้อสังเกตอย่างมีพระอารมณ์ขัน
เพราะสมเด็จพระพันวัสสาฯ ทรงเก็บเงินเก่ง จะทรงเปิดไฟทิ้งไว้ให้เปลืองไปทำไม
ในพระราชดำรัสที่สื่อมวลชนรายงานจากการบรรยายครั้งนั้น กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ทรงตั้งข้อสังเกตว่า สมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกเจ้าทรงมีพระปรีชาสามารถด้านการค้าขาย และทรงเก็บรักษาทรัพย์สินเป็นอย่างดี
จึงไม่น่าจะทรงเปิดไฟทิ้งไว้ให้สิ้นเปลืองเงินทองโดยไม่จำเป็น
พร้อมทรงพระสรวล และทรงสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นคนงานที่เปิดไฟทิ้งไว้แล้วลืมปิดเสียมากกว่า
จากเรื่องเล่าที่เคยทำให้ผู้คนหวาดกลัว กลับกลายเป็นเรื่องชวนยิ้ม ด้วยพระอารมณ์ขันที่เรียบง่ายและเปี่ยมด้วยเหตุผล
ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงพระราชจริยวัตรด้านความมัธยัสถ์และความรอบคอบในการดูแลทรัพย์สินของสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกเจ้า ซึ่งทรงนำมาเป็นข้อสังเกตในการอธิบายเรื่องเล่าลี้ลับครั้งนี้
เมื่อความกลัวถูกคลี่คลายด้วยเหตุผลและพระอารมณ์ขัน
สิ่งที่ทำให้เรื่องนี้น่าจดจำ มิใช่เพราะมีผู้พบเห็นผี หรือมีหลักฐานยืนยันว่าเกิดเหตุการณ์เหนือธรรมชาติขึ้นจริง
หากเป็นเพราะพระอารมณ์ขันของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ที่ทรงเปลี่ยนเรื่องชวนหวาดกลัวให้กลายเป็นข้อคิดอันเรียบง่าย
บางครั้งเรื่องที่ดูแปลกประหลาด อาจมีคำอธิบายธรรมดากว่าที่เราคาดคิด
และบางครั้ง ความทรงจำเกี่ยวกับบุคคลในอดีต ก็อาจช่วยให้เรามองเหตุการณ์ต่าง ๆ ด้วยเหตุผลมากกว่าความหวาดกลัว
ปัจจุบันวังสระปทุมยังคงเป็นสถานที่สำคัญทางประวัติศาสตร์ เป็นแหล่งเก็บรักษาพระราชประวัติ พระราชกรณียกิจ และสิ่งของอันเกี่ยวเนื่องกับสมเด็จพระพันวัสสาอัยยิกเจ้า
ส่วนเรื่องเล่าเกี่ยวกับไฟที่เปิดขึ้นเองในพระตำหนักใหญ่ ก็ยังคงเป็นอีกหนึ่งเกร็ดประวัติศาสตร์ที่เผยให้เห็นพระอารมณ์ขันอันอบอุ่นของกรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
จากเรื่องผีที่ทำให้คนงานหวาดกลัว จึงกลายเป็นเรื่องเล่าที่ทำให้ผู้ฟังอดยิ้มไม่ได้ เพราะผู้ที่ทรงขึ้นชื่อเรื่องความมัธยัสถ์ คงไม่น่าจะทรงเปิดไฟทิ้งไว้ให้สิ้นเปลืองอย่างที่ใคร ๆ คิด
ที่มา
https://www.facebook.com/share/1FtUQJMFt2/